“คุณหนู ทางเราเตรียมอาหารเสร็จแล้ว”
“อือ ฉันกำลังจะไป”
ซิงเยียนหยิบผ้าคลุมขึ้นมาสวมทับชุดสีแดงของเธอแล้วเดินไปยังห้องอาหารที่มีคนของเธอยืนอยู่มากมาย
“คุณหนู ที่นี่เน้นการทำอาหารด้วยซุป จึงทำให้อาหารทุกอย่างล้วนเป็นซุปทั้งหมด”
“ไม่เป็นไร”
ซิงเยียนมองอาหารมากมายบนโต๊ะอาหาร 1 เดือนมานี้นับได้ว่ามันเป็นอาหารจำนวนมากที่เธอจะได้กิน ถึงอย่างนั้นเธออยากจะกินอาหารหม้อเล็กๆของตงฟางมากกว่า แม้มันจะมีปริมาณที่น้อย กลับไม่ทำให้เธอมีความอยากอาหารจากเมืองหลงไห่เลย
“นี่ เรื่องที่ให้ทำไปถึงไหนแล้ว”
“คุณหนู นี่เป็นเอกสารทั้งหมดที่เราจัดเตรียมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินกลางเมืองลั่วหยางและการสำรวจการใช้ชีวิตของผู้คนว่าเหมาะกับการค้าขายอะไร”
ซิงเยียนอ่านเอกสารในมือของเธอ ปรากฎว่าคนของเธอทำงานได้ดีเป็นอย่างมาก เธอไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบท่านเจ้าเมืองหรือผูกมิตรกับตระกูลใหญ่เลยสักตระกูลเนื่องจากคนของเธอทำทุกอย่างแทนทั้งหมด เหลือเพียงแค่เธอเปิดตึกค้าขายเพียงเท่านั้น
“มีข่าวใหม่จากเมืองซ่งไหม”
“คุณหนู หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าส่งข่าวมาไม่กี่วันก่อน หากเราต้องการเดินทางกลับให้มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ใช้เส้นทางเมืองต้วนอี้แทน การใช้เส้นทางเมืองซ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป”
“หมายความว่ายังไง” ซิงเยียนทำหน้าสงสัย เธออยากรู้ความหมายในคำพูดของคนขับรถม้า
“เมืองซ่งกลายเป็นแนวหน้าของสนามรบระหว่างมนุษย์และปีศาจไปแล้ว เนื่องจากปีศาจที่หลุดรอดออกไปพวกมันพยายามใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายปีศาจมาเรื่อยๆ ทำให้เมืองหลวงส่งคนไปจัดการ ถึงอย่างนั้นการจะกวาดล้างทำได้ยากมาก จึงทำให้เมืองซ่งกลายเป็นสนามรบไม่สามารถอาศัยอยู่ได้”
ตงฟางรู้สึกดีใจมากที่เขาไม่ลงมือสร้างหมู่บ้านใกล้กับเมืองซ่ง ข่าวนี้ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยเพราะหมู่บ้านที่ทุกคนใช้ทักษะนิกายโลหิตยังไม่ถูกเปิดเผย ด้วยพละกำลังมากล้นของคนในหมู่บ้านของเขาที่เทียบเท่าปีศาจ จะต้องถูกสงสัยว่าเป็นปีศาจอย่างแน่นอน เขาจึงรู้สึกโล่งที่สร้างหมู่บ้านไว้เพียงแค่ 2 เมืองเท่านั้น
“ได้สืบประวัติของเมืองลั่วหยางไว้ด้วยไหม ฉันรู้สึกสงสัย ดูจากแม่น้ำกลางเมืองมันไม่ใช่แม่น้ำที่อยู่ในเมืองหนาวแบบนี้ แล้วรูปปั้นหญิงสาวกลางเมืองอีก เธอเป็นใคร”
“คุณหนู เมืองลั่วหยางเมื่อพันปีก่อนเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไม่ต่างจากเมืองต้วนอี้ ผู้คนใช้ชีวิตด้วยการทำการประมงเพราะติดทะเล การค้าขายส่วนมากเน้นส่งออกสัตว์อสูรที่อยู่ในทะเลลึก อยู่มาวันหนึ่งมีสิ่งมีชีวิตทรงพลังปรากฎตัว ทุกคนไม่รู้ว่ามันเป็นมนุษย์หรือไม่ แต่ทุกคนเรียกมันว่ามาร”
