วันเลือกตั้งผู้แทนราษฏร 16 เมษายน ค.ศ. 1933
“ เหตุการณ์ในวันเลือกตั้งปรากฏว่า มีการใช้คนฝ่ายรัฐบาลเวียนเทียนกันลงคะแนน เรียกว่า " พลร่ม "เมื่อปิดหีบแล้วมีการยัดบัตรลงคะแนนเถื่อนเข้าไป เรียกว่า "ไพ่ไฟ"ตลอดจนแอบเปลี่ยนหีบเลือกตั้งในที่ลับตาคน และมีการเหตุขลุกขลักขึ้นในหลายพื้นที่รุนแรงถึงขนาดมีการฆาตกรรมคนที่สนับสนุนผู้สมัครบางคนด้วยจึงคาดว่าต้องใช้เวลานับคะแนนกันยาวนานถึง 7 วัน 7 คืน ด้วยกัน ” สกู้ปข่าวตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับข่าวโกงการเลือกตั้งถูกบอกเล่าจากปากต่อปาก คนแล้วคนเล่า เมืองแล้วเมืองเล่า
คุกมหันตโทษ
เ้าค้ำฟ้าเสด็จไปเยี่ยมเ้าชายดูรีและพยายามจะอภัยโทษแก่พระเ้าตา
“ หม่อมฉันเกรงว่าจักไม่อาจสนองพระราชประสงค์ได้เนื่องด้วยเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ และเป็นักโทษคดีฏจำต้องรักษาไว้ซึ่งตัวบทกฎหมาย ”พระยากำแหงหาญพยายามบ่ายเบี่ยง ชักแม่น้ำทั้งห้ามากล่าวอ้าง
“ กฎหมายที่ไหน ๆ ก็ล้วนมีข้อยกเว้นหากฉันจะพระราชทานอภัยโทษล่ะ ” เ้าค้ำฟ้าแสดงพระราชดำริ
“ จนด้วยเกล้าแล้วพะยะค่ะ หม่อมฉันขอบังคมลา ” พระยากำแหงถอยห่าง เดินออกจากห้องไปอย่างไม่แยแส
“ อย่าไปอ้อนวอนมันเลยเป็การเปล่าประโยชน์ที่จะวิสาสะกับคนพาล เชื่อตาเถิดเวรกรรมจักต้องตามสนองมันในไม่ช้า แต่ในขณะนี้ มันยังกุมอำนาจทางการทหารไว้ทั้งหมดจึงครองอำนาจทางการเมืองไว้ได้ แล้วเ้าที่ไร้อำนาจอย่างเราจะไปทำกระไรมันได้ ” เ้าชายดูรี ซึ่งต้องโทษจำคุกมานานหลายเดือนกล่าวกับเ้าค้ำฟ้า
“ ไอ้พระยาจอมโฉด หากข้าไม่อาจโค่นเ้าลงได้จะไม่ขอเป็คน ” เ้าค้ำฟ้าทรงพิโรธโกรธาแทบจะเคี้ยวกินเนื้อโจรเฒ่าผู้เผด็จการ
“ ด้วยพระอาญามิพ้นเกล้าข้าพระองค์ขอพระาานุญาตชี้แจงแถลงไขสักเล็กน้อย ” ไมตรีซึ่งได้เห็นได้ยินในสิ่งที่เ้าแผ่นดินกับพ่อของตัวสนทนากันไว้เมื่อครู่ขอกราบทูลอะไรบางอย่าง
“ ว่ามา ”เ้าค้ำฟ้าทรงตรัสอย่างขุ่นเคือง
