เล่มที่2 บทที่53ข้าคุณชายไม่โหดเหี้ยมหรอก
เย่เชียนจ้านที่อยู่ใต้แท่นประลองชะงักไปครู่หนึ่งทว่าเพียงพริบตาสีหน้าก็กลายเป็นบิดเบี้ยวอัปลักษณ์
“ท้าประลองกับข้าอย่างนั้นหรือ ดีถือว่าเจ้ารนหาที่ตายเองนะ” เย่เชียนจ้านเอ่ยเสียงต่ำ ก่อนจะเดินขึ้นมายังแท่นประลอง
เมื่อเห็นคนทั้งสองประจันหน้ากันแล้วเซี่ยโหวอู๋ที่ยืนมองอยู่บนแท่นสูงก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ เพราะแม้จะเผชิญหน้ากับเย่เชียนจ้านที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวจั่วเฉินก็ยังคงสงบนิ่งอยู่ได้
“เจ้าหนูนี่ใจกล้าไม่เบา”
“ในเมื่อรนหาที่ตายเช่นนั้นวันนี้ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าเอง” หลังจากเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจั่วเฉินเย่เชียนจ้านก็เอ่ยเสียงเย็นเยียบขึ้นมา
ครั้งที่แล้วเขาส่งคนมาหาเรื่องเย่เชียนตี้แต่กลับถูกจั่วเฉินขัดขวางเอาไว้นั่นทำให้เย่เชียนจ้านสนใจในตัวจั่วเฉินอยู่บ้าง ทว่าตอนนั้นอีกฝ่ายยังมีพลังแค่ระดับหลอมรวมขั้นหกเท่านั้นเขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ คิดไม่ถึงว่าแค่ช่วงเวลาสั้นๆ จั่วเฉินจะสามารถพัฒนาจนครองอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวไว้ได้
ทว่าอย่างไรเสีย ความแตกต่างระหว่างตารางอันดับเขียวและอันดับวิญญาณก็ไม่อาจใช้หลักปกติมาวัดได้เทียบกับเขาเย่เชียนจ้านที่เป็นอันดับที่สิบสามของตารางอันดับวิญญาณข้อแตกต่างนี้จึงมากยิ่งกว่าเดิม
สำหรับเย่เชียนจ้าน แม้การที่จั่วเฉินขอประลองด้วยจะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้สั่งสอนอีกฝ่ายทว่านั่นก็ถือเป็นการลบหลู่เขาเช่นเดียวกัน
“สงเคราะห์ข้าอย่างนั้นหรือ คำพูดผายลมของเจ้าฟังดูมีระดับอยู่นะน่าเสียดายที่มันไร้ประโยชน์ มีแต่เหม็นโฉ่ใส่ตัวเจ้าเองเท่านั้น”
จั่วเฉินจ้องไปที่เย่เชียนจ้านก่อนจะโคจรพลังปราณอย่างรวดเร็วทันใดนั้น พลังอันน่าสะพรึงกลัวพลันก่อเกิดที่มือทั้งสองข้าง เมื่อจั่วเฉินชี้นิ้วออกไปพลังชี้ก็พุ่งตามไปพร้อมกับสายฟ้า ก่อนจะอัดใส่หน้าอกของเย่เชียนจ้าน
“ไสหัวไป!” เย่เชียนจ้านคำราม
จากนั้นฉากต่อสู้ที่น่าตกตะลึงก็เกิดขึ้น
พลังชี้ที่เย่เชียนจ้านไม่เห็นอยู่ในสายตานั้นได้ทำลายชุดเกราะที่เขาสวมใส่อยู่จนแตกสลาย เผยให้เห็นเกราะที่อยู่ชั้นใน คลื่นพลังอันกล้าแกร่งทะลุทะลวงทุกสิ่งจนเย่เชียนจ้านถึงกับเซถอยหลังไปสามก้าวติด
พละกำลังกายแข็งแกร่งมาก!