คิ้วของตงฟางย่นเข้าหากัน เขารู้สึกได้ถึงใจที่เต้นรัวของตัวเอง หากเป็นมารจริงๆเขาจะหาเบาะแสของมันเพื่อนำมาเพิ่มความบริสุทธิ์ของเลือด
แม้ตาแก่หลี่หยุนจะห้ามให้เขาเพิ่มความบริสุทธิ์ ทว่าการห้ามกลับเป็นห้ามเขาทำให้มันบริสุทธิ์ 10 ส่วน เขาจึงสามารถทำให้มันใกล้เคียง 10 ส่วนได้
“การปรากฎตัวของมารทำให้เมือง 2 ใน 3 ส่วนหายไปจากการโจมตีของมัน คนที่ถูกสร้างเป็นรูปปั้นจึงเข้าไปจัดการมารตนนั้น ด้วยการใช้พลังวิญญาณทั้งหมดและค่ายกลกักขังมันเอาไว้”
“ทำไมเธอไม่ฆ่า”
“ชาวบ้านเล่าว่าเธอไม่สามารถทำได้ ทุกคนในเมืองลั่วหยางก็ไม่มีใครสามารถฆ่ามันได้เช่นกัน แต่การกักขังของหญิงสาวที่เสียสละชีวิตของเธอกลับพิเศษมาก เพราะมันเป็นการกักขังที่จะค่อยๆทำลายมารไปทีละเล็กทีละน้อยจนกว่ามันจะตาย โดยเธอบอกทุกคนให้ปลดผนึกออกได้หลังจากผ่านไป 100 ปี มารที่กักขังน่าจะสลายหายไปแล้ว”
“ทำไมฉันรู้สึกเหมือนผนึกยังไม่ถูกปลด”
“คุณหนู เป็นอย่างที่คุณหนูพูด หลังจากมารถูกผนึกไปได้ 100 ปี ชาวเมืองลั่วหยางต่างหาทางปลดผนึกค่ายกล เพียงแต่ว่าการผนึกครั้งนั้นทำให้ทางเข้าสถานที่ผนึกถูกทับถมจนไม่สามารถหาทางเข้าไปได้ แม้จะมีคนพยายามขุดเข้าไปใหม่กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นทุกครั้ง จนทำให้ทางเข้าไม่สามารถขุดได้ ยกตัวอย่างเช่นการถล่มของถ้ำ สิ่งนี้จึงทำให้เมืองลั่วหยางยังไม่ปลดผนึกจนผ่านเวลามาเป็นพันปี ส่วนน้ำแข็งเหล่านี้ เป็นผลกระทบจากผนึก หากไม่ปลดผนึกไอเย็นของมารที่ผนึกไว้มันจะกระจายไปทั่ว”
“เพราะมารสินะ ทำให้เมืองลั่วหยางเหลือขนาดเท่านี้ ส่วนน้ำแข็งนี่เป็นผลกระทบจากผนึกที่ยังไม่ถูกปลดออก แล้วผนึกที่ว่ามันอยู่ไหนกันล่ะ”
“ชาวบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันอยู่ลึกลงไปใต้เมืองลั่วหยางหลายพันเมตร หากต้องการดูให้เดินทางไปยังจวนเจ้าเมือง เพราะที่นั่นทุกคนที่ต้องการปลดผนึกมารจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าเมือง เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่เจ้าเมืองต้องการทำที่สุดและเขาก็พยายามขุดลงไปใต้ดินลึกตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา”
ตงฟางพยายามใช้พลังจิตของเขาตรวจสอบเมืองลั่วหยางจนพบว่าลึกลงไปใต้พื้นดินราว 13,000 เมตรมีค่ายกลขนาดใหญ่อยู่บริเวณนั้น มันเป็นค่ายกลที่ใหญ่มากมีขนาดไม่ต่างจากเมืองลั่วหยางในตอนนี้ แต่ค่ายกลที่เขาพบเจอกลับทำให้เขารู้สึกแปลกใจเพราะมันไม่เหมือนค่ายกลที่เขาเจอตอนอยู่กับมารกลืนวิญญาณ เขากลับต้องพับเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ตอนนี้เขาต้องจัดวางแผนการค้าขายและหมู่บ้านที่คิดว่าจะสร้างในเมืองลั่วหยาง หากทำสำเร็จเขาจะเดินทางไปดูผนึกเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเปล่าในการเดินทางมายังสถานที่แห่งนี่
