ปัง
เฮือก
ดวงตาคนที่นอนกับพื้นเสื่อเบิกกว้าง รูม่านตาหดแคบลง ท่ามกลางความมืดนอกจากเสียงจราจรด้านนอก ที่เขาได้ยินชัดเจนมีเพียงเสียงหัวใจตัวเอง เขาตายไปแล้ว ถูกยิงเข้าที่หัวใจแล้วก็ตายไป มือที่วางไว้ข้างลำตัวสั่นเทา เขาค่อยๆ ยกมันขึ้นมาลูบบริเวณอกข้างซ้าย
เสียงหายใจหอบหนักในตอนแรกคลายลง
เขายังคงนอนอยู่ที่เดิม คิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น และค้นพบว่าตัวเองนั้นเป็เพียงตัวประกอบไร้ชื่อซึ่งถูกฆ่าตายหลังจากออกมาพูดได้ไม่กี่คำ คำแรก “ครับนายท่าน” คำที่สอง “วันนี้ถึงวันตายของแกแล้ว” บทของเขามีเพียงเท่านี้
เสียงเขม่าควันปืนดังขึ้น แต่กลับเป็ตัวเขาที่ถูกยิงสิ้นใจตายตรงนั้น วินาทีที่กำลังสิ้นใจเขากลับสงสัยว่า่ชีวิตที่ผ่านมา เขาทำอะไร อยู่ตรงไหน ไม่มีภาพสะท้อนอดีตก่อนตายมีเพียงเสียงพลิกกระดาษหน้าต่อไป
...แล้วเขาก็โผล่มาที่นี่
คำถามเดิมกลับมาอีกครั้ง เขาคือใคร? ยังคงไร้คำตอบ ร่างโปร่งลุกขึ้นไปเปิดไฟ ภาพของห้องเช่าโทรมๆ ซึ่งถูกกั้นด้วยฝ้าบาง ปรากฏขึ้น มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบ กระติกน้ำผุพังและกระเป๋าเสื้อผ้ามุมหนึ่ง นี่อาจไม่ใช่ที่อยู่อาศัยหลักของเขาก่อนหน้า ดูจากข้าวของที่น้อยเกินกว่าคนทั่วไปจะใช้ชีวิตปกติและสามารถขนย้ายได้ทันที
เขาค้นกระเป๋าใบนั้น ‘เฉินรุ่ย’ บนบัตรประจำตัวประชาชนระบุชื่อนี้ แม้ไม่คุ้นนักแต่ตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่านี่คือชื่อเขา ชุดในนั้นมีเพียงเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มไม่กี่ตัว เขามองรอบๆ เพื่อค้นหาข้อมูลอื่น มือถือเครื่องหนึ่งกำลังชาร์จอยู่ตรงมุมห้อง
สแกนนิ้วมือเพื่อปลดล็อก เวลาบนหน้าจอคือ 19.38 น. หน้าจอนั้นเป็รูปผู้หญิงคนหนึ่ง เขาขมวดคิ้วก่อนจะคลายออกเขาไม่รู้จักเธอ เปิดดูการสนทนา เพื่อพบว่านี่ไม่ใช่แม้แต่มือถือของตัวเอง ให้ตายเถอะ แชทล่าสุดคือขอมือถือคืน เขาทำอะไรลงไปวะเนี่ย แล้วยังสามารถเปลี่ยนรหัสกับลายนิ้วมือได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเทพมากเลยเหรอ
เฉินรุ่ยขมวดคิ้วมุ่น เขามันตัวประกอบฝั่งตัวร้าย ‘ครับนายท่าน’ ประโยคนั้นเขาพูดกับคนที่ได้รับบทบาทตัวร้ายของเื่ ‘อเล็กเซย์ โอเดนบรู๊ค’ คำสั่งนั่นน่าจะสัมพันธ์กับการกระทำเเละประโยคที่สองในบทบาทของเขาเพื่อฆ่าตัวเอกของเื่ ‘สามภพ หัสดินทร์’ เขาไม่มีข้อมูลอื่นในความทรงจำอีก
