เมื่อขบวนของสำนักหงส์ขาวกับเจิงเจิ้งจิงมาถึง พบประมุขหวงอยู่กับไต้ซือฟางเว่ย ต่างฝ่ายต่างแปลกใจ
ประมุขหวงแปลกใจที่นายทหารผู้หนึ่งร่วมทางมากับชาวยุทธ
เจ้าสำนักฮุ่ยเหมยลี่แปลกใจที่เส้าหลินเดินทางมาถึงก่อน
ยิ่งเมื่อทราบเหตุที่มีคนร้ายบุกมาเมื่อคืน นางยิ่งตระหนก
“ผู้ที่กล้าลูบคมตระกูลหวง คงมีแต่พรรคปราบมังกร”
ประมุขหวงพยักหน้า
“เมื่อข้าพเจ้าเดินทางกลับถึงสำนักหงส์ขาว จึงรีบเรียกประชุมผู้อาวุโสในทันที โดยใช้กฎของสำนักเรา คือผู้อาวุโสหนึ่งคนต่อหนึ่งเสียง ทั้งเก้ามีมติเอกฉันท์ให้ส่งคนมาช่วยตระกูลหวง ข้าพเจ้ามอบหมายงานให้รองเจ้าสำนักรักษาการ แล้วนำศิษย์สามร้อยเดินทางมาลั่วหยางโดยเร็ว”
“ขอบคุณเจ้าสำนักฮุ่ยอย่างยิ่ง”
ประมุขหวงกล่าวด้วยเสียงดังแน่น แม้เจ้าสำนักหงส์ขาวคล้ายมิค่อยเห็นด้วยกับแนวทางของตระกูลหวงเท่าใด แต่ก็ยังเคารพหลักการความร่วมมือระหว่างเจ็ดสำนักใหญ่
สำหรับเส้าหลิน ย่อมเป็นที่พึ่งหลักของทุกค่ายสำนักฝ่ายธรรมะในแผ่นดิน
“ส่วนข้าพเจ้ามีเรื่องมาแจ้งต่อเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียน”
ประมุขหวงมองเจิงเจิ้งจิง นายทหารผู้นี้ท่าทางองอาจเช่นทหารทั่วไป แต่คนไม่กร้าวหยาบ ยามเจรจานุ่มนวลอ่อนน้อมต่อผู้อาวุโส ผิดจากทหารทั่วไป
“เราไม่เคยพบกันมาก่อน”
“เรียนท่านประมุข ข้าพเจ้าสังกัดเจ้ากรมตุลาการเป่าไฉ ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับท่านเว่ยกงกงอย่างใกล้ชิด รับทราบชื่อเสียงของท่านประมุขมานาน ไม่มีโอกาสมาคารวะ คราวนี้ได้รับคำสั่งให้เดินทางมายังตระกูลหวง นับเป็นวาสนาอย่างยิ่ง”
เจิงเจิ้งจิงแม้เจรจาด้วยถ้อยคำยุทธจักร แต่ท่าทางมั่นคงจริงใจ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปอีกรูปแบบหนึ่ง
เจ้าสำนักฮุ่ยเหมยลี่ลอบมองมันอีกครั้ง
“เรื่องของทางการคงเป็นความลับ ท่านมิต้องบอกพวกเราดอก”
ประมุขหวงเว้นลู่ทางไว้ให้เจิงเจิ้งจิง
“หามิได้ ขอเรียนต่อท่านประมุข ท่านเจ้ากรมมีคำสั่งให้ยึดถือตระกูลหวงเป็นพันธมิตรสำคัญและมีความนับถือต่อท่านประมุขอย่างยิ่ง ที่ข้าพเจ้าเดินทางมาคราวนี้ เพราะท่านเจ้ากรมมีคำสั่งให้เสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนเดินทางไปฉางอาน เพื่อร่วมคุ้มครองขบวนเสด็จกลับลั่วหยาง”
ประมุขหวงมีสีหน้ากังวล สมเด็จพระจักพรรดินีบูเช็กเทียนจะเสด็จกลับลั่วหยาง เป็นเวลาใกล้เคียงกับที่พรรคปราบมังกรเริ่มเคลื่อนไหว นี่มิใช่เรื่องที่สามารถปล่อยผ่าน