“แล้วเรื่องที่ให้ทำเจ้าเมืองและตระกูลอื่นๆมีความคิดเห็นอย่างไร ในตอนที่เราประกาศออกไปว่าจะเปิดตึกค้าขายสินค้า”
“คุณหนู เจ้าเมืองพอใจมากที่มีตึกค้าขายจากเมืองอื่นเข้ามาตั้งในเมืองของเขา เพราะจะทำให้ชาวเมืองลั่วหยางเข้าถึงสินค้าได้ง่ายมากยิ่งขึ้น การที่ทุกอย่างเป็นหินมะและน้ำแข็งทำให้การเดินทางไปมาระหว่างเมืองอื่นๆยากยิ่ง”
“เจ้าเมืองเห็นด้วยกับการเปิดเหรอ” ซิงเยียนตกใจกับคำพูดนี้ ดูเหมือนว่าเมืองลั่วหยางผู้คนจะมีใจที่ดีเกินไปจนดูน่าสงสัย
“ใช้แล้วคุณหนู ส่วนตระกูลใหญ่ไม่มีใครแสดงท่าทางคัดค้านการค้าขายของเรา ดูเหมือนว่าการที่เมืองนี้ไม่มีการแย่งชิงอำนาจระหว่างตระกูลใหญ่ จะทำให้ใครก็ตามสามารถทำธุรกิจได้ แต่การทำธุรกิจของเราเจ้าเมืองกลับมีข้อแม้ให้เราทำตามหนึ่งอย่างเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบระยะยาว”
“อะไรคือข้อแม้” ซิงเยียนเช็ดปากเล็กน้อยหลังจากเธออิ่มกับอาหารเช้านี้
“เจ้าเมืองตั้งกฎการขายว่า ก่อนที่เราจะทำการค้าขายให้เราสำรวจราคาของที่วางขายในเมืองลั่วหยางก่อน เพื่อจะได้รู้ราคากลางของมัน หากเราจะขายสินค้าเหมือนที่มีขายอยู่แล้ว เราต้องขายราคาเดียวกัน แต่หากของที่เราขายมีคุณภาพมากกว่า ต้องไม่ขายในราคาที่ถูก จำเป็นต้องเพิ่มราคาให้สูงขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านได้เลือกสินค้าตามงบประมาณและความต้องการของพวกเขา”
“งี้นี่เอง ตัดปัญหาไม่ให้ตระกูลใหญ่หรือใครก็ตามได้กำไรแต่เพียงผู้เดียว”
ในความคิดของซิงเยียน การใช้ระบบนี้จะทำให้ชาวเมืองซื้อสินค้าได้ตามความต้องการของพวกเขา ไม่ใช่เพราะการข่มขู่จากคนขาย ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้เจ้าของสินค้าพัฒนาสินค้าคุณภาพดีออกมาขายแข่งกัน หากอยากให้ร้านของพวกเขามีจุดเด่น จนผู้คนเลือกเดินเข้าไปใช้งาน
“คุณหนู นี่คือราคาเม็ดยาและยันต์ภายในเมืองแห่งนี้”
ซิงเยียนมองดูราคากลางของสินค้าที่เธอคาดว่าจะเปิดขายในเมืองแห่งนี้ พร้อมกับพยักหน้า ดูเหมือนว่ารายการสินค้าไม่ว่าจะเป็นเม็ดยาหรือว่าจะเป็นยันต์ของเมืองลั่วหยาง ยังคงมีคุณภาพไม่ต่างจากเมืองต้วนอี้และเมืองหลงไห่ ทำให้การค้าขายของเธอยังคงเดินนำหน้าคนอื่นด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า ถึงอย่างนั้นเธอกลับไม่สามารถกุมอำนาจการขายไว้เพียงผู้เดียว
เนื่องจากของที่มีคุณภาพจำเป็นต้องขายในราคาที่แพงขึ้น สิ่งนี้จะทำให้ชาวเมืองได้เลือกว่าพวกเขาจะใช้เงินเท่าที่มีซื้อของคุณภาพทั่วไป หรือจะเพิ่มเงินอีกนิดเพื่อให้ได้ของคุณภาพสูง การที่ทำให้ชาวเมืองได้คิดเกี่ยวกับการซื้อขาย ทำให้การขายของเธอไม่น่าจะมียอดขายเท่าเมืองหลงไห่และเมืองต้วนอี้