เย่เชียนจ้านตื่นตระหนก เขาครุ่นคิดในใจก่อนจะตวาดออกมา
“ร่างเทพสงคราม!”
ทันใดนั้น ร่างกายของเย่เชียนจ้านพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงเขาปลดปล่อยพลังต้นกำเนิดของร่างเทพสงครามออกมา ก่อนจะชกหมัดลงกับพื้น กลิ่นอายพลังในตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“มรสุมพายุคลั่ง!” เย่เชียนจ้านคำราม
คลื่นพลังที่มองไม่เห็นเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งร่างก่อนจะก่อตัวเป็นพายุอันน่ากลัวโหมซัดที่ใจกลางแท่นประลอง ภายในพายุนั้นแฝงไปด้วยพลังปราณที่คอยชักนำพลังห้วงมิติให้หมุนวนไม่หยุด และบัดนี้มันกำลังถาโถมไปทางจั่วเฉิน
“เคล็ดวิชามรสุมพายุคลั่งที่เป็นระดับมานุษขั้นสูงอย่างนั้นหรือ”จั่วเฉินพึมพำ ดวงตาฉายแววเคร่งเครียด แม้เขาจะมั่นใจในพลังของตัวเองแต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนระดับเย่เชียนจ้านแล้ว จั่วเฉินก็ไม่คิดที่จะประมาทแม้แต่น้อย
เคล็ดวิชาปราณโบราณระดับมานุษขั้นสูงถือเป็นเคล็ดวิชาต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาก
เมื่อเชื่อมต่อกับหินหยกในตัว เลือดลมของจั่วเฉินก็ไหลเวียนได้เร็วขึ้นเขาซัดพลังชี้จากเคล็ดวิชาบงการอัสนีออกมาอีกครั้ง ก่อให้เกิดเป็นสายฟ้ากระพริบก่อนที่มันจะพุ่งเข้าใส่พายุในทันที
พลังชี้ทะลุทะลวงทุกสิ่ง มันมาพร้อมพลังทำลายล้างที่สูงจนน่าตกใจตรงเข้าบดขยี้ห้วงมิติรอบข้าง ทำเอาพายุที่บ้าคลั่งเมื่อครู่สลายไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเคล็ดวิชาบงการอัสนีของจั่วเฉินหรือเคล็ดวิชามรสุมพายุคลั่งของเย่เชียนจ้านต่างก็เป็นเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับมานุษขั้นสูง ตามปกติแล้วควรจะมีพลังเท่ากัน และด้วยระดับพลังที่สูงกว่าของเย่เชียนจ้านมรสุมพายุคลั่งควรจะแกร่งกว่าเคล็ดวิชาบงการอัสนีจึงจะถูก
ไม่มีใครคาดคิด ว่าพลังชี้ของจั่วเฉินจะมีพลังทำลายล้างไม่ด้อยไปกว่ามรสุมพายุคลั่งอันที่จริง อาจจะแข็งแกร่งกว่าเสียด้วยซ้ำ
เมื่อทำลายการโจมตีของอีกฝ่ายได้แล้วจั่วเฉินก็พุ่งตัวเข้าไปโจมตีในระยะประชิด เขากระหน่ำชกใส่ร่างของเย่เชียนจ้านอย่างหนักหน่วงทว่าในที่สุด ความพิเศษของร่างเทพสงครามก็เผยออกมา