“มิทราบตอนนี้ทั้งสองอยู่ที่ใด”
“เฟิงตงเปียนพักอยู่ที่ห้อง ข้าฯจะสั่งคนตามมาให้ สำหรับเสี้ยวอู่หมิง มันออกไปข้างนอก”
เจียเจียเดินนำหน้าเสี้ยวอู่หมิงไปตามทาง แม้ผ่านเหตุวิกฤตมาเมื่อคืน แต่นางกลับมีท่าทางร่าเริงแจ่มใส
เสี้ยวอู่หมิงมองเอวบางอ้อนแอ้นจากด้านหลังของนาง เรือนผมสลวยสะบัดล้อลม บัดนี้เจียเจียเป็นสาวเต็มวัย แต่ยังคงความสดใสกระตือรือร้นเช่นเดิม
“แปลกนัก”
นางหันมาทันที
“มีอันใดแปลก”
“เมื่อคืนมีคนร้ายบุกสำนักท่าน ทั้งเป็นยอดฝีมือ แต่ท่านกลับไม่มีท่าทางวิตกกังวล”
เจียเจียมองสบตามัน ริมฝีปากบางยกขึ้นสองด้าน เผยให้เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ
“ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ทั้งที่เผชิญการกลุ้มรุมจากยอดฝีมือ แสดงว่าบิดาย่อมเป็นยอดฝีมือยิ่งกว่า แถมตอนนี้ไต้ซือฟางเว่ยยังมาถึง ผู้ใดกล้าก่อการอีก แต่ที่สำคัญที่สุดคือท่านฟื้นฟูพลังฝีมือกลับเป็นจอมยุทธขี้เหร่คนเดิม”
เสี้ยวอู่หมิงหัวเราะ ฉายาที่นางตั้งให้ระคายหูนัก มันรู้จักหน้าตาของตนดี ด้านความหล่อเหลามันไม่เคยคิดแข่งขันกับใคร แต่เสี้ยวอู่หมิงฉลาดหลักแหลมพอที่จะรู้ถึงความดีงามภายในจิตใจของมนุษย์
“เมื่อคืนข้าพเจ้าเคลื่อนไหวโดยไม่ทันได้คิด หาได้รู้ไม่ว่าพลังฝีมือกลับคืน อย่างเช่นตอนนี้กลับรู้สึกอ่อนแรง”
เจียเจียรีบเข้ามาจับข้อมือมัน โดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมา สมัยนั้นหญิงสาวจับมือบุรุษหนุ่มกลางย่านร้านตลาด ถือว่าผิดธรรมเนียมประเพณี แต่ผู้ที่จดจำบ๊วยหวานดักปักษาได้ ย่อมมิกล้าเข้ามาตอแยนาง
“นี่เป็นเช่นไร กำลังภายในของท่านอ่อนแอ ลมปราณก็แผ่วเบา เหตุใดจึงใช้พัดยับยั้งหมดของเจ้ายักษ์นั่นได้”
“ข้าฯมิทราบ”
เสี้ยวอู่หมิงมิกล้าดึงข้อมือจากมือน้อยอ่อนนุ่มนิ่ม ได้แต่ปล่อยให้นางจับไว้
“เรื่องนี้ต้องถามมารดา แต่ก่อนอื่นข้าฯ มีคำถามหนึ่งที่ต้องการฟังคำตอบจากปากท่านมานาน”
เสี้ยวอู่หมิงครุ่นคิด คำถามที่นางอยากรู้มานาน คงจะยากตอบได้
เจียเจียล้วงอกเสื้อหยิบกระดาษที่พับอย่างดีมาแผ่นหนึ่งแล้วคลี่ออก ภายในมีตัวหนังสือหวัด ๆ เขียนไว้ อ่านได้ว่า “ลืมเลือน”
“คำนี้ท่านเขียนไว้ก่อนถูกนำตัวไปเส้าหลินเมื่อหนึ่งปีก่อน ท่านหมายความว่าอย่างไร”
เสี้ยวอู่หมิงมองสบตาหวานสีฟ้าอ่อน
“สารภาพตามตรง ตอนแรกข้าฯ ต้องการให้ท่านลืมข้าพเจ้า แต่เมื่อถูกพาไปถึงเส้าหลิน รับการรักษาเป็นแรมปี ยามเมื่อต้องอยู่คนเดียว ได้เพียงหวังว่าบ๊วยหวานต้นนี้อย่าได้ลืมเลือนข้าพเจ้า”