“ ข้าพระองค์ต้องขอพระราชทานอภัยแทนบิดาของข้าอย่างยิ่งแล้วแม้นว่าจะรับโทษแทนบิดาได้ ข้าฯก็ยินดี แต่การกระทำของบิดานั้นข้าฯรู้เห็นเข้าใจอยู่ตลอด จะว่าเห็นดีเห็นงามด้วยนั้นก็หาไม่ ผิว่าตนเป็บุตรจะขืนหักห้ามบิดาโดยรุนแรงก็หาอาจกระทำไม่ หากว่าพระยากำแหงหาญผู้นี้เป็บุคคลอื่นหาใช่ผู้บังเกิดเกล้าแล้วไซร้ ข้ารองบาทผู้นี้คงจะได้สังหารผลาญชีวิตผู้เฒ่าชั้นพระยานี้ไปนานแล้ว ”ไมตรีเปิดอกระบายความอึดอัดในใจของตน เกี่ยวกับการกระทำของพระยากำแหงผู้พ่อ
เ้าค้ำฟ้าครั้นได้สดับในคำแถลงของไมตรีผู้มีอุปนิสัยใจคอแตกต่างกับพ่อของตนราวฟ้ากับเหวแล้วก็ค่อยจางคลายความโกรธลงไปมาก จึงตรัสว่า
“ เอาเถิดแม้นว่าเ้าจงรักภักดีต่อแผ่นดินเหนือกว่าบิดาของเ้าจริงเราก็จะอภัยให้ครั้งหนึ่งก่อน แต่เราขอให้เ้าปฏิญาณว่าต่อแต่นี้จะทุ่มเทกำลังกายแลสติปัญญาเพื่อหาทางกอบกู้ช่วยพระเ้าตาของข้าให้ออกจากคุกมหันตโทษนี้ให้จงได้” เ้าค้ำฟ้าเรียกร้องคำสาบานจากไมตรี
“ ข้าพระองค์ขอให้สัตย์ปฏิญาณจะถวายชีวิตเพื่อรักษาราชบัลลังก์และค้ำจุนความถูกต้องของแผ่นดินSouvanna (โซวันน่า ) ให้ชาวประชาอยู่ร่มเย็นเป็สุขสืบไป หากผิดไปจากนี้ขอให้ข้าจงวิบัติล่มจม ” ไมตรีกล่าวจบก็พลันมีเสียงฟ้าร้องขึ้นรับในทันใด
“ ดีมาก นับแต่นี้ เราจะให้เ้ามารับใช้ใกล้ชิดข้า ” เ้าค้ำฟ้าทรงแต่งตั้งให้ไมตรีมาเป็ราชเลขาส่วนพระองค์คอยสนองงานตามพระราชดำริ
ณ ลุ่มแม่น้ำเซปิก (Sepik River) ใกล้อำเภออัมบุนตี (Ambunti)ตอนกลางของเกาะปาปัวนิวกินี
เรือบินสะเทินน้ำสะเทินบกลำหนึ่งจอดอยู่ริมหาดทรายของสายน้ำที่คดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อย บนบกรายล้อมไปด้วยแคมป์คนงานเป็เต๊นท์ผ้าใบสีขาวกางเรียงกันเป็รูปตัว U ตรงกลางลานมีกองไฟสำหรับเตรียมอาหาร
ชายหนุ่มชาวเอเชียวัยประมาณ 40 ปี ก้าวลงจากเครื่องบินที่จอดพร้อมสาวสวยหน้าตาเหมือนคนจีนตรงเข้าไปจับมือทักทายกับฝรั่งวัยกลางคน
“ฮัลโหล คุณคือดร.อาร์โนลด์ใช่ไหมครับ?” ชายผู้มาเยือนเอ่ยถาม
“ใช่ครับ ผมริชาร์ด อาร์โนลด์ คุณคือมิสเตอร์ไมเคิลใช่หรือไม่ครับ?”