ร่างกายของเย่เชียนจ้านคล้ายจะได้รับพลังบางอย่างเสริมหนุนส่งผลให้เขาแข็งแกร่งและน่ากลัวขึ้นมาก จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้พุ่งสูงตามมาไม่หยุด
“เทียบกับร่างเทพสงครามของข้า กำลังกายของเจ้าก็ไม่นับเป็นอะไรทั้งสิ้น”เย่เชียนจ้านเอ่ยพลางหัวเราะ
เขายอมรับกว่าร่างกายของจั่วเฉินแข็งแกร่งกว่าปกติเทียบกับร่างพิเศษระดับต่ำก็คงได้ ทว่าร่างเทพสงครามของเขานับเป็นหนึ่งในสามสิบร่างที่แกร่งที่สุดของผืนพิภพตอนนี้อาจจะยังไม่เท่าไรนัก ทว่าในอนาคตเมื่อระดับพลังพัฒนาขึ้นจนสามารถแตะระดับสูงสุดได้เพียงหมัดเดียวของร่างนี้ก็สามารถถล่มภูผาทลายนทีได้เลยทีเดียว
“น่าขำนัก น่าเศร้าจริงๆที่ร่างเทพสงครามมาอยู่บนตัวคนโง่อย่างเจ้า สิ้นเปลืองดีแท้”จั่วเฉินเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความไม่ยี่หระ
จั่วเฉินเคยมีพรสวรรค์โดดเด่นกว่าเย่เชียนจ้านมากและเพราะเติบโตมาในดินแดนศึกไร้พรมแดน เขาจึงพบเห็นยอดอัจฉริยะมาแล้วมากมายความสามารถในการขุดคุ้ยและเรียกใช้พลังที่มีของคนเหล่านั้นยอดเยี่ยมกว่านี้มาก เย่เชียนจ้านไม่อาจเทียบได้เลย
เท่าที่จั่วเฉินรู้ เย่เชียนจ้านมีร่างเทพสงครามมาแต่กำเนิดเช่นนั้นก็แปลว่าเย่เชียนจ้านฝึกฝนร่างเทพสงครามนี้มายี่สิบปีแล้ว ทว่ากลับยังเข้าไม่ถึงพลังขั้นต้นของร่างนี้ด้วยซ้ำไม่สมกับคำยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะเลยสักนิด จั่วเฉินรู้สึกว่าเย่เชียนจ้านผู้นี้ไม่คู่ควรกับชื่อเชียนจ้าน*เอาเสียเลย
(เชียนจ้าน แปลว่า รบรา ต่อสู้เป็นพันครั้ง)
ครืน!
จู่ๆ พื้นดินก็สั่นไหว ก่อนจะปรากฏขุมพลังอันกล้าแกร่งที่กำลังสั่นสะเทือนคลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัวนี้ทำเอาศิษย์ที่ดูอยู่พากันแตกตื่นและไม่อยากจะเชื่อ
“จั่วเฉินผู้นี้มีร่างธรรมดาไม่ใช่หรือแต่สามารถต่อกรกับร่างเทพสงครามได้หรือเนี่ย!” ศิษย์บางคนได้แต่จ้องเขม็งไปทางจั่วเฉินคล้ายกับว่าต้องการมองเขาให้ทะลุปรุโปร่ง
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังสนั่นขึ้น เย่เชียนจ้านถูกจั่วเฉินซัดออกไปจนไปกระแทกเข้ากับแท่นประลองทางด้านหลังได้แต่นอนนิ่งอย่างหมดสภาพอยู่เช่นนั้น
“ร่างเทพสงครามมีดีเท่านี้เองหรือ” จั่วเฉินพูดก่อนจะก้าวฉับขึ้นมาพร้อมกับขุมพลังอันบ้าคลั่งเสริมหนุนร่างกายเขายกเท้าขึ้นก่อนจะกระทืบซ้ำลงไปอย่างแรง
แกร๊ก!