เจียเจียฉีกยิ้มกว้างทำให้ถนนทั้งเส้นสว่างไสว เกาะกุมมือเสี้ยวอู่หมิงเดินไป คราวนี้แม้แต่ผู้ที่เกรงใจนาง ก็ยังแอบซุบซิบนินทามิได้
เสี้ยวอู่หมิงปล่อยให้นางจูงชมตลาด
เสียงหวานของซอเอ้อหูดังมาแผ่ว ๆ
เฟิงตงเปียนนั่งสนทนากับเจิงเจิ้งจิงอยู่ที่ตระกูลหวง
ภายหลังทราบคำสั่งให้ไปฉางอาน มันใช้เวลาเพียงครู่ก็ตระเตรียมสิ่งของพร้อมเดินทาง
“แท้จริงท่านเจ้ากรมคงต้องการคุ้มครองข้าพเจ้ากับเสี้ยวอู่หมิงมากกว่า”
“ข้าฯ ก็คิดเช่นนั้น”
ทั้งสองรับราชการมานาน ทราบดีว่าขบวนเสด็จของพระจักพรรดินีเต็มไปด้วยกำลังทหารและองครักษ์ ลำพังคนอีกสองคนไม่สร้างความแตกต่างอันใด
“พวกข้าฯ ยังพอรับมือศัตรูที่นี่ไหว”
“ท่านกงกงเป็นห่วงพวกท่านมาก อย่างไรกลับไปฉางอานก่อนแล้วค่อยคิดอ่าน”
เฟิงตงเปียนวิเคราะห์เหตุการณ์เมื่อคืน แม้ศัตรูเต็มไปด้วยยอดฝีมือ แต่เมื่อมีเส้าหลินและสำนักหงส์ขาวอยู่ด้วย มันก็เบาใจลง หากสำนักอื่นส่งกำลังมาสมทบก็จะดียิ่ง แต่เจียเจียจะยอมให้เสี้ยวอู่หมิงไปโดยง่ายหรือ
“ไม่ได้ ท่านแม่ เสี้ยวอู่หมิงยังไม่หายดี ชีพจรอ่อนแรงคล้ายไม่มีวรยุทธ จะไปเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร”
นี่คือประโยคแรกของนางเมื่อได้ยินว่ามีคำสั่งให้เสี้ยวอู่หมิงเดินทางไปคุ้มครองขบวนเสด็จที่ฉางอาน
หวงฮูหยินมองสามีเฒ่าที่นั่งขมวดคิ้ว แล้วลุกขึ้นไปตรวจชีพจรของเสี้ยวอู่หมิง
“น่าแปลก กำลังภายในของเจ้าอ่อนแอขนาดนี้ เหตุใดจึงหยุดหมัดของต้าคลุ้มคลั่งได้”
“ข้าพเจ้ามิทราบ ตอนนั้นคิดเพียงแต่ต้องการช่วยท่านประมุข”
ประมุขหวงค่อยมีสีหน้าผ่อนคลาย
“ลูกเจีย ถึงอย่างไรเสี้ยวอู่หมิงก็เป็นคนของทางการ ย่อมต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ที่สำคัญกองทหารอารักขาขบวนเสด็จมีนับแสน เสี้ยวอู่หมิงน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ที่นี่เสียอีก”
“ถ้าเช่นนั้นลูกขอไปด้วย”
“เจ้าเป็นคนนอกจะเข้าไปในขบวนเสด็จได้อย่างไร”
เจียเจียอับจนถ้อยคำ จึงใช้วิชาหน้ากลมป่องเข้าช่วย
เจิงเจิ้งจิงแอบมองนาง เจียเจียงดงามสดใส สตรีในลั่วหยางและฉางอานน้อยคนจะทัดเทียมได้ เหตุใดแสดงออกว่าชมชอบเสี้ยวอู่หมิงถึงเพียงนี้ ยิ่งมองเจ้าตัวปัญหาที่นั่งเงียบอยู่ ยิ่งคล้ายกบขาดอาหารกับห่านฟ้า มันจึงเข้าใจความรู้สึกของประมุขหวงและฮูหยินเป็นอย่างดี ถ้านับตามศักดิ์ฐานะแล้ว ผู้ที่คู่ควรกับเจียเจีย หากมิใช่ชายหนุ่มลูกขุนนางผู้ใหญ่ ก็ต้องเป็นลูกคหบดีร่ำร่วย หากเป็นชาวยุทธก็ต้องเป็นบุตรชายสำนักใหญ่เท่านั้น เสี้ยวอู่หมิงแม้เป็นคนของทางการ แต่อันที่จริงก็มีเพียงตำแหน่งหน้าที่ เจ้าตัวมิได้มาจากตระกูลร่ำรวยสูงศักดิ์ หากมิใช่นโยบายของพระจักรพรรดินีที่เฟ้นหาคนจากความสามารถ เสี้ยวอู่หมิงอาจมิได้รับราชการเสียด้วยซ้ำ
