การต้องกลับมาเริ่มต้นเป็เด็กอีกครั้งสำหรับคนที่ผ่านโลกมาอย่างยาวนานและเคยเป็ถึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เื่ง่ายเลยจริงๆ มันไม่ใช่แค่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่มันคือการถูกจองจำอยู่ในกรงขังที่เรียกว่าร่างทารกซึ่งไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง ร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่นี้้าการพักผ่อนมหาศาลจนน่ารำคาญ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็แบตเตอรี่เสื่อมสภาพที่ชาร์จเท่าไหร่ก็ไม่เต็มเสียที เพียงแค่ขยับตัวหรือใช้ความคิดนิดหน่อย พลังงานก็แทบจะหมดเกลี้ยงจนต้องดับวูบไป
วัย 3 ขวบเศษ: วิถีการ "แถ" และการยอมจำนนของอดีตนักบวช
หลังจากเหตุการณ์เฉียดตายในห้องเก็บของที่เกือบจะเปลี่ยนบ้านไม้กลายเป็เตาปฏิกรณ์ปรมาณูย่อมๆ ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงนอนอันคุ้นเคย สิ่งแรกที่พบไม่ใช่เพดานไม้ แต่เป็สายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความดุแกมกังวลของแม่เอลินที่จ้องมองลงมา บรรยากาศรอบตัวเธอนั้นกดดันเสียจนผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ อยากจะหลับตาลงแล้วแสร้งสลบต่ออีกสักรอบจริงๆ
“ไค... ลืมตาแล้วก็มองหน้าแม่ บอกแม่มาเดี๋ยวนี้... ลูกเข้าไปทำอะไรในห้องเก็บของนั่น? แล้วรอยไหม้บนพื้นนั่นมันคืออะไร?” เสียงของเธอเรียบนิ่งทว่าทรงพลังเสียจนผมปฏิเสธไม่ได้
ผมรีบงัดไม้ตายสุดท้ายนั่นคือการสวมบทบาท "เด็กอัจฉริยะที่เลียนแบบเก่ง" ออกมาใช้บังหน้าทันที ผมพยายามชูนิ้วเล็กๆ ที่ยังสั่นเทาขึ้นมา วนไปมาในอากาศเลียนแบบท่าทางการร่ายเวทของแม่ แล้วปั้นหน้าซื่อตาใสใส่เธออย่างสุดความสามารถ
“แม่... ร่ายเวท... ไค... อยากทำ... ทำตาม... ทำไม... ดำๆ ...?” ผมแสร้งทำเป็เอียงคอถามด้วยความสงสัยเดียงสา
แม่เอลินชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาดุดันค่อยๆ มลายหายไป แทนที่ด้วยความโปล่งใจและภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด เธอรีบช้อนตัวผมขึ้นมากอดแน่นจนหน้าผมจมลงไปกับไหล่ของเธอ “โถ่ ลูกแม่... ลูกพยายามจะใช้เวทมนตร์โดยไม่มีคำร่ายงั้นเหรอ? มันอันตรายมากนะจ๊ะไค ลูกยังเด็กเกินไปที่จะใช้เวทมนต์ และควบคุมมานา แบบนั้น”
เธอลูบหัวผมอย่างอ่อนโยนก่อนจะเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเหมือนทุกครั้ง “ฟังแม่นะจ๊ะ... เวทมนตร์คือการที่เราอ้อนวอนขอพรจากเทพผู้สร้างผ่านมานาที่มีอยู่รอบตัว เพื่อให้ท่านทรงประทานปาฏิหาริย์ต่างๆ ให้แก่เรา เราถึงต้องมีบทสวดมนตราเพื่อแสดงความเคารพและสื่อสารกับพระองค์ยังไงล่ะจ๊ะ”
‘เทพเ้าเหรอ...?’ ผมคิดในใจพลางลอบถอนหายใจยาวเหยียด ถ้าผมขืนบอกความจริงออกไปว่าผมแค่ใช้หลักการอุณหพลศาสตร์บังคับให้โมเลกุลมานาบีบอัดกันจนเกิดปฏิกิริยาคายความร้อน แม่คงคิดว่าผมโดนิญญาชั่วร้ายสิงหรือเป็บ้าไปแน่ๆ และที่สำคัญที่สุด... ถ้าเทพเ้ามีอยู่จริงและใจดีขนาดนั้น ทำไมตอนที่ผมกำลังจะมาเกิดใหม่ ถึงไม่มีใครหน้าไหนโผล่มานั่งสั่งเสียหรืออธิบายระบบโลกนี้ให้ผมฟังเหมือนในนิยายพวกนั้นเลยสักคนล่ะ? ผมคงต้องหาคำตอบเื่ "ความจริงของมานา" นี้ด้วยตัวเองในสักวัน