“ใช่ครับ ผมไมเคิลและนี่เจนนี่” ไมเคิลแนะนำสาวที่มาด้วย
“ยินดีที่ได้รู้จักทั้งสองท่านนะครับ เชิญนั่งดื่มชาด้วยกันก่อน”
เมื่อได้นั่งจิบเครื่องดื่มยามบ่ายแล้ว ไมเคิลก็เปิดประเด็นถามว่า
“ทางบริษัทวูดไรด์ปิโตรเลียม( WoodridePetroleum ) ของเราเป็ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียกำลังสนใจสำรวจเกาะนิวกินีแห่งนี้ เพราะข้อมูลที่ได้รับมาจากนักสำรวจชาวดัตช์ชาวเยอรมัน ว่านอกจากน้ำมันดิบแล้วยังอุดมไปด้วยทองคำ มีการขุดพบวัตถุโบราณเป็เครื่องปั้นดินเผาที่มีส่วนผสมของผงทองคำในเนื้อดินด้วยเราจึงได้เชิญท่านด็อกเตอร์มาช่วยสำรวจหาทรัพยากรดังกล่าวน่ะครับ”
“ครับ ผมรู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับหน้าที่นี้ แต่การจะเข้าไปสำรวจในดินแดนป่าดงดิบอันร้อนชื้นแห่งนี้ยังมีอุปสรรคอีกมาก ไม่ว่าจะเป็ยุงป่า ไข้มาลาเรีย ที่ยังไม่มียารักษาสัตว์ร้ายต่าง ๆ รวมทั้งชนเผ่ามนุษย์กินคนที่มีมากมายกว่า 800 เผ่า ประกอบกับภูมิประเทศที่เป็ูเาป่าไม้รกทึบเข้าถึงยาก คงต้องใช้ความพยายามสูงมากนะครับ”
“แต่ก็ได้ทราบมาว่าเมื่อก่อนนิวกินีถูกยึดครองเป็อาณานิคมของชาติตะวันตกหลายประเทศไม่ใช่หรือครับ”
“ใช่ครับ นับแต่ชาวสเปน ชาวโปรตุเกสในคริสต์ศตวรรษที่ 15จนถึงชาวดัตช์ในศตวรรษที่18 ชาวเยอรมันและอังกฤษในต้นศตวรรษที่ 20 นี้ดูจากแผนที่นี้นะครับ” ฝรั่งกางแผนที่ของเกาะออกให้ดู
“รูปร่างของเกาะนิวกินีคล้ายกับไก่งวงที่หันหัวไปทางซ้ายมือนะครับ เราแบ่งครึ่ง่หัวถึงอกจะเรียกว่าปาปัวตะวันตก เป็ของชาวดัตช์ปกครองและส่วนอีกครึ่งทางขวา เรียกว่าปาปัวนิวกินี ซึ่งยังแบ่งได้อีกสองส่วนเป็เขตเหนือใต้ตอนเหนือนั้นเคยถูกเยอรมันยึดครองและอังกฤษดูแลทางตอนใต้ แต่หลังาโลกครั้งที่ผ่านมา(ครั้งที่1)เยอรมันแพ้า ตามสนธิสัญญาแวร์ซาย จึงต้องสูญเสียอาณานิคมทั้งหมดรวมถึงนิวกินีไปด้วยทางออสเตรเลียเลยได้เข้ามาแทนไงล่ะครับ”
“อ๋อ ขอบคุณสำหรับข้อมูล แล้วเราจะเริ่มสำรวจจากจุดไหนก่อนดีครับ”
“ก่อนเราจะสำรวจให้ได้อย่างราบรื่นนั้นผมว่าต้องจัดการกับปัญหาชนเผ่าต่าง ๆ ที่อาจเข้ามาขัดขวางเป็อุปสรรคของเราก่อนโดยเฉพาะเผ่าดานีและเผ่าไปย่า ที่กำลังรบพุ่งกันในระยะนี้เพื่อแย่งชิงความเป็ใหญ่เหนือเกาะนิวกินี”
“แล้วเราสองเผ่านี้มีภูมิหลังบริบทอย่างไรบ้างคะ” เจนนี่เอ่ยถาม