เขาพิมพ์ข้อความตอบกลับไปว่าจะนำมือถือไปคืนให้ ขอโทษที่ทำให้ร้อนใจ เพราะเพิ่งชาร์จแบตถึงได้เพิ่งเห็นข้อความนี้ แน่นอนว่าโกหก แต่เดิมด้วยบทบาทเขาไม่น่าเป็คนดีอะไร
อีกฝั่งตอบกลับมาทันที เขาใช้แผนที่ค้นหาสถานที่เหมาะสมแก่การนัดหมายซึ่งอยู่ใกล้บริเวณนี้ ก่อนจะส่งโลเคชั่นให้อีกฝ่าย เปลี่ยนการปลดล๊อกต่างๆ ใหม่แล้วจึงลุกไปจัดการอาบน้ำแต่งตัว
ทันทีที่เดินออกมาจากห้องผุพังนั้น เขาก็เหมือนได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ด้านนอกนั้นย่ำแย่กว่ามาก ทางเดินทั้งแคบและมืดจนสุดทางปกคลุมด้วยสังกะสีขึ้นสนิม มีน้ำหยดลงมาระหว่างทางที่เดินผ่าน แสงไฟสลัว ระหว่างทางมีชายรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้ามีรอยบากพาดผ่านยืนพิงผนังสูบบุหรี่อยู่ ควันบุหรี่ถูกพ่นออกมาจากปากเป็ระยะจนควันโขมง พอเห็นเฉินรุ่ยเดินมา ชายคนนั้นก็จับคอเสื้อเขาดึงไว้
“พวกมึงนี่สอนไม่เคยจำ จะเดินผ่านทางนี้ก็จ่ายค่าคุ้มครองมาก่อนสิวะ” ให้ตายสิ
“ไม่มี”
“ไม่มีก็ไปไม่ได้” เฉินรุ่ยเลิกคิ้วขึ้น จับข้อมือหนายกออก ทำท่าว่าจะเดินต่อ คนคนนั้นชะงักไปหนึ่งจังหวะก่อนจะมีสติเข้าบทคนไถค่าคุ้มครองอีกครั้ง
“กล้าดีนี่หว่า มาทบทวนความจำหน่อยสิวะ ว่ารางวัลไอ้พวกกระจอกที่ชอบอวดเก่งมันเป็ยังไง”
‘เอามันให้ตาย’ เสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว เฉินรุ่ยย่อตัวหลบหมัดที่มาทางด้านหลัง ก่อนจะจับแขนข้างนั้นไว้ แล้วพลิกตัวทุ่มอีกฝ่ายลงกับพื้น ทุกอย่างเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของเขา เสียงของหนักกระแทกสังกะสีดังสะท้อนไปทั้งซอย รองเท้าผ้าใบเก่าๆ กดลงบนคอของคนที่นอนพังพาบกับพื้น
ลมหายใจเฉินรุ่ยสะดุดไป เขาก้าวถอยหลัง ‘ขอโทษ’ คิดแต่ไม่ได้พูดออกไป ดูท่าว่าอีกคนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ง่ายๆ ในเวลานี้แน่ เขาจึงก้าวข้ามอีกฝ่ายเพื่อออกไปให้ทันนัด
ภาพจากด้านหลังของคนที่เดินห่างออกไปนั้นดูดีมาก ท่ามกลางความมืดเหมือนมีแสงสว่างรอบตัวคนคนนั้น อาจเพราะถูกทุ่มหนักเกินไปสายตาตัวประกอบนักไถค่าคุ้มครองจึงเห็นอะไรแบบนั้นออกมาได้
⚖️
ทางหลักที่เดินผ่านมีตรอกสังกะสีแบบที่เขาเดินออกมาแยกเข้าไปในซอยยาวจนสุดสายตา เฉินรุ่ยไม่มีเงินติดตัว เขาหามันในห้องนั้นไม่เจอ และไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นตัวเองเก็บเงินไว้ที่ไหน คนเราจะสามารถใช้ชีวิตโดยปราศจากเงินตราได้อย่างไรกัน ดังนั้นเขาจึงต้องเดินไปยังจุดนัดพบ