ข้อจำกัด "30% Sleep Rule" และห้องเรียนฉบับดอนตะวันพราว
ชีวิตในหมู่บ้านห่างไกลอย่างดอนตะวันพราวไม่มีโรงเรียนหรูหรา แต่เรามีระบบ "โฮมสคูล" ที่น่าทึ่ง ผู้เชี่ยวชาญแต่ละแขนงในหมู่บ้านจะสลับหมุนเวียนกันมาสอนวิชาความรู้ให้เด็กๆ ที่ลานกว้าง พ่อเซนจะรับหน้าที่สอนพื้นฐานการใช้ดาบไม้และการเคลื่อนไหว ส่วนแม่เอลินจะสอนการอ่านเขียนและคำสอนทางศาสนา
ผมใช้เวลาในชั้นเรียนแสร้งทำเป็ตั้งใจฟังบทเรียนพื้นฐานเ่าั้อย่างเงียบๆ แต่ในความจริงสมาธิเกือบทั้งหมดของผมกลับจดจ่ออยู่กับการควบคุมกระแสมานาที่ไหลเวียนอยู่ใต้โต๊ะเรียน เพราะทักษะการอ่านเขียนนั้นผมแตกฉานไปนานแล้วจากการแอบจำและแอบฟังแม่อ่านหนังสือให้ฟังมาตลอดหลายเดือน
ใน่ปีนี้เองที่ผมได้ข้อสรุปจากการทดลองที่น่าตื่นเต้น: มานาแบบ Fission และ Fusion แท้จริงแล้วมันคือสสารชนิดเดียวกัน! เพียงแค่คนบนโลกนี้ไม่มีศักยภาพพอจะควบคุมมันได้เอง จึงต้องใช้ "คำร่าย" เป็ตัวแทนการส่งรหัสอ้อนวอนให้ระบบลึกลับบางอย่างช่วยบีบอัดมานาให้ แต่สำหรับผมที่เข้าใจหลักการฟิสิกส์ ผมสามารถบังคับมันได้เองโดยตรงผ่านเจตจำนง ทว่าราคาที่ต้องจ่ายกลับมหาศาล นั่นคือ "พลังงานชีวิต" ร่างกายเด็ก 3 ขวบไม่สามารถรับภาระการประมวลผลควอนตัมที่หนักหน่วงขนาดนี้ไหว ทุกครั้งที่ผมแอบทดลองบีบอัดมานาเกินขีดจำกัด ผมจะรู้สึกเหมือนโดนดึงปลั๊กไฟออกทันที
“ฟี้... ครอก...” “อ้าว! ไคหลับไปอีกแล้วเหรอ?” เสียงเพื่อนร่วมชั้นดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเอ็นดู มันกลายเป็ภาพชินตาจนชาวบ้านต่างมองว่าผมเป็เด็ก "ขี้เซา" อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้พ่อเซนกังวลว่าผมจะร่างกายอ่อนแอ เขาเลยยิ่งเคี่ยวกรำวิชาดาบไม้ให้ผมหนักขึ้นไปอีกในตอนเย็น
เหล่าผองเพื่อนและงานวิจัยใต้โต๊ะเรียน
ห้องเรียนเล็กๆ กลางแจ้งของเราประกอบด้วยเด็ก 8 คนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นต่างกันไป:
ในขณะที่คนอื่นกำลังขะมักเขม้นกับการท่องอักษรหยักๆ ผมกลับแอบฝึกควบคุม 6 ธาตุพื้นฐาน ที่ผมค้นพบจากการทดลองเงียบๆ ที่ปลายนิ้ว:
แต่เนื่องจากผมจะ "Shut down" หรือหลับไปแทบจะทุกครั้งที่พยายามสร้างปรากฏการณ์เหล่านี้ขึ้นมา กว่าจะควบคุมให้มันออกมาได้ดั่งใจในระดับเล็กน้อยแบบนี้ ผมต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกและยอมนอนหลับกลางวันไปนับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว
วัย 5 ขวบ: ปาฏิหาริย์แห่งชีวิตใหม่
วันเกิดครบรอบ 5 ปีของผมเวียนมาถึงอย่างเงียบเชียบในความรู้สึกของผมเอง ผมแอบหนีความวุ่นวายไปฝึกควบคุมมานาที่ริมลำธารท้ายหมู่บ้านจนแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ในใจคิดเพียงว่าปีนี้ก็คงเป็การเป่าเค้กและกินมื้อค่ำธรรมดาๆ เหมือนปีที่ผ่านๆ มา... แต่พอผมผลักประตูไม้บานใหญ่เข้าไปในบ้าน
“สุขสันต์วันเกิด! ไค!”
เสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้องกระแทกโสตประสาทจนผมเกือบจะล้มหงายหลัง พ่อแม่ ผู้ใหญ่บ้านบอร์น ลุงกัลป์ และ ลุงราล์ฟ รวมถึงแม่เฒ่ารูน ทุกคนยืนล้อมวงรอผมอยู่ด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข บารอนช่างตีเหล็กผู้แข็งแกร่งก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับยื่น ดาบไม้ขัดมัน ที่ดูแข็งแรงกว่าของเล่นทั่วไปที่พ่อเป็ผู้สั่งทำเพื่อมาให้ผม และ มีดโลหะเล่มเล็ก ที่ตีขึ้นอย่างประณีตมาให้ผม “มีดนี่ลุงให้ เอาไว้ป้องกันตัวและฝึกฝนนะเ้าหนู ส่วนดาบไม้นี้พ่อเ้าฝากให้ข้าช่วยทำให้เป็พิเศษเลยเชียวล่ะ”
มาเรียที่กำลังอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเดินเข้ามาสมทบ เธอประคองตัวส่ง ชุดขนหมาป่าเหล็ก ที่ถักทอจนทนทานสุดๆ ให้เป็ของขวัญ และสุดท้ายคือแม่เอลิน... เธอมอบสิ่งที่ทำให้ผมหัวใจกระตุกวูบ มันคือ สมุดบันทึกสมุนไพร ที่เขียนด้วยลายมือบรรจงทั้งเล่ม พร้อมรูปวาดประกอบที่ละเอียดลออราวกับภาพถ่าย
ในโลกที่กระดาษและการบันทึกข้อมูลมีค่ามหาศาล และทุกหน้าต้องคัดด้วยมืออย่างยากลำบาก หนังสือเล่มนี้คือสัญลักษณ์ของความรักและความเหนื่อยยากนับปีที่แม่ทุ่มเทให้ผม ผมรับมันมาด้วยมือที่สั่นเทา ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจาก "ครอบครัว" และ "เพื่อนบ้าน" มันทำให้หัวใจของชายผู้เคยผ่านชีวิตมาอย่างโดดเดี่ยวและยึดถือแต่หน้าที่พองโตจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ไม่กี่สัปดาห์หลังจากงานวันเกิดอันแสนอบอุ่น เสียงระฆังฉุกเฉินที่บ้านช่างเหล็กก็ดังรัวขึ้นท่ามกลางความเงียบของราตรี มาเรียกำลังจะคลอด! ผมรีบตามพ่อแม่ไปที่นั่นทันทีด้วยความตื่นเต้นและกังวล จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังแทรกความกดดันออกมา...
“แว้...! แว้...!”
เสียงร้องไห้ที่ใสกระจ่างของทารกหญิงตัวน้อยดังก้องไปทั่วห้อง บารอนอุ้มห่อผ้าที่มีเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาแห่งความปิติ “ไค... มาดูนี่สิลูก นี่คือ นีน่า น้องสาวของเ้านะ”
ผมค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ จ้องมองนีน่าที่กำลังหลับตาพริ้ม ในวินาทีนั้นเอง สายตาของผมสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ... มีกระแสพลังงานมานาสีทองจางๆ แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ นั้น มันบริสุทธิ์และหนาแน่นอย่างน่าประหลาดจนเกินกว่าที่เด็กทารกทั่วไปจะมีได้
‘เด็กคนนี้... เธอพิเศษมาก... พลังงานที่เสถียรขนาดนี้มันคืออะไรกันแน่?’ ผมรู้สึกถึงสัญชาตญาณการเป็ผู้ปกป้องที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างแรงกล้า ความรู้สึกหวงแหนและรักใคร่ในตัวนีน่าพุ่งทะลุจุดสูงสุดของอดีตอาจารย์ที่เคยดูแลแต่ลูกศิษย์คนอื่น ‘พี่สัญญา... นีน่า... พี่จะใช้ทุกอย่างที่พี่มีเพื่อปกป้องเธอเอง’
ในพริบตาที่คำสัญญานั้นก่อตัวขึ้นในใจ มโนสำนึกของผมพลันสว่างวาบด้วยแสงสีเขียวมรกตที่เข้มข้นจนทุกอย่างกลายเป็สีขาว!
[Synchronization 100%... Complete]
[Initialize Researcher OS...]
[Biological Safety Protocol: Released]
[Status: Rebooting System...]
ความเ็ปจากการประมวลผลข้อมูลมหาศาลในระดับเทราไบต์พุ่งเข้าสู่เซลล์สมองจนผมยืนไม่อยู่ ร่างกายเด็ก 5 ขวบซวนเซลง ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือหน้าจอโปร่งแสงที่รันบรรทัดโค้ดนับล้านบรรทัดด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องไหนๆ ก่อนที่โลกทั้งใบจะดับวูบและตัดกลายเป็สีดำสนิท... พร้อมกับการตื่นขึ้นของพลังที่แท้จริง!