“เผ่าดานีจะอาศัยอยู่ทางตะวันตกของเกาะแถวลุ่มแม่น้ำมัมเบอราโม(Mamberamo River) ส่วนเผ่าไปย่าจะอาศัยแถวลุ่มแม่น้ำทูรามา(TuramaRiver) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ โดยมีที่ราบสูงปาปัวใหญ่เป็แนวสันเขาทอดไปตามความยาวกลางเกาะจากทิศตะวันออกไปยังตะวันตกมีเส้นแบ่งเขตแดนคือบริเวณที่ราบกาโม(Gamo) ริมฝั่งแม่น้ำฟลาย(Fly) ตอนกลางของนิวกินี หากมีการรุกล้ำเส้นแบ่งเขตนี้เมื่อใดก็จะเกิดาระหว่างชนเผ่าขึ้นทันทีครับ”
“ผมได้ข่าวว่าทางกองทัพญี่ปุ่นกำลังบุกยึดแมนจูเรียและเริ่มรุกคืบเข้าไปยังเซี่ยงไฮ้ นานกิง หากสำเร็จก็จะลงมายึดครองประเทศแถบเอเชียอาคเนย์เพื่อใช้เป็ฐานกำลังสร้างจักรวรรดิแข่งกับอาณาจักรไดเกียวเราจึงต้องรีบทำการสำรวจและยึดครองทรัพยากรน้ำมันรวมทั้งทองคำให้เร็วที่สุดก่อนที่ประเทศอื่นจะเข้ามาถึง”
“แล้วระหว่างเผ่าดานีกับเผ่าไปย่าท่านด็อกเตอร์คิดว่าเผ่าไหนที่มีกำลังเข้มแข็งกว่าคะ” เจนนี่ถาม
“เผ่าดานีมีความเข็มแข็งกว่า เพราะได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของดัตช์ส่วนเผ่าไปย่า ทางอังกฤษดูแลอยู่ห่าง ๆ โดยโอนความรับผิดชอบมาให้รัฐบาลออสเตรเลียที่เป็เครือจักรภพ”
“ทำไมอังกฤษถึงให้ความสำคัญกับนิวกินีน้อยจังคะเขาไม่รู้หรือว่ามีเหมืองทองคำและบ่อน้ำมัน”
“เขาคงยังไม่เชื่อข้อมูลน่ะครับ และ่ที่ผ่านมาอังกฤษก็กำลังยุ่งกับการทำากับเยอรมันทางยุโรปจึงไม่มีเวลามายุ่งกับทางนี้”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็น่าจะถือหางทางเผ่าไปย่า เพื่อหาทางเขี่ยพวกดัตช์ออกไปจากเกาะนี้เราจะได้โดยสมบูรณ์” ไมเคิลสรุปความเห็น
“วันมะรืนจะมีมิชชันนารีที่มากับคณะของผมเข้าไปเยี่ยมเยียนชนเผ่าไปย่าพวกเขาเคยเข้าไปรักษาอาการเจ็บป่วยให้คนเ่าั้ เราจะอาศัยความคุ้นเคยตรงนี้เป็สะพานเชื่อมเข้าไปหาเป้าหมาย”ดร.ฝรั่งกล่าว
“โอเค ตามนั้น ขอบคุณท่านมาก” ไมเคิลจับมือกับริชาร์ด เจนนี่ก็เช่นกัน
ณ ร้านขายผ้าอินทิรา
กาวิต้าช่วยพ่อแม่ขายผ้า ตามกิจวัตรประจำวันที่เคยกระทำมาแต่เด็ก ด้วยคำพูดคำจาอ่อนหวานรู้จักไต่ถามความ้าของลูกค้า และช่วยเลือกผ้าให้เหมาะกับลูกค้าจึงทำให้ร้านอินทิราเป็ร้านที่ลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนมากที่สุดของเมืองเจมทาวน์
เมื่อลูกค้าเริ่มซาลงใน่บ่ายกาวิต้าจึงได้สังเกตเห็นว่ามีชายแต่งกายอย่างชาวอินเดียสองคนมายืนขายของอยู่ริมถนนหน้าร้าน
“ อีนี่ รับประทานถั่วมัน ๆ มั๊ยจ๊ะ นายจ๋า ”แขกขายถั่วเชิญชวนกาวิต้าด้วยหน้าตายิ้มแย้ม แกมด้วยหนวดที่กระดิกขึ้นลงตามปาก