“ข้าพเจ้ารับเบี้ยหวัดเงินปี ควรทำงานบ้าง มิเช่นนั้นเท่ากับรับเงินเปล่า ย่อมไม่อาจสบายใจอยู่ได้”
“เจียเจียหันไปใช้วิชาแก้มกลมกับมัน เสี้ยวอู่หมิงต้องทำเป็นมองไปทางประมุขหวงเพื่อขอความช่วยเหลือ”
“เอาเถิด เจียเจีย หากเจ้าไม่ยอมให้ท่านเสี้ยวไป พี่เขาย่อมลำบากใจ ถึงอย่างไรขบวนเสด็จก็ต้องมาที่ลั่วหยาง ตอนนั้นก็ได้พบกันอยู่ดี”
เจียเจียใช้สองมือกอดอกไม่ยอมพูดจา แม้นางจะแง่งอนจนเกือบไร้มารยาท แต่กลับน่าเอ็นดูยิ่งนัก
เฟิงตงเปียนเห็นนางเริ่มยอมแพ้ จึงรีบสรุป
“ผู้น้องเตรียมเสื้อผ้าข้าวของไว้พร้อม ไม่ทราบพี่เสี้ยวจะเดินทางได้เมื่อใด”
“ข้าพเจ้าเป็นห่วงว่าคนของพรรคปราบมังกรอาจย้อนมาอีก”
ประมุขหวงเห็นบุตรีอับจนถ้อยคำ จึงรีบสรุปเช่นกัน
“เจ้าเดินทางอย่างสบายใจเถิด ไต้ซือฟางเว่ยกับเจ้าสำนักฮุ่ยเหมยลี่ล้วนมิใช่ชนชั้นธรรมดา นี่ไม่แน่ว่าสำนักอื่นอาจส่งกำลังมาเพิ่ม”
เสี้ยวอู่หมิงหันไปมองเจียเจีย
“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าพเจ้าขอเดินทางพรุ่งนี้เช้า”
เย็นนั้นไต้ซือฟางเว่ยจับชีพจรเสี้ยวอู่หมิงดูอีกที
“น่าแปลก กำลังภายในของเจ้าหลงเหลือเพียงเล็กน้อย เพียงพอให้ใช้ชีวิตเช่นคนทั่วไปเท่านั้น จะให้ต่อสู้กับชาวยุทธธรรมดาคงมิได้ อย่าว่าแต่ยอดฝีมือเช่นคืนก่อน”
“ถ้าเช่นนั้นให้มันอยู่ที่นี่ได้หรือไม่”
“ไต้ซือฟางเว่ยหันมามองเจียเจียอย่างเมตตา”
ประสกเสี้ยวเดินทางไปฉางอานพร้อมนายทหารอย่างท่านเจิงและยอดฝีมืออย่างท่านเฟิง บางทีอาจปลอดภัยกว่าอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ ขอคุณหนูอย่ากังวล”
กับรองเจ้าสำนักวัดเส้าหลินผู้อาวุโส เจียเจียมิกล้าแผลงฤทธิ์
ประมุขหวงกับฮูหยินลอบถอนใจ ดีที่บุตรีหัวแก้วหัวแหวนยังมีมารยาท ไม่ฉีกหน้าบิดามารดา
“เจ้าพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า”
ไต้ซือฟางเว่ยกล่าวเช่นนี้ ทุกคนจึงแยกย้ายกัน
หลังจากพรรคปราบมังกรบุกมา เหมยฮวาก็พักอยู่ในห้อง ไม่ทราบว่าอาการที่ขาของนางเป็นอย่างไร เสี้ยวอู่หมิงเองก็มิถามไถ่ถึงนาง
คืนนั้นเจียเจียมิกล้าลอบมาหาชายหนุ่ม ด้วยนางทราบดีว่ามีผู้อาวุโสยอดฝีมือพักอยู่ในตึกใหญ่ หากถูกพบเห็น บิดามารดาจะอับอายยิ่ง