จุดที่เขาปักหมุดไว้ห่างไป 2 กิโลเมตร เป็ร้านอาหารจีนชื่อดังและมีประวัติมายาวนาน แม้บริเวณนี้จะไม่ใช่ย่านคนรวยแต่หลายคนก็ต้องเคยสั่งแบบนำกลับไปทานที่บ้านแน่
ระหว่างทางที่เดินผ่าน เขาเก็บภาพเ่าั้ที่เจอประทับลงในความทรงจำทีละชิ้น ทุกอย่างกลายเป็ครั้งแรกของเขา แม้ไม่คุ้นเคย แม้ว่าภาพตรงหน้าไม่อาจเรียกได้ว่าสวยงาม แต่ว่าเขาก็อดดีใจไม่ได้จริงๆ ที่ได้โอกาสในการสร้างความทรงจำของตัวเองใหม่ สุดท้ายแล้วถ้าเขาต้องตายลงไป เขาอยากมีภาพใน่ชีวิตของตัวเองปรากฏขึ้นมา เป็ภาพความทรงจำตอนเดินถนนในขณะนี้ก็ได้
เมื่อเขาเดินถึงจุดนัดหมายก็ยืนอยู่ตรงหน้าร้านไม่ได้เข้าไป ส่งข้อความไปบอกอีกฝ่ายว่าเขาได้มาถึงแล้ว หลังจากนั้นไม่นานก็มีผู้หญิงก้าวลงมาจากรถหรูซึ่งจอดไว้ริมทาง ชุดกระโปรงสีขาวรวมทั้งเครื่องประดับบนร่างกายเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่นี่ราวกับนางฟ้าลงมาประทานพรให้กับชาวบ้านธรรมดาเช่นพวกเขา เธอตรึงสายตาคนทั่วไปเอาไว้รวมถึงสายตาของเฉินรุ่ย นี่คงไม่ใช่ตัวละครที่มีบทบาทต่อเนื้อเื่หรอกใช่ไหม
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเมิ่งเซียนนะคะ” เธอทักได้ถูกคน แจกยิ้มสดใสมาให้
อาจเพราะโทรศัพท์ในมือนี่ก็ได้ที่ทำให้เธอรู้ว่าเป็เขา ‘เมิ่งเซียน’ ชื่อนี้ค่อนข้างคุ้นหูแต่ว่าบทบาทของเขาไม่ถูกกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เมื่อไม่กล่าวถึงจึงไม่แปลกอะไรที่เขาจะไม่รู้จักเธอ
“นี่มือถือของคุณครับ ขอโทษที่ทำให้เป็กังวล”
เขาไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้นยื่นมือถือส่งคืนเธอ คิดว่าเสร็จแล้วก็คงกลับไปที่ห้องหาวิธีออกจากย่านนี้ต่อไป อีกฝ่ายรับมือถือกลับคืนก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยตอนที่เธอตรวจเช็คมัน เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย แน่นอนล่ะระบบปลดล็อกมันหายไป
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ถามด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เฉินรุ่ยแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ เขาจะไม่ถามอะไรที่เป็การเปิดโปงตัวเองออกไปแน่
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ ถ้าเป็ไปได้ฉันอยากตอบแทนคุณ”
หรือไม่อย่างนั้นก็้าข้อมูลเขาเพื่อตามตัวในวันข้างหน้า หากพบว่าเขานำข้อมูลหรืออะไรก็ตามซึ่งส่งผลเสียต่อเธอออกมาเปิดเผยรวมถึงการปลอมแปลงในอนาคต
ถ้าอีกฝ่ายอยากจับตามองเขาหรือในความเป็จริงเพียงอยากตอบแทนเขาเท่านั้น นี่ไม่ใช่ว่าเป็โอกาสที่ดีในการก้าวออกจากตรงนี้หรอกหรือ