“ อีนี่ซาโมซาของจ๋านก็อาริดอย อร่อยดีนะนายจ๋า ”แขกขายซาโมซาทอดก็เชิญให้ชิมขนมรูปสามเหลี่ยมห่อไส้ผักและมันบด
“ เอาสิ เอามาให้ฉัน อย่างละสิบรูเปี้ยะ ”กาวิต้าเดินมาสั่ง แล้วก็ยืนจ้องมองหน้าคนทั้งสองอย่างถ้วนถี่ก่อนจะปล่อยก้ากออกมาจนท้องคัดท้องแข็ง
“ นี่ท่านทั้งสองนึกสนุกคะนองอันใดจึงมาจำแลงแต่งกายเป็แขกขายของตามตลาดเยี่ยงนี้ ทำประหนึ่งทารกยังไม่ประสีประสาฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ” กาวิต้ายังไม่หยุดขำ
“ แหม เราสองคนนึกว่าปลอมตนได้แเีแล้วนะเนี่ย ยังโดนจับได้อีก ” เ้าค้ำฟ้าในชุดของแขกขายถั่วกล่าวกับสาวคนรัก
“ เมื่อเป็เช่นนี้ ก็ขอเชิญพระองค์ เอ้ย พี่ชายอยู่คุยกับคุณหนูกันตามสบายนะขอรับ ขอตัวไปทางโน้นก่อน ”ไมตรีในคราบของแขกขายขนมกล่าวจบก็หาบคอนไปห่าง ๆปล่อยให้เ้านายเขาจู๋จี๋กันตามประสาหนุ่มจีบสาว
ณ หมู่บ้านโมก้า ( Moka ) ใกล้แม่น้ำทูรามา ปาปัวตะวันออกเฉียงใต้
มิชชันนารีชาวอเมริกันหลายคนในชุดสีดำนำคณะของริชาร์ดและไมเคิลเข้าไปพบกับหัวหน้าเผ่าไปย่าบริเวณหน้ากระท่อมหลังใหญ่ที่หลังคามุงด้วยหญ้าแห้ง
“นี่คือทาโมซา (Tamoza) หัวหน้าเผ่าไปย่า และนั่นลูกชายของเขาชื่อว่าเนเลม่า (Nelema)” แหม่มสอนศาสนาชาวอเมริกันให้การแนะนำชายสูงวัยผิวคล้ำที่ทาหน้าด้วยผงสมุนไพรสวมหมวกที่ประดับขนนกหลากสีสวมเครื่องประดับที่ทำจากกระดูกสัตว์ทั่วทั้งลำคอและลำตัวแขนขา เช่นเดียวกับลูกชายของเขา
ไมเคิลและเจนนี่น้อมศีรษะให้การเคารพ ก่อนจะหยิบกล่องของขวัญยื่นให้หัวหน้าเผ่า
“นี่เป็ของขวัญจากใจที่ขอมอบให้ท่านเพื่อมิตรภาพอันยั่งยืนของเรา”
ทาโมซากล่าวขอบคุณเป็ภาษาของเขาก่อนจะเรียกบรรดาผู้หญิงมาเต้นรำแบบชนเผ่าให้ดู
เหล่าสตรีสวมชุดคล้ายกับผ้าถุงรัดอยู่แค่ระดับยอดอก ลำคอมีสร้อยทำจากเมล็ดพืชพวกหล่อนถือพวงมาลัยดอกไม้สดเข้ามายื่นให้คณะแขกที่มาเยือนจนครบทุกคนแล้วร่ายรำพร้อมร้องเพลงในภาษาไปย่า เครื่องดนตรีประกอบมีเพียงลำไม้ไผ่และขลุ่ยกับกลองหนังสัตว์ แต่ก็สร้างความบันเทิงในท่ามกลางแมกไม้ใบหญ้าอันเขียวครี้มของนิคมนั้นให้น่าอยู่ขึ้น
หลังจากจบการแสดงของสาว ๆ ก็จะเป็การเต้นรำประกอบอาวุธของบรรดาชายฉกรรจ์ของเผ่าแต่ละคนก็ทาตัวและใบหน้าด้วยผงสีเป็ลวดลายดูน่ากลัว ประดับสร้อยกระดูกสัตว์สวมหมวกขนนก ถือหอกและโล่ออกมาเป็ทิวแถว ปากก็ร้องะโเสียงดังเหมือนจะข่มขวัญศัตรูเท้ากระทืบกับพื้นดินจนฝุ่นฟุ้ง บ้างก็เอาโล่กระทบกันเต้นเป็วงกลม