เมื่อถึงช่วงเช้านางรีบออกมารอที่โต๊ะอาหาร
เสี้ยวอู่หมิง เฟิงตงเปียน และเจิงเจิ้งจิง รีบทานอาหารเช้าแล้วเตรียมเดินทาง เจิงเจิ้งจิงไปรับม้าที่ฝากไว้กับค่ายทหารหน้าประตูเมืองแล้วยังนำม้ามาเพิ่มอีกหนึ่งตัวสำหรับเสี้ยวอู่หมิง ส่วนเฟิงตงเปียนได้พบกับม้าของตนที่เหมยฮวาขี่มาที่ตระกูลหวงแล้ว
เมื่อทานอาหารเสร็จเจียเจียลากเสี้ยวอู่หมิงไปที่สวนดอกไม้ ก่อนจะยัดห่อผ้าเข้ามาในมือมัน
“นี่คือสิ่งใด”
“ท่านลองเปิดดู”
เสี้ยวอู่หมิงคุ้นเคยกับนิสัยของนางดี เมื่อแกะห่อผ้าออกก็พบปิ่นหยกปักผมอยู่ด้านใน
ยุคสมัยนั้น สตรีมอบปิ่นฝากรักให้บุรุษ แม้มิใช่เรื่องพิสดาร แต่เสี้ยวอู่หมิงยังอดนับถือความกล้าหาญของนางมิได้
“ข้าพเจ้าจะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี”
เสี้ยวอู่หมิงซุกห่อผ้าไว้ในอกเสื้อ
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นและห้ามท่านไปหาคู่แข่งมาเพิ่มแก่ข้าพเจ้าอีก ลำพังนางมารนั่นก็กินแรงพอแล้ว”
เสี้ยวอู่หมิงอดยิ้มมิได้
“จนป่านนี้ข้าพเจ้ายังจำนางไม่ได้ แล้วนางจะเป็นคู่แข่งของท่านได้อย่างไร”
“ให้มันจริงเถอะ”
เจียเจียมองซ้ายขวา เมื่อเห็นปลอดคนจึงใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าอกของชายหนุ่ม
“อย่าลืมว่าท่านมีเจ้าของแล้ว ให้ถนอมตัวกลับมาลั่วหยาง”
สุดรับได้คือน้ำใจหญิงงาม
เจิงเจิ้งจิง มองหนุ่มสาวคู่นี้อยู่ห่าง ๆ ความจริงมันกำลังจะมาตามเสี้ยวอู่หมิงให้ออกเดินทาง แต่ไม่อาจหักใจเข้าไปทำร้ายจิตใจคุณหนูเจีย
เสียงฝีเท้ามาทางด้านหลัง เมื่อหันไปก็พบเจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่
“ท่านเจ้าสำนักตื่นแต่เช้า มีสิ่งใดให้ข้าพเจ้ารับใช้หรือไม่”
“การเดินทางคราวนี้แม้ดูไม่มีใด แต่ศัตรูเปิดเผยตัวแล้ว อาจก่อเหตุได้ทุกเมื่อ พวกท่านต้องระวังให้มาก”
เจิงเจิ้งจิงนิ่งไป อยู่ ๆ เจ้าสำนักสาวใหญ่ผู้นี้กลับเป็นห่วงพวกมัน
แต่ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้ออกเดินทาง เสี้ยวอู่หมิงกับเจียเจียเดินเข้ามาหา มันไม่มีเวลาใคร่ครวญต่อ
“ขอบคุณเจ้าสำนักที่เป็นห่วง พวกข้าพเจ้าจะไม่ประมาท”
ทั้งสามออกเดินทางจากลั่วหยางในช่วงสาย ด้วยตั้งใจไม่ให้เป็นที่สังเกต ทั้งต้องการความคล่องตัว จึงไม่นำกำลังทหารไปด้วย
“หากเดินทางสามเต็มฝีเท้าม้า น่าจะถึงฉางอานภายในสิบวัน” เจิงเจิ้งจิงประมาณไว้
หลังจากขี่ม้ามาครึ่งวัน ก็แวะพักที่หมู่บ้านน้อยกลางทาง ทานอาหารง่าย ๆ และชารสพื้นบ้าน เจิงเจิ้งจิงก็คำนวณเวลาอีก
