“พี่ชอบไหม” ผมกระซิบ พี่หม่อนไม่ตอบ แต่หน้าแดงนางไม่ได้หยุดการกระทำของผม ผมซุกหน้าลงตรงต้นคอขาวๆ ดูดมันเล็กน้อย ไม่นานเสียงครางเบาๆ ก็ดังออกมา
มือไม้เริ่มผละออกจากที่เดิมลูบสำรวจไปเรื่อยๆ ชายผ้าถุงถูกปลดออก มือบางๆ เลื้อยเข้าไปสำรวจภายใน ไม่มีอะไร นอกจากผ้าถุง มือของผมแตะถูกเนื้อแน่นตรงๆ ลูบอยู่พักหนึ่งน้ำเหนียวๆ ก็ไหลออกมาเต็มมือ ไม่มีป่าขวางกันเป็อะไรที่เรียบเนียนจริงๆ อยากจะดูกับตาสักครั้งแต่มันคงไม่ดีนัก
สาวน้อยนอนพิงแผ่นอกแกร่งอย่างอ่อนแรง สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ ได้แต่หยุดมืออีกครั้ง เก็บมือกลับ หยิบขันขึ้นมาจิบสาโทต่อ ในใจอยากผิดผีเหลือเกิน แต่ได้พูดไปแล้วว่าจะไม่ผิดผี จะเสียคำพูดไม่ได้
“ชอบเหรอ” ผมยิ้มกระซิบถาม
“อือ” พี่ใบหม่อนตอบเสียงแ่
“ชอบก็ดี กินอีกไหม”
“กิน” นางดันตัวขึ้นก้นงอนๆ ถูกับทวนที่อยู่ใต้ผ้าพอดี น่าอึดอัดเสียจริง เรานั่งกินกันต่อ สุดท้ายสาวสวยก็เมาหลับไป ส่วนผมก็เมา นอนแข็งเป็ท่อนไม้ทั้งคืน
ตื่นมาตอนเช้า สาวสวยก็หายไปแล้ว เหลือแค่ผมนอนอ้าซ่าโสร่งหลุดลุ่ย เดาว่าพี่ใบหม่อนคงเห็นหมดแล้วละ แต่ช่างเถอะ คนที่ทรมารจริงๆ ก็คงมีแต่ผมนี่แหละ หาเื่ใส่ตัวจริงๆ
สองวันผ่านไป ของที่สั่งไว้ก็มาส่ง พอดีกับตัวเรือนที่เสร็จแล้ว พื้นเรือนปูด้วยแผ่นหินตัด ปากหลุมปิดด้วยกระดานไม้ประดู่ ถมด้วยดินเหลือช่องเอาไว้สำหรับวางคอห่านพอดี ไม้ประดู่ไม่ผุง่ายๆ ปลวกก็กินมันไม่ได้ อย่างน้อยๆ 3-4 ปีนี้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าปากส้วมจะถล่ม คงไม่ดีนักถ้านั่งส้วมอยู่ดีๆ แล้วตกลงไปในบ่อขี้
ทอหรุ่ย เริ่มขนของลงจากเกวียน เพียงสามวันของที่สั่งก็ทำเสร็จแสดงว่าช่างปั้นลงมือทันทีที่รับงานไป ตากอยู่วันครึ่ง เผาอีกวันครึ่ง ก็เปิดเตา ผมไม่รู้หรอกว่าเครื่องปั้นที่มีคุณภาพดี ต้องทำอย่างไรใช้เวลาเผามากเท่าไร
ผมตรวจดูของที่มาส่งเห็นว่าไม่มีปัญหา ก็ขนของลง ทอหรุ่ย กลับไปทันทีที่ส่งของเสร็จ ช่างแสงเอาของไปติดตั้งตามที่คุยกันไว้ ไม่นานส้วมของผมก็กำเนิดขึ้นในยุคโบราณแห่งนี้
“เรือนนี้เรียกว่า ห้องน้ำ ใช้สำหรับถ่ายหนัก ตอนถ่ายให้นั่งถ่ายลงตรงนี้…..” ผมเริ่มสองวิธีการใช้ห้องน้ำ สอนแม้กระทั่งการตักน้ำล้างตูด สอนเสร็จก็กำชับทุกคน ห้ามเข้าไปถ่ายหนักในป่าอีก ปวดท้องเมื่อไรให้ไปเข้าห้องน้ำเท่านั้น ใครไม่ทำตามจะถูกลงหวาย 10 ที ใครเห็นคนไปถ่ายหนักในป่า มาแจ้งกล่าวโทษจะได้เงิน 1 เฟื้องเป็รางวัล