‘เมิ่งเซียน’ เพราะคุ้นหูกับชื่อนี้ เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะธรรมดาหรอกนะ
“ผมชื่อเฉินรุ่ย จริงๆ แล้วหากคุณอยากตอบแทนผม ่นี้ผมกำลังตกงาน ถ้าคุณพอจะช่วยหางานให้ผมได้อีกทาง ผมจะรู้สึกขอบคุณคุณมาก”
ได้ยินว่าอีกฝ่าย้าหางาน เมิ่งเซียนตอนแรกแม้จะสงสัยในตัวอีกฝ่ายอยู่มาก เพราะในมือถือมีข้อมูลสำคัญหากถูกโจรกรรมคนที่เดือดร้อนไม่ใช่เธอ แต่เป็เ้านายเธอ แม้คำว่าเดือดร้อนจะอยู่ในระดับที่แค่ทำให้รำคาญ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ไม่ให้มันเกิดขึ้นเลยจะดีกว่า
จากเหตุผลข้างต้นทำให้เมิ่งเซียนคิดว่าถ้าเธอพอมีข้อมูลอีกฝ่าย เมื่อเกิดอะไรขึ้นเธอจะได้ไล่บี้ถูกคน แต่คนที่เธอจะตามไล่บี้นั้นดันเสนอตัวให้เสียเอง นี่ไม่เท่ากับว่าอีกฝ่ายก็บริสุทธิ์ใจหรอกหรือ แม้ไม่เชื่อเต็มร้อยแต่เธอถือว่านี่เป็โอกาสที่ดีเช่นเดียวกัน
“อันที่จริงแล้วเื่นี้ฉันพอจะช่วยคุณได้ ถ้ายังไงเราเข้าไปนั่งคุยกันด้านในดีไหมคะ ฉันตอบแทนคุณด้วยมื้อนี้ ส่วนเื่งานนั้นถือเป็เื่ของลูกจ้างและนายจ้างที่ต่างคนก็ได้ผลต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน”
“ได้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปด้านในกันเถอะค่ะ” เธอว่าอย่างนั้นก่อนจะก้าวนำไป ในมือก็กดโทรออกหาคนขับรถว่าจะคุยธุระต่ออีกสักครู่
เมื่อพนักงานในร้านเห็นการแต่งกายของเธอก็เชิญเราเดินขึ้นชั้นสองทันที ้าการตกแต่งไม่ต่างจากข้างล่างเพียงแต่มีความเป็ส่วนตัวมากกว่า เมิ่งเซียนรับเมนูมายื่นให้เฉินรุ่ย ขณะที่เธอสามารถสั่งเมนูเ่าั้ออกมาปากเปล่า พอหันกลับมาก็เห็นว่าเฉินรุ่ยยังคงจ้องเมนูอาหารตรงหน้า มือที่ถือเมนูสั่นเล็กน้อย พอเงยหน้าขึ้นมาสบตากันเขาก็วางเมนูในมือลง
“ผมว่าเท่าที่คุณสั่งมาก็มากพอแล้วครับ”
“ถ้าอย่างนั้นของคาวเอาเท่านั้น เสร็จแล้วเดี๋ยวคุณลองดูพวกของหวาน ได้ข่าวว่าพวกนี้ก็อร่อยขึ้นชื่อเหมือนกันค่ะ”
“ครับ ตามที่คุณว่าเลย”
ระหว่างที่รออาหารอยู่ เมิ่งเซียนก็เป็คนเริ่มเปิดประเด็นเื่งานของอีกฝ่าย
“ก่อนอื่นฉันอยากรู้เกี่ยวกับประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน แล้วก็งานที่คุณ้าทำในอนาคตค่ะ”
แค่คำถามนี้เฉินรุ่ยก็ไปต่อไม่ถูกแล้ว
“ไม่มีครับ” เขาไม่มีของพวกนั้นอยู่หรอก ตัวประกอบที่ออกมาเพื่อพูดสองประโยค ใครเขาจะว่างมานั่งร่างประวัติให้กัน ดังนั้นของแบบนั้นมันไม่มีั้แ่แรกอยู่แล้ว
“คะ?”