“ดูท่าเราคงต้องค้างแรมกลางป่า หาไม่ต้องนอนที่นี่”
“หากค้างที่นี่ย่อมเสียระยะไปมาก กว่าจะมืดเราควรไปได้อีกหลายลี้”
เฟิงตงเปียนเองก็ต้องการไปถึงฉางอานให้เร็วที่สุด
“เรามากันเพียงสามคน ควบม้าแทบไม่พัก ศัตรูยากจะติดตาม พักกลางป่าบ้างคงไม่เป็นไร ถึงอย่างไรก็คงต้องนอนป่าอยู่แล้ว”
เสี้ยวอู่หมิงแม้ไม่รีบร้อน แต่ไม่มีปัญหากับการนอนในป่าเช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราเดินทางต่อ จะได้ร่นระยะเข้ามาอีกสักเล็กน้อย”
ทั้งสามควบม้าไปจวบจนเข้ายามเหม่า (เกือบหกโมงเย็น) จึงหยุดพักใกล้ชายป่าทึบแห่งหนึ่ง
เจิงเจิ้งจิงนำกิ่งไม้มาก่อกองไฟอย่างรวดเร็ว ทั้งสามนั่งล้อมวงกินอาหารแห้งที่เตรียมมา
เฟิงตงเปียนกับเจิงเจิ้งจิงแกะห่ออาหาร ก็พบเนื้อแห้งอย่างดีที่หวงฮูหยินเตรียมไว้ให้ รสชาติแม้ไม่เท่าอาหารปรุงสุกใหม่ที่ตระกูลหวง แต่ก็อร่อยกว่าอาหารชาวบ้านธรรมดา
“หากอาหารของค่ายทหารมีรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อแห้งนี้ กองทัพเราคงเต็มไปด้วยทหารอ้วนท้วนสมบูรณ์ เผลอ ๆ จะมีคนสมัครเข้าเป็นทหารเพียงเพื่อมากินเนื้อแห้งก็เป็นได้”
“อาหารของกองทัพแย่มากหรือ” เฟิงตงเปียนสงสัย ด้วยมันเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือน มิเคยต้องเดินทางไปรบทัพจับศึก หรือแม้แต่ฝึกการสงครามเช่นเจิงเจิ้งจิงมาก่อน
เจิงเจิ้งจิงหันไปค้นห่อผ้าครู่หนึ่ง ก็ส่งเนื้อแห้งที่สีเหมือนซากกิ่งไม้ขาดน้ำมาให้
“ท่านลองชิมดู”
เฟิงตงเปียนรับเนื้อแห้งมาฉีกเป็นชิ้นเล็กที่สุด ก่อนกลั้นใจส่งเข้าปาก หลังจากเคี้ยวไปสักพักก็ฝืนกลืนลงคออย่างยากเย็น
“หากทหารเราต้องปีนป่ายเขาสูงชัน ผู้น้องว่าเราสามารถเอาเนื้อแห้งพวกนี้ผูกเข้าด้วยกันแล้วใช้แทนเชือกได้เป็นอย่างดี”
ทั้งสามหัวเราะโดยพร้อมเพรียง ก่อนที่เสี้ยวอู่หมิงจะขอเนื้อแห้งของกองทัพมาลองชิมบ้าง สุดท้ายก็ต้องส่ายหน้ายอมแพ้
“พี่ท่านเป็นนายทหารยังได้เนื้อแห้งเช่นนี้ ไม่ทราบว่าพวกทหารชั้นผู้น้อยอยู่กินกันอย่างไร”
“หากเป็นการเดินทัพใหญ่ ย่อมมีกองเสบียงไปด้วย พวกนี้จะมีวัตถุดิบพอหุงหาอาหารง่าย ๆ ทั้งส่งคนไปหาอาหารเพิ่มจากพื้นที่ใกล้เคียง แม้แต่เก็บหาของป่าก็ยังพอได้ แต่เรื่องรสชาติคงไม่ดีกว่าไปเท่าใด ปัญหาอยู่ที่หากเป็นการรบติดพันยาวนาน บางครั้งอาจไม่มีอาหารกินหลายวัน ก็ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว ข้าพเจ้าได้ยินว่าบางคนสามารถขุดหาหนอนตัวอ้วนจากพื้นดินหรือจอมปลวกมาปรุงอาหารได้”