สำหรับซิงเยียนเธอไม่มีปัญหาในการขายสินค้าต่อให้ยอดขายจะน้อยลงไปก็ตาม ยังไงเธอก็ยังคงทำตามจุดประสงค์เดิมในการขยายสาขาคือการกระจายสินค้าออกมาตามเมืองต่างๆ แม้ยอดขายในเมืองลั่วหยางจะสู้เมืองอื่นไม่ได้ การค้าขายในเมืองนี้กลับทำให้เธอสำเร็จจุดประสงค์อีกหนึ่งอย่างคือการรวบรวมข้อมูลและของล้ำค่ากลับไปประมูลที่เมืองหลงไห่
เธอจึงจะขายของคุณภาพ 8 ส่วนเช่นเดิม สำหรับของที่มีคุณภาพต่ำกว่านี้ให้คนอื่นขายไป การกินรวบทั้งหมดเป็นเรื่องดีสำหรับเธอ แต่มันจะมีปัญหาในภายภาคหน้าในเมืองลั่วหยาง คนที่อยากได้ของดีก็มาหาพวกเธอ คนที่เงินไม่ถึงแต่จำเป็นต้องใช้ก็ไปหาคนอื่น
“ไปกันเถอะ ฉันอยากเห็นตำแหน่งที่เราจะเปิดร้านกัน”
ซิงเยียนเดินออกไปนอกบ้านก้าวขาขึ้นไปบนรถม้าคันสีขาวที่จัดเตรียมเอาไว้ สำหรับตงฟางเขาไม่ได้เกาะหลังรถม้า เนื่องจากตอนนี้เขาอยู่ในรูปลักษณ์สวมใส่ชุดคลุมสีขาวที่คนของซิงเยียนจำได้ดี แม้พวกเขาจะงุนงงสงสัยว่าตงฟางปรากฎตัวมาได้อย่างไรเพราะเมื่อวานตอนเข้าเมือง พวกเขาเห็นคุณหนูเดินทางมากับคนคุ้มกันที่ไม่ยอมปล่อยให้ห่างตัว วันนี้กลับมีชายชราสวมสุดขาวอยู่กับเธอ ส่วนคนคุ้มกันยังคงอยู่เช่นเดิม โดยตงฟางให้อสูรโลหิตของเขาปลอมตัวเป็นคนคุ้มกันแทน สาเหตุที่เขาต้องอยู่ในชุดขาวและชายแก่ เป็นเพราะว่าเขาต้องการใช้พลังในการสร้างตึกอีกเช่นเดิม
“คุณหนู ตรงนี้แหละเป็นตึกที่พวกเราจัดซื้อเอาไว้”
ซิงเยียนก้าวเดินลงมาจากรถม้ามองไปยังตึกรูปดอกเห็ด 3 ตึกติดกัน มันดูน่ารักมากกว่าน่าเกรงขาม ก่อนที่ตงฟางจะสร้างตึกเขาก็ถูกขอร้องให้ทำเป็นตึกดอกเห็ดแบบเดิม
“มันจะไม่น่ารักเกินไปเหรอพี่ซิงเยียน”
“ไม่ๆ เราต้องเน้นกลมกลืนกับชาวเมืองสิ หากเราสร้างตึกสี่เหลี่ยมขึ้นมามันดึงดูดตาเกินไป หากภัยร้ายมาถึงเราอาจจะตกเป็นเป้าได้”
“ไม่ใช่ว่าชอบตึกทรงเห็ดหรอกใช่ไหม”
“ฮิฮิ” ตงฟางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ข้ออ้างของพี่ซิงเยียนไม่ให้ตงฟางสร้างตึกทรงสี่เหลี่ยมมันไม่ใช่เรื่องจริง เธออยากได้ตึกรูปทรงดอกเห็ด ซึ่งเขาก็ไม่กล้าขัด หากตึกรูปทรงดอกเห็ดทำให้ยิ้มได้เขาก็จะทำมัน
ตึง~!
ชาวเมืองลั่วหยางมองจ้องกลุ่มของตงฟาง จากเสื้อผ้าหน้าผมล้วนบ่งบอกว่าเป็นคนที่มาจากต่างเมือง ไม่ใช่คนของเมืองลั่วหยาง ขณะที่พวกเขาสำรวจคนต่างเมืองกำลังทำอะไรนี้เองนั้น ชาวเมืองล้วนอ้าปากกว้างเมื่อเห็นตึก 3 หลังถูกทำลายย่อยยับด้วยการเคาะไม้เท้าเบาๆ จากนั้นตึกรูปทรงไม่ต่างจากเดิมก็สร้างขึ้นมาแล้วถูกปิดทับด้วยสีขาว
“เข้าไปกัน พรุ่งนี้เราจะเปิดร้าน” ซิงเยียนฉีกยิ้มกว้างแล้วรีบเดินเข้าไปสำรวจตึกใหม่ ก่อนจะขึ้นไปบนชั้นสามแล้วมองออกไปรอบๆพบเข้ากับภาพหิมะที่กำลังเคลื่อนไหวลงมาจากท้องฟ้า ปากคลุมหลังคาบ้านเรือนรอบๆ