“ผมไม่ได้เรียนหนังสือครับ” คิดว่านะ
“ไม่มีประสบการณ์ทำงานที่สามารถเอามายืนยันได้ ถ้าจะทำงานคงเป็งานที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากครับ ขอแค่ได้เงินก็เพียงพอแล้ว”
รับคำสั่งให้ฆ่าพระเอกของเื่ แต่ดันตายก่อนก็ไม่ถือว่าเป็งานที่ประสบความสำเร็จอีก และมันก็ไม่ได้น่าภาคภูมิใจสักเท่าไหร่ด้วย เขาไม่รู้ว่าตัวเองสามารถฆ่าคนโดยไร้ซึ่งเหตุผลและสามัญสำนึกได้อย่างไร ก่อนตายอาจทำได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว
“ฉันพอเข้าใจค่ะ ถ้าอย่างนั้น คุณขับรถเป็ไหมคะ”
ภาพตอนขับรถเพื่อไปปฏิบัติภารกิจผุดขึ้นมา เฉินรุ่ยพยักหน้า ก่อนจะคิดได้ว่าตัวเองไม่มีใบขับขี่
“แต่ผมไม่มีใบขับขี่นะครับ”
“เื่นั้นไม่เป็ปัญหาเลยค่ะ เเล้วพอจะว่ายน้ำเป็ไหมคะ” เื่นี้เขาไม่แน่ใจ ไม่มีภาพอะไรฉายขึ้นมาในหัวเขาอีก
“งานบ้านทำเป็ไหมคะ”
“ทำได้ครับ” เขาคิดว่าเื่นี้ไม่น่ายาก
“ฉันพอจะนึกออกคร่าวๆ แล้วค่ะว่ามีงานอะไรที่พอเป็ไปได้บ้าง ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันขอช่องทางการติดต่อไว้หน่อยนะคะ เเล้วจะติดต่อกลับมา เพื่อให้คุณไปดำเนินเื่เข้าสมัครงานตามขั้นตอน”
เขาไม่มีโทรศัพท์ ภาษากายของเฉินรุ่ยเขาเพียงแค่ขมวดคิ้วด้วยใบหน้านิ่งเรียบ แต่ภายในใจเขาอยากยกมือขึ้นมาขยุ้มหัว แล้วะโบอกพระเ้าว่าช่วยใส่รายละเอียดให้ตัวประกอบหน่อยได้ไหม ไม่มีอะไรเลยแบบนี้มันก็เกินไปหน่อย
“ว่ายังไงคะ”
“ไม่มีของแบบนั้นหรอกครับ” เฉินรุ่ยยิ้มให้
มันเป็รอยยิ้มกระอักกระอ่วนที่ทำให้เมิ่งเซียนชะงักไปเหมือนกัน ในใจเธอรู้สึกแปลกมาก แน่ล่ะ เธอเป็ส่วนหนึ่งของเส้นเื่หลัก ประวัติตัวละครค่อนข้างชัดเจน ถ้าตามเนื้อเื่ดั้งเดิมเธอจะไม่มีวันพบเฉินรุ่ย ข้อมูลการสนทนางานและข้อมูลส่วนตัวบางส่วนจะถูกนำไปขายให้กับคู่แข่งทางการค้าซึ่งเป็บริษัทของสามภพพระเอกของเื่นี้ เฉินรุ่ยไม่ได้มีความจำส่วนนี้ เพราะในเื่นี้ไม่ได้กล่าวถึงเขาแม้แต่น้อย คล้ายว่ารวบรัดให้ถูกกล่าวถึงเพียงผ่านๆ
“แปลกใช่ไหมครับ” เพราะเห็นสีหน้าของเมิ่งเซียน เฉินรุ่ยถึงยิ้มออกมา
ทางด้านเมิ่งเซียนที่ได้รับข้อมูลเ่าั้ก็ปะติดปะต่อเื่ต่างๆ เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ได้เรียนหนังสือ รับทำงานเล็กน้อยเพื่อแลกเงินและไม่มีแม้แต่เงินซื้อของซึ่งกลายเป็อุปกรณ์พื้นฐานการดำรงชีวิตในยุคนี้ ไม่ใช่ว่าคนคนนี้ลำบากมากหรอกหรือ มองดูรอยยิ้มใสซื่อที่ส่งมาอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจนั้นอีก
ความจริงแล้วมือถือเครื่องนี้หากไม่นับรวมข้อมูล ก็พอจะทำให้คนตรงหน้าดำรงชีวิตได้เกือบทั้งปี เมิ่งเซียนเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจที่เรียกได้ว่าเป็การทำลายเส้นเื่อย่างรุนแรง เื่ราวต่อจากนี้ สองประโยคซึ่งเป็บทของเฉินรุ่ยกำลังจะถูกทำให้หายไปโดยสิ้นเชิง
⚖️