คล้ายกับจะได้ยินเสียงกระดูกแตก เย่เชียนจ้านกระอักเลือดออกมา
จั่วเฉินยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่ด้านหลังพลางมองเย่เชียนจ้านอย่างสงบนิ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มีร่างพิเศษสามสิบอันดันแรกแท้ๆ เป็นพรสวรรค์ที่คนไม่น้อยใฝ่ฝันทว่าพลังที่เจ้าแสดงออกมากลับไม่ได้เรื่อง ข้าล่ะอยากรู้จริงๆว่าเจ้าไปเอาความมั่นใจในความสามารถของตัวเองมาจากไหน”
เย่เชียนจ้านไม่ได้ยินสิ่งที่จั่วเฉินพูดเลยสักนิดเขาเอาแต่จ้องมองจั่วเฉิน หลังจากหลับตาเพื่อสำรวจพลังของจั่วเฉินแล้ว เย่เชียนจ้านก็ถามด้วยความประหลาดใจ
“ระดับหลอมรวมขั้นเก้าหรือ”
หากเมื่อครู่พูดว่าเย่เชียนจ้านมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมยามนี้ก็นับว่ามีความหวาดระแวงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่กี่วันก่อน ตอนที่จั่วเฉินประลองตารางอันดับเขียวเขายังมีพลังแค่ระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดอยู่เลย ซึ่งระดับพลังเท่านั้นถือว่าห่างขั้นจากเขาอยู่มาก ทว่านี่มันเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วันเท่านั้นจั่วเฉินกลับพัฒนาจนเป็นระดับหลอมรวมขั้นเก้าได้แล้ว อีกแค่ก้าวเดียวก็เข้าสู่ระดับเรียกวิญญาณแล้วอย่างนั้นหรือ
นี่มันชักจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
เย่เชียนจ้านย้อนคิดถึงตนเอง แม้เขาจะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นทว่าตอนที่อยู่ระดับหลอมรวม ก็ยังไม่สามารถพัฒนาพลังได้รวดเร็วจนน่าสะพรึงเช่นนี้ แค่ระยะเวลาสั้นๆจั่วเฉินกลับพัฒนาพลังได้ถึงสองขั้นย่อย ไม่ใช่แค่เย่เชียนจ้านเท่านั้น เกรงว่าศิษย์สายตรงคนอื่นๆก็ไม่มีใครทำได้
ศิษย์คนอื่นๆ ที่ดูอยู่เมื่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายพลังของจั่วเฉินต่างก็พากันตกตะลึงและหวาดวิตกขึ้นมา ความเร็วในการพัฒนาพลังเช่นนี้เรียกว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
“แต่ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายก็มีระดับพลังหลอมรวมเท่านั้น” เย่เชียนจ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ทันใดนั้น พลังจากทั้งร่างก็ระเบิดออกมาเกิดเป็นลำแสงเย็นเยียบขึ้นที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง โดยมีกระแสความเย็นรุนแรงแผ่ออกมาทำให้ในรัศมีสิบเมตรที่มีเย่เชียนจ้านเป็นจุดศูนย์กลาง ถูกละอองหิมะปกคลุมทั่วจนดูคล้ายกับดินแดนน้ำแข็ง
“ฝ่ามือหิมะ!”
ฝ่ามือขนาดใหญ่ซัดมาทางจั่วเฉินอย่างรวดเร็วเย่เชียนจ้านโคจรพลังเต็มพิกัด เขารู้แล้วว่าจั่วเฉินแข็งแกร่งมากดังนั้นหากไม่ใช่พลังต้นกำเนิดย่อมไม่สามารถเอาชนะได้แน่ หากถูกจั่วเฉินช่วงชิงอันดับที่สิบสามของตารางไปเขาก็ไม่กล้าคิดถึงความแคลงใจและความเย้ยหยันที่จะได้รับต่อจากนี้
เมื่อรับรู้ได้ถึงกระแสเย็นเยียบที่แผ่กระจายทั่วทั้งห้วงมิติจั่วเฉินเฉินก็ลงมือต่อทันที ลำแสงดาบอันคมกริบสามเล่มปรากฏขึ้นที่มือข้างขวา ก่อนจะลอยวนอยู่รอบจั่วเฉินด้วยเส้นทางพิสดาร
“ใช้เจ้าทดสอบพลังได้พอดี” จั่วเฉินพึมพำขณะมองเย่เชียนจ้านด้วยสีหน้าคาดหวัง
คมดาบเงารัตติกาล!