เฟิงตงเปียนทำท่าผะอืดผะอม
“ผู้น้องมิใช่คนเลือกกิน แต่สำหรับหนอนแมลงคงต้องขอผ่านไปก่อน”
“แต่หนอนบางชนิดข้าพเจ้ายังพอกินได้ อย่างหนอนไม้ไผ่นี่หากนำมาคั่วโรยเกลือสักเล็กน้อย รสโอชะอย่าบอกใคร” เสี้ยวอู่หมิงคุยโอ่
ทั้งสามเริ่มรู้สึกว่าพวกตนถูกชะตากันอย่างประหลาด สำหรับเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนสนิทสนมกันมาก่อน แต่กับเจิงเจิ้งจิง ตอนแรกทั้งสองเข้าใจว่าเป็นนายทหารยศสูงที่ต้องวางมาดข่มคน ตอนนี้กลับเหมือนสหายรู้ใจที่ยิ่งคุยยิ่งผ่อนคลาย
เจิงเจิ้งจิงเขี่ยกองไฟให้ลุกโชน ป่าแถบนี้แม้รกทึบแต่ไม่มีสัตว์ร้ายเท่าใด สามารถนอนหลับได้อย่างเบาใจ
ยามโฉ่ว (ประมาณตีสอง)
เสี้ยวอู่หมิงนอนหลับสนิท ในฝันได้กลิ่นหอมของดอกไม้พันดอก ให้ความรู้สึกรื่นรมย์เหมือนอยู่กลางสวนรุกขชาติ ผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาตลอดวัน มันยังแปลกใจว่าประสาทรับกลิ่นกลับมาทำงานได้ดีเหมือนก่อนบาดเจ็บ
“ท่านจะหลับอีกนานเท่าใด”
เสียงของสตรีปลุกมันขึ้นมา
ไฟในกองมอดดับไปแล้ว ผืนป่ารอบข้างเงียบสนิท
เงียบเกินไป
เสียงสัตว์เล็กน้อยที่ควรดังประจำป่ากลับหายไป
เสี้ยวอู่หมิงค่อย ๆ สะกิดเฟิงตงเปียนที่นอนอยู่ใกล้ ๆ ก็พบอีกฝ่ายตื่นอยู่ เมื่อมองไปทางเจิงเจิ้งจิงก็เห็นว่ากำลังมองฝ่าความมืดไปอย่างเงียบเชียบ
“เราถูกล้อมสักพักแล้ว”
เฟิงตงเปียนกระซิบแผ่วเบา
“กี่คน”
“ราวสามร้อยหรือมากกว่า”
เสี้ยวอู่หมิงมองไปโดยรอบ แม้ไม่เห็นสิ่งใด แต่ก็รู้สึกได้ว่าถูกโอบล้อมเข้ามา นี่แสดงว่าศัตรูระดมคนที่มีฝีมือกล้าแข็งกว่าปกติ หากเป็นพวกปลายแถวแม้มีจำนวนมาก การจะหลบหนีย่อมไม่ยากเย็นเท่าใด
“เหตุใดมันถึงมาดักพวกเราได้”
“นี่แสดงว่าศัตรูมีหูตาในเมือง จึงรับรู้ความเคลื่อนไหวของเรา และยังแจ้งข่าวได้อย่างรวดเร็ว” เจิงเจิ้งจิงกล่าวเสียงเครียด
“ขี่ม้าหนีได้หรือไม่” เฟิงตงเปียนถาม
“หากพวกมันมีธนู เกรงว่าจะอันตราย”
ยามนี้คล้ายเป็นการศึกเพื่อเข่นฆ่า มิใช่การประลองยุทธในยุทธจักร เสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนจึงต้องฟังเจิงเจิ้งจิง
เสี้ยวอู่หมิงมองไปยังยอดไม้ ดีที่คืนนี้เดือนมืด แม้จะมองไม่เห็นศัตรู แต่พวกมันก็ยากจะมองเห็นพวกตนที่มีเพียงสามคน
“พี่เจิงสามารถเดินทางตามยอดไม้ได้หรือไม่”
เจิงเจิ้งจิงเข้าใจความหมายของเสี้ยวอู่หมิงในบัดดล
“พอได้ ทั้งสองท่านอย่าห่วง ให้รีบหนีไป ข้าฯจะระวังหลังเอง”
“งั้นพวกเราไป”