เมื่อจบการแสดงคนครัวก็ยกสำรับอาหารแบบชาวพื้นเมืองออกมาเสิร์ฟแขกผู้มีเกียรติอาหารก็มีพวกเนื้อสัตว์ป่าผัดกับพริกและเครื่องเทศ มีน้ำพริก ผักสด ผลไม้ เครื่องดื่มมีไวน์ผลไม้แบบชาวป่า
คืนนั้นไมเคิลและเจนนี่ก็นอนพักในกระท่อมเดียวกันส่วนริชาร์ดพักอยู่อีกหลังหนึ่ง พวกมิชชันนารีแยกชายและหญิงไปพักในอีกสองหลัง
แสงไฟยามค่ำคืนมีเพียงคบไฟแบบโบราณ กล่อมนอนด้วยเสียงหรีดหริ่งเรไรจั๊กจั่นกับบรรดานกกลางคืนที่ออกหากิน
กลางดึกคืนนั้น
เสียงดังโหวกเหวกเป็ภาษาไปย่าดังมาจากนอกกระท่อม ไมเคิลและเจนนี่รีบลุกออกไปดู
“พวกเผ่าดานีบุกมาแล้ว เตรียมรับมือเร็ว” ริชาร์ดวิ่งมาบอก ก่อนจะบรรจุะุในปืนไรเฟิลแล้ววิ่งไปคุ้มกันพวกหมอสอนศาสนา
เนเลม่าวิ่งมาหาไมเคิลแล้วทำมือส่งภาษาใบ้ให้เข้าไปหลบในกระท่อมแต่หนุ่มนักล่าน้ำมันบอกว่าจะช่วยเขาสู้กับข้าศึกเองลูกชายหัวหน้าเผ่าจึงส่งอาวุธหอกและโล่ให้แล้วปลีกตัวไปหาพวกของตน
ธนูไฟถูกยิงจากรอบหมู่บ้านเข้ามาตกใส่หลังคากระท่อมลุกไหม้ไปหลายหลังชาวบ้านต่างพากันตักน้ำสาดใส่กองเพลิงบ้างก็วิ่งจูงลูกเล็กเด็กแดงหนีตากันจ้าละหวั่น เสียงเจี๊ยวจ๊าวจอแจดูโกลาหลยิ่งนัก
แล้วนักรบดานีก็กรูกันเข้ามาปะทะกับนักรบไปย่าต่างก็ใช้หอกและโล่ต่อสู้กันแต่สักพักก็มีทหารชาวดัตช์วิ่งเข้ามาใช้ดาบปลายปืนเข้าสู้กับเผ่าเ้าถิ่นบ้างก็ยิงปืนใส่คนในเผ่าไปย่าล้มตายไปหลายคน
แล้วไมเคิลกับเจนนี่ก็ใช้พลังวิชาที่แปลกประหลาดในสายตาชนเผ่า ด้วยมือเปล่าก็ซัดพวกชาวดัตช์และเผ่าดานีให้มอดม้วยลงไปนับร้อยคนกระทั่งศัตรูเหลือไม่ถึงสิบนายก็วิ่งหนีตายออกไป
เมื่อช่วยคนเจ็บไปรักษาตัวแล้ว หัวหน้าเผ่าพร้อมเนเลม่าลูกชายก็เข้ามากล่าวขอบคุณพวกไมเคิลที่ช่วยเหลือให้ป้องกันหมู่บ้านจากข้าศึกได้
วันรุ่งขึ้น
ไมเคิลพาล่ามที่เป็แหม่มสาวชาวมะริกันเข้าพบหัวหน้าเผ่าเพื่อบอกแผนการในใจให้ทราบ
"ผมคิดว่าเราควรตีตลบหลังศัตรู่ที่มันเพิ่งจะพ่ายแพ้จะได้ถอนรากถอนโคนพวกดัตช์ไม่ให้อยู่บนเกาะนี้อีกต่อไป ท่านหัวหน้าเผ่าพร้อมจะไปลุยกับพวกผมหรือไม่ถ้าเห็นชอบผมจะส่งกองกำลังมาเสริมทัพให้ได้ชัยชนะ”
เมื่อล่ามพูดกับหัวหน้าเผ่าจบชายสูงวัยก็พยักหน้าพูดภาษาของเขาทำนองว่าตกลงตามนั้น
สองวันต่อมาก็มีเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ มาร่อนลงที่หมู่บ้านโมก้า ก่อนที่ทหารนายหนึ่งเดินลงมาทำวันยหัตถ์กับไมเคิล