หลังจากที่สำเร็จการฝึกฝนจั่วเฉินยังไม่เคยสำแดงพลังออกมาอย่างเต็มที่เลยสักครั้ง เพราะกระทั่งในการช่วงชิงอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวเขาก็ใช้คมดาบเพียงเล่มเดียวเท่านั้น ทว่าในการต่อสู้ครั้งนี้จั่วเฉินกลับเรียกใช้ดาบทั้งสามเล่มออกมาพร้อมๆ กัน ซึ่งนี่ก็คือพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเคล็ดวิชาปราณโบราณชนิดนี้
คมดาบทั้งสามส่องสว่างขึ้นอย่างรวดเร็วมันแทบจะป่นปี้ผืนฟ้าให้พินาศไปได้ในชั่วพริบตา และหลังจากนั้น จั่วเฉินได้ควบคุมมันให้พุ่งใส่ฝ่ามือหิมะที่ซัดเข้ามาอย่างรุนแรง
ลำแสงคมกริบที่สามารถทำลายได้ทุกสิ่งปรากฏขึ้นจากนั้นไม่นาน ดาบทั้งสามเล่มก็ได้จมหายไปบนผืนฟ้าภายใต้สายตาคาดหวังของจั่วเฉินก่อนที่มันจะพุ่งทะลุฝ่ามือหิมะนั้นไป
เพล้ง!
ฝ่ามือหิมะแตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากมายก่อนจะเลือนหายไปจากฟ้าดิน
แดนน้ำแข็งเมื่อครู่ถูกจั่วเฉินทำลายลงไปจนไร้ซึ่งความน่าเกรงขามเช่นเดิมอีกแทบจะในเวลาเดียวกันนั้น จั่วเฉินได้ก้าวเท้าออกไป ก่อนจะควบคุมคมดาบทั้งสามเล่มให้พุ่งไปทางเย่เชียนจ้านและแทงใส่ร่างอีกฝ่ายไปทั้งหมดในครั้งเดียว
คลื่นพลังรุนแรงห้อมล้อมเย่เชียนจ้านเอาไว้และเชือดเฉือนชุดที่เขาสวมใส่จนขาดวิ่นร่างกายของเขาโชกไปด้วยเลือดเพราะบาดแผลมากมายที่เกิดขึ้น กระทั่งเกราะตัวในที่เขาสวมอยู่ก็ยังไม่อาจคุ้มกันร่างกายเขาเอาไว้ได้และแม้แต่ร่างเทพสงครามเอง ก็ยังไม่สามารถทนต่อการกรีดเฉือนของคมดาบเงารัตติกาลได้เช่นกัน
พริบตานั้นกลิ่นอายพลังของจั่วเฉินได้แปรเปลี่ยนไป เขาได้สลายคมดาบทั้งสามเล่มให้กลายเป็นพลังปราณและดึงกลับเข้าร่าง
เมื่อเห็นเย่เชียนจ้านที่มีสภาพน่าอนาถเบื้องหน้าจั่วเฉินก็สะบัดมือใส่หน้าของอีกฝ่ายอย่างแรงจนใบหน้าของเขาบวมปูดขึ้นมา
“ร่างเนื้อกับพรสวรรค์ของเจ้าได้มาเพราะสวรรค์เมตตาแต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะทำตัวโอหังได้ เจ้าทำกับผู้อื่นอย่างไรผู้อื่นก็จะยิ่งเอาคืนเจ้าเป็นเท่าตัว แน่นอนว่าวันนี้ข้าคุณชายยังไม่โหดเหี้ยมถึงขนาดที่จะจัดการเจ้าหรอก”
จั่วเฉินก้มมองเย่เชียนจ้านที่กองอยู่บนพื้นก่อนจะยกยิ้มเย็นชาและเอ่ยต่อ
“แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปเพราะข้าสัญญากับเย่เชียนตี้ไว้แล้ว ว่าข้าจะเหลือชีวิตของเจ้าไว้ให้เขาจัดการด้วยตัวเอง”