ั้แ่มีห้องน้ำ ก็ไม่มีใครเข้าไปขับถ่ายในป่าอีกเลย กลิ่นเหม็นที่เคยโชยมาก็หายไป แมลงวันที่เคยบินไปทั่วก็ลดลง ผมพาคนทำหลุมขยะอีกสองจุด ทำห้องส้วมเพิ่มอีกสองหลัง เพราะมีบาง่ส้วมไม่พอใช้ทำให้หลายคนต้องเข้าป่าอย่างช่วยไม่ได้
ขุดบ่อน้ำสำหรับน้ำกินน้ำใช้ อีกสองจุด สั่งห้ามไม่ให้ตักน้ำคลองมากินหรือใช้หุงหาอาหาร กว่าทุกอย่างจะเข้าที่ก็ผ่านไปอีก 6 วัน ผมลงทุนกับเื่พวกนี้ไปอีก 13 บาท
ถึงจะมากไปหน่อย แต่ก็เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ผมเอาแบบจำลองเครื่องรีดอ้อยให้ลุงแสงไปดูแล้ว แก่ขอเวลา 10 วันในการสร้างมันขึ้นมา วันนี้ผมตัดสินใจจะไปดูป่าอ้อย ที่ลุงเกิดบอกไว้ครั้งก่อน
เราออกจากเรือนกันแต่เช้า ลุงบุญเกิดพาล่องเรือลงไปทางใต้ เราสามคนล่องเรือไปเรื่อยๆ น้ำปิงพัดพาเรือของพวกเราไหลไปตามสายน้ำ ฝีพายแทบไม่ได้ลงพายเลยสักครั้ง ทำให้ขาไปไม่เหนื่อยอะไรมาก สายลมพัดผ่านท้องน้ำเข้ามาในเรือน บนเรือมาดเหล็ก ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น มองท้องน้ำต้องแสงอาทิตย์ ประกายระยิบระยับช่างสวยงามน่าดูชม เห็นปลาะโขึ้นมาให้ยลโฉมเป็พักๆ ชวนสายตาให้ได้ทักทายความงามของธรรมชาติ
“ลุงนั้นจระเข้เหรอ” ผมชี้ไปที่ฝั่งแม่น้ำปิง ตรงนั้นเป็เนินทราย มีไอ้เข้นอนอาบแดดอยู่หลายตัว
“ฮ้าๆๆ ใช่ขอรับ ไอ้เข้พวกนี้มันหากินแถวฝั่งน้ำตื้น เราอยู่น้ำลึกมันทำอะไรเราไม่ได้หรอก” ลุงเกิดอธิบาย ให้ตายเถอะยุคนี้มีไอ้เข้เต็มแม่น้ำขนาดนี้เลยเหรอ น่ากลัวเป็บ้าแบบนี้ใครจะกล้าลงน้ำไปหาปลากัน
“จริงสิลุง ที่ท่าน้ำเรือนเรา เคยมีไอ้เข้ เข้ามาป่วนบ้างไหม”
“ก็มีเป็พักๆ ขอรับ แต่ถ้าระวังดีๆ พวกมันก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก”
“แล้วเคยมีเด็กๆ ถูกลากไปกินบ้างไหม”
“ในเมืองกำแพงพอมีข่าวอยู่บ้างขอรับ แต่เรือนเราไม่มี ผู้ใหญ่จะตักน้ำมาให้เด็กๆ อาบไม่มีทางที่ไอ้เข้จะได้กินเด็กบ้านเราหรอกขอรับ” พรานบุญยิ้มตาหยี๋ มองเห็นฟันสีดำเป็ซี่ๆ ที่ฟันแกดำเพราะกินหมากมาหลายอี
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง แต่ยังไงก็น่ากลัวอยู่ดี” ผมโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน การไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ ผมรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยอีกแล้ว ต้องทำห้องอาบน้ำและหาทางผันน้ำจากลำธารขึ้นมาใช้ ให้ได้ กังหันน้ำเหรอ มันดูเด่นเกินไปหรือเปล่า แต่น่าจะไม่มีปัญหาก็แค่กังหันน้ำไม่ใช่เหรอ