“ผมร้อยโทสุสุเกะ นำกองร้อยจากไดเกียวและออสเตรเลียมาช่วยเผด็จศึกกองทัพของชาวดัตช์ครับ”
“ขอบคุณมาก เราเคลื่อนพลกันเลยเป้าหมายคือที่ราบกาโม ลุ่มแม่น้ำฟลาย
แล้วแมงปอเหล็กก็นำพลร่มนับร้อยคนที่มีทหารหน้าตาคล้ายคนเอเชียตะวันออกไกล ปะปนกับทหารฝรั่งอย่างละครึ่งและนักรบเผ่าไปย่าพร้อมเสบียงอาหารและยุทธภัณฑ์ ไปส่งลงบริเวณที่ราบกาโมอันเป็ที่ตั้งฐานทัพของชาวดัตช์
ทหารไดเกียวและออสซี่กราดยิงทหารฝ่ายฮอลันดาล้มตายลงเป็อันมากบ้างก็จุดไฟเผาอาคารที่พักและคลังอาวุธ ส่วนพวกเผ่าไปย่าที่นำโดยเนเลม่า พร้อมไมเคิลและเจนนี่ก็บุกไปยังหมู่บ้านของชาวดานีเมื่อจับข้าศึกได้ก็ถลกหนังหัวเจาะเอาสมองมากินสด ๆ จนเจนนี่ที่ได้เห็นก็ถึงกับอาเจียนออกมา
“ที่เขากินสมองของศัตรูเพื่อสะกดิญญาอันเป็ความเชื่อของเผ่าไปย่าเขาน่ะ”มิชชันนารีคนหนึ่งบอก
เมื่อสิ้นพวกฝรั่งฮอลันดาให้การสนับสนุนชนเผ่าดานีก็หนีตายขึ้นไปอยู่ยังูเาสูง แล้วไม่กล้ามาตอแยกับเผ่าไปย่าอีกเลย
กลับมาที่หมู่บ้านโมก้า
ทาโมซาหัวหน้าเผ่าแสดงความขอบคุณพวกไมเคิลเป็อย่างมากจึงมอบเนเลม่าให้ติดตามรับใช้พวกไมเคิลเป็การตอบแทนความดีในครั้งนี้
ขณะที่นำลูกชายหัวหน้าเผ่าขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาด้วยนั้นไมเคิลกับเจนนี่ก็ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงว่าเขาและเธอนั้นก็คือ
มหันต์และหลี่จิงจิง
“เป้าหมายต่อไปของเราก็คือแทรกซึมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของประเทศโซวันน่าเพื่อความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิไดเกียว”
วันประกาศผลการเลือกตั้ง
ผลการเลือกตั้งไม่อาจเป็ที่ยอมรับของประชาชนได้ เพราะพรรคเสรีพัฒนาของพระยากำแหงได้รับการเลือกตั้งเป็เสียงข้างมาก ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้เพียง 5 ที่นั่งเท่านั้น
ในวันรุ่งขึ้น ประชาชนร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งมีการลดธงเหลือแค่ครึ่งเสาเป็การไว้อาลัย
พระยากำแหงสั่งประกาศภาวะฉุกเฉิน และแต่งตั้งให้พล.อ.สดมภ์เป็ผู้ปราบปรามการชุมนุม แต่ เขากลับเข้าร่วมเดินขบวนกับประชาชนด้วยโดยประกาศว่า “ทหารจะไม่มีวันทำร้ายประชาชน” และนำพาผู้ชุมนุมเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเจรจากับพระยากำแหง
พระยากำแหงยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์และจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่การชุมนุมจึงสลายตัวไป
แต่ต่อมาเหตุการณ์ได้ขยายตัวและบานปลายกลายเป็ความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มทหารที่สนับสนุนพระยากำแหงและพล.อ.สดมภ์
ร้านขายผ้าอินทิรา
กาวิต้าได้รับจดหมายจากโสมสุดาที่ส่งมาจากปีนัง
“ กาวิต้าเพื่อนรักฉันมีเื่จักไหว้วานให้เพื่อนช่วยเล็กน้อย ซึ่งมันอาจจะดูเป็เื่น่าขำหรือไร้เดียงสาอยู่สักหน่อย แต่ฉันก็ไม่โกรธที่เธอจะคิดเห็นเช่นนั้นเื่มีอยู่ว่า...” กาวิต้าอ่านจนจบทุกข้อความในจดหมายฉบับนั้น
ณ บ้านพักพระยากำแหงหาญ
วันคล้ายวันเกิดของพระยากำแหง ครบ 55 ปี พลเอกสดมภ์เข้าอวยพรวันเกิดและนำลูกสุนัขตัวหนึ่งมอบให้เป็ของขวัญ พร้อมกล่าวว่า
“ ผมจะจงรักภักดีต่อท่านเช่นเดียวกับสุนัขตัวนี้ครับ ”
เสียงปรบมือและเฮฮาชอบใจจากพระยากำแหงและพวกพ้องทหารเกรียวกราวอย่างครื้นเครง ที่พลเอกสดมภ์จำต้องทำเช่นนี้เพื่อเป็การสยบความขัดแย้ง
แต่วันรุ่งขึ้น พลเอกสดมภ์และคณะนายทหารในบังคับบัญชาได้ออกแถลงการณ์ให้พระยากำแหงและพล.ต.อ.ผ่อง ลาออกทั้งหมด อาศัยเหตุนี้ทำให้พรรคเสรีพัฒนาเรียกร้องให้พระยากำแหงจัดการขั้นเด็ดขาดกับพวกพลเอกสดมภ์ในวันพรุ่งนี้เท่ากับเป็การบีบบังคับให้พลเอกสดมภ์ต้องชิงลงมือตัดหน้าก่อนด้วยการรัฐปะาในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็วันหยุดราชการ
พลเอกสดมภ์สั่งการให้แม่ทัพภาคส่งรถถังรถหุ้มเกราะ และกำลังพล กระจายกันออกไปยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่าง ๆทั้งกองบัญชาการทหารบก ทหารเรือ ตำรวจ สถานีวิทยุต่าง ๆท่าจอดเรือและเส้นทางที่จะสามารถหลบหนีออกนอกประเทศไว้ทั้งหมด
พระยากำแหงหาญถูกยึดอำนาจ
“ เชิญครับ ท่านพระยากำแหงหาญ ขณะนี้พวกเราตรึงกำลังปิดล้อมไว้หมดแล้วขอจงตามเราไปแต่โดยดีเถิด จะเกิดผล ฮ่าฮ่าฮ่า ”พลเอกสดมภ์คุมกำลังมาจับตัวพระยากำแหงถึงบ้านพักในเวลาที่ผู้ถูกจับยังอยู่ในชุดนอน
“ แก ไอ้คนทรยศ ฉันอุตส่าห์ไว้วางใจ เลี้ยงดูอุ้มชูแกจากนายสิบกระจอก ๆจนได้ดิบได้ดีมาถึงเพียงนี้ ไฉนไม่รำลึกถึงบุญคุณของกู ไอ้เดรัจฉาน ” พระยาเฒ่าก่นด่าลูกน้องเก่าผู้สนองคุณเ้านายด้วยกุญแจมือ
“ ผมก็เจริญรอยตามท่านนั่นแหละครับ เคยทำกรรมใดกับหมอหลงไว้บ้างล่ะเจอกับตัวเองเข้าแล้ว เป็ไงล่ะ ซาบซึ้งใจดีมั๊ย ทหาร เอาตัวไปขังคุกมหันตโทษ ”พลเอกสดมภ์พร้อมทหารสิบกว่านายก็ลากตัวพระยากำแหงไปสู่เรือนจำเดียวกับที่จำขังเ้าชายดูรี
จบตอนที่ 17 โปรดติดตามตอนที่ 18ไฟกลางเมือง