ถึงทางแยก มีลำห้วยเล็กๆ ไหลลงมาน้ำปิง ที่นี่เรียกว่า คลองไทรน้อย เราต้องพายเรือทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามลำคลองไทรน้อยอีกพักใหญ่
นั่งเรือยาวนานถึงครึ่งวัน ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมาย ตรงหน้าของผมตอนนี้ เป็ป่าอ้อยกว้างสุดลูกหูลูกตา มองเห็นฝูงช้างเดินกินอ้อยอยู่ไกลๆ แลดูพวกมันคงมีความสุขมาก แต่ละตัวอ้วนถ้วนสมบูรณ์ นับดูคร่าวๆ มีราวๆ 20 ตัว
ลูกช้างสองสามตัววิ่งเล่นอยู่ในฝูงอย่างสบายอารมณ์ อ้อยส่วนใหญ่มีอายุหลายปี ลำใหญ่หนากว่าปกติ มีลำที่ตายแล้วแซมให้เห็นบ้างแต่ไม่มาก ไม่รู้ต้นไหนเป็ของ กอไหน มันขึ้นหนาจนรกทึบไปหมดไม่มีพืชอื่นๆ ขึ้นแซมพวกมันได้เลย
“นี่มัน สมบัติชัดๆ” ผมอุทานอยู่ในใจ เรือลองไปเรื่อยๆ จนมาถึงลานกลางป่าอ้อย ที่นี่เป็ลานหินขนาดวัดด้วยสายตาน่าจะราวๆ 400 ตารางวา พื้นเป็แผ่นหิน ต้นอ้อยงอกขึ้นไม่ได้ จึงเหลือลานโล่งๆ อยู่ตรงนี้ เราจอดเรือตรงท่าทรายหน้าลานหิน ดีที่ตรงนี้ไม่มีไอ้เข้ ไม่อย่างนั้นคงยุ่งยากไม่น้อย
“เยี่ยม อ้อยเยอะขนาดนี้เหมาะมาก พรานบุญเกิดสุดต้นน้ำต้องพายเรือขึ้นไปอีกไกลไหม” เห็นลำห้วยแคบลง ผมเลยถามดู
“ไม่ไกลขอรับ ปลายน้ำเป็น้ำตกเล็กๆ ่นี้น้ำน้อย หน้าฝนถึงจะมีน้ำให้เห็นมากหน่อย”
น้ำในลำห้วยนี้ ไหลลงแม่น้ำปิง ขนาดลำห้วยกว้างสุดไม่เกิน 10 วา พายเรือทวนน้ำขึ้นมาถึงตรงนี้ ลำห้วยก็แคบลงเหลือแค่ 5 วาเท่านั้น มีต้นไม้ขึ้นหนาตลอดลำห้วยไม้เลื้อยไม้เถาปกคลุมตลอดทั้งสองฝั่ง
มีบาง่ เถาไม้เลื้อย คลุมลำห้วยไปทั้งหมดจนมองไม่เห็นอะไรด้านหน้า ดีที่มีรูเล็กๆขนาดสองวาพอให้เรือมาดเล็กพาย ลอดมาได้ คาดว่าน่าจะเป็รูที่พรานทำเอาไว้เพื่อขึ้นมาดักสัตว์ ใช่ผมเดาไม่ผิดเลย คนที่ถางทางเอาไว้คือพรานบุญเอง ทันทีที่รู้ว่าผมสนใจป่าอ้อย พรานสิงห์กับลูกน้องก็ลงมือทันที ขึ้นฝั่งได้ผมก็จัดการตัดต้นอ้อย ออกมาหลายต้น ปอกเปลือกออกยัดเข้าปากชิมดู ความหวานของน้ำอ้อย
“มันหวานมาก อ้อยพวกนี้ดีมาก” ผมยกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ เราเดินสำรวจพื้นที่อีกเล็กน้อยก็ลงเรือกลับ เื่นี้จะรีบไม่ได้ มีสิ่งที่จำเป็ต้องทำอีกหลายอย่าง ต้องลงทุน ต้องวางแผนอะไรอีกเยอะ
ผมคิดแผนอยู่ในหัวเงียบๆ ขณะที่เรือล่องไปตามคลอง รู้ตัวอีกทีเรือก็พ้นคลองออกสู่แม่น้ำปิง เราพายเรือทวนน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงเรือนก็ฟ้ามืดพอดี
บนเรือน วันนี้ไม่ได้จิบสาโท ผมนอนเอนหลังอยู่ในเรือน ในหัวกำลังครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้หลายอย่าง สองวันก่อนออกไปสำรวจเมืองกำแพงมาแล้ว ที่นี่ ยังไม่มีร้านเครื่องเทศการซื้อขายส่วนใหญ่ทำกันที่ท่าเรือเมืองกำแพง ที่นั่นมีเรือพ่อค้าเร่ ล่องเรือมาเทียบเป็ประจำ อยากได้เกลือ อยากได้น้ำตาลก็ต้องรอเรือพ่อค้าเร่แวะมาเสียก่อน
ผมกำลังตัดสินใจว่าจะเปิดร้านขายของที่ท่าเรือ ตรงนั้นมีที่ดินเปล่าอยู่หลายผืน ไม่รู้ว่าจะซื้อมาได้หรือเปล่า
เปิดร้านซื้อของที่จำเป็จากเรือพ่อค้าเร่หรือแหล่งอื่นๆ มาวางขายในร้าน ชาวบ้านจะได้มีตัวเลือก อยากได้อะไรก็มาซื้อที่ร้านได้ตลอด ไม่ต้องรอเรือพ่อค้าเร่อีก
“คิดอะไรอยู่หรือเ้าค่ะ” พี่ใบหม่อน ถามขึ้นเสียงกระซิบ นางนอนแนบกายอยู่บนแผงอกของผมด้วยความเคยชิน หลายวันมานี้เราสองคนนอนเตียงเดียวกันตลอด ความเขินความอายมันจางหายไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวที่ไม่ได้ทำคือ กินนางเสีย
“พี่ใบหม่อน เคยขายของที่ตลาดหรือเปล่า”
“ไม่เคยเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร เอาไว้ข้าเปิดร้านขายของข้าจะสอน”
“นายน้อยจะขายอะไรหรือเ้าค่ะ”
"หลักๆ ก็เกลือกับน้ำตาล หรือบางทีก็ขายมันทุกอย่าง แต่ก่อนอื่นพรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองไปหาท่านพระยาสักหน่อย”
“ท่านพระยาไม่กลับเรือนนอกมาหลายวันแล้วนายน้อยไปหาท่านบ้าก็ดีนะเ้าค่ะ”
“หึ ไม่ไปหาก็ไม่เป็ไรหรอก ท่านพ่อไม่ขาดความอบอุ่นหรอก ได้ยินว่าที่เรือนหลวงท่านพระยามีเมียบ่าวเก็บไว้หลายคน”
“จริงหรือเ้าค่ะ”
“ไม่รู้สิ แค่ได้ยินพี่แผนพูด” ผมไม่สนใจชีวิตส่วนตัวของบิดานัก ยังไงความผูกพันที่เคยมีก็ไม่มาก บิดาเป็คนทุ่มเท ทำการทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนไม่มีเวลาเหลือให้ครอบครัว พลังงานทุกอย่างก็ทุ่มไปกับงานจนหมด ลูกเมียจะอยู่จะกินอย่างไร ก็คงไม่มีเวลาคิดถึง
แต่ก่อนมีท่านแม่คอยกำกับดูแลงานในเรือนทุกอย่าง ตอนนี้ไม่มีแล้ว ลูกๆ ก็ต้องอยู่กันเองแบบนี้แหละ คิดไปคิดมาผมก็ผล็อยหลับไป
รุ่งเช้าผมเข้าเมืองั้แ่ไก่ขัน ตั้งใจไปหาพระยาเกิดที่เรือนเพราะไม่อยากเข้าตำหนักกลางเมืองกำแพง ผมไม่ชอบที่ที่คนเยอะ ไม่อยากเข้าสังคมผู้ดีมากนัก อยู่กำแพงมาจะถึงเดือน งานเลี้ยง งานบุญต่างๆ ผมก็ไม่เคยไป บิดาถามอยู่หลายครั้งผมก็บ่ายเบี่ยงอยู่ตลอด
พระยาเกิดก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะผมอายุยังไม่ถึง 15 ในสายตาบิดาผมยังเด็กอยู่ แต่ในอนาคต คงต้องเข้าสังคมบ้าง การค้าขายหนีไม้พ้นเื่เส้นสาย กับหน้าตา ยิ่งรู้จักคนมากลูกค้าก็มากตาม