เช้าวันถัดมาเจินเจินหอมแก้มกู้อวี้จนใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำลายแล้วถึงค่อยลงจากเตียงเด็กหญิงหยิบเสื้อตัวนอกและรองเท้ามาสวม เสร็จเรียบร้อยจึงเดินไปข้างเตียงแล้วยื่นมือกุมมือพี่ชายพร้อมลูบใบหน้าอีกฝ่ายอย่างอาลัยอาวรณ์ “พี่ชาย ข้าท่านพ่อแล้วก็พี่ชายสุนัขจิ้งจอกจะต้องขึ้นเขาแล้วพี่ชายต้องทำตัวเป็นเด็กดีกินยาให้ตรงเวลารู้หรือไม่”ที่แท้เมื่อคืนเจินเจินแอบเข้ามาในห้องของกู้อวี้อีกแล้วนี่เอง กล่าวจบก็รีบวิ่งออกจากห้องไป
ครั้นเจินเจินจากไปแล้วกู้อวี้ลืมตาขึ้น ในแววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อนเมื่อครู่นี้เขาเกือบจะยื่นมือไปจับมือนางแล้วบอกว่าอย่าไป แต่หากรั้งให้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่…สมองของเขาพลันปรากฏภาพยามที่เด็กหญิงนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสืออย่างเหม่อลอยไร้ชีวิตชีวาสลับกับภาพในยามที่นางเล่นกับเด็กคนอื่นในหมู่บ้านอย่างสนุกสนาน
สองภาพนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกลังเล รู้ตัวอีกทีเจินเจินก็วิ่งออกจากห้องไปแล้วเฮอะ เวลานี้เองที่อารมณ์ไม่พอใจได้เข้ามาแทนที่ อีกฝ่ายเป็นสตรีแต่กลับออกไปข้างนอกบ่อยๆแบบนี้ใช้ได้ที่ใดกัน ไม่รู้หรือไรว่าบนเขานั้นอันตราย กู้อวี้ยื่นมือไปลูบขาขณะในใจมีต้นไม้ที่ชื่อว่าความหวังแตกหน่อออกใบกลายเป็นต้นไม้ใหญ่
หากเขาสามารถเดินไปไหนมาไหนได้คงจะดีไม่น้อยหากเจินเจินอยากไปที่ใดก็จะได้ไปเป็นเพื่อนไม่ต้องมาคอยเป็นกังวลกลัวว่านางจะถูกรังแกหรือหายไป สมองของเขาในเวลานี้สับสนยุ่งเหยิงไปหมดประหนึ่งแมวน้อยที่ถูกเชือกพัน ไม่ว่าจะใช้กรรไกรตัดอย่างไรเชือกก็ยังพันอยู่เช่นนี้แก้ไม่ได้เสียที ต่อมาเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองลืมบางอย่างไปจนมารดาถือกะละมังใส่น้ำมาให้ล้างหน้าล้างตาถึงค่อยนึกออก เมื่อครู่ก่อนออกไปเจินเจินหอมแก้มเขา!
ครั้นแลเห็นบุตรชายมีสีหน้าอึมครึมกู่ซื่อเอ่ยว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เจินเจินไม่มีทางเป็นอันใดไปแน่ บิดามารดาและน้าชายของนางก็ตามไปด้วยเจ้านี่นะ อย่าเอาแต่ทำหน้าเช่นนี้ เจินเจินเป็นเด็กน่ารักสดใสร่าเริงแต่เจ้ากลับเอาแต่จะบังคับให้นางทำในเรื่องที่ไม่ชอบ เจินเจินเปรียบเสมือนนกที่โบยบินอย่างอิสระบนท้องฟ้าหากเจ้าบังคับนางอยู่เช่นนี้ไม่ต่างอันใดกับการจับนกมาขังไว้ในกรง”
บิดามารดาล้วนรู้จักบุตรของตนเองดีไฉนบุตรชายถึงอารมณ์ไม่ดี กู่ซื่อหรือจะไม่ทราบ
ครั้นได้ยินว่าบิดามารดาและน้าชายของเจินเจินตามไปด้วยสีหน้ากู้อวี้ค่อยดูดีขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อมีมารดาตามไปด้วย อย่างน้อยก็จะดูแลนางได้
“พวกนางออกเดินทางไปกันแล้วหรือท่านแม่ ท่านได้เตรียมเสื้อผ้าหนาๆ ให้นางนำไปด้วยหรือไม่ อาหารและน้ำสะอาดเล่า เตรียมให้เพียงพอแล้วใช่หรือไม่”กู้อวี้เอ่ยถาม
กู่ซื่อยิ้มอย่างรู้ทัน “พวกนางออกเดินทางแล้วข้าเตรียมของให้ครบแน่นอน อยู่บนนั้นนางไม่มีทางหนาวหรือหิวแน่”
ในที่สุดบุตรชายก็เรียนรู้ที่จะเป็นห่วงผู้อื่นเสียทีอีกทั้งรอบกายยังเริ่มมีกลิ่นอายของความมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากเจินเจินเข้ามาอยู่ในบ้าน เด็กหญิงผู้นี้คือดาวนำโชคของทุกคนในบ้านโดยแท้
แท้จริงแล้วพอกู่ซื่อทราบว่าฉินเจียกงฉินเจียมู่ รวมถึงน้องชายของฉินเจียมู่ตามไปด้วย นางก็อยากตามไปด้วยเช่นกัน คนทั้งหมดต้องค้างอ้างแรมบนเขาหลายวันนางจึงกลัวว่าเจินเจินจะกินไม่อิ่มนอนไม่หลับ ทว่าครอบครัวฉินเจียกลับยืนยันเสียงแข็งไม่ยอมให้ตามไปบอกว่าร่างกายนางยังไม่แข็งแรง หากไปด้วยอาการอาจกำเริบได้ครอบครัวของฉินเจียช่างเป็นคนดีเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ต้องเป็นเพราะถูกบ้านใหญ่สกุลหยวนใส่ร้ายและนำไปพูดในทางที่ไม่ดีเป็นแน่คนในหมู่บ้านถึงได้เข้าใจพวกเขาผิด
กู่ซื่อไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าภายในตะกร้าที่สามีภรรยาหยวนรวมถึงจ้าวจินจู้สะพายอยู่นั้นมิได้มีเสื้อผ้าหรืออาหารแต่อย่างใดมีแค่ตะกร้าเปล่าๆ โดยทั้งสามวางแผนว่าจะขออาหารจากพวกหลิ่วตี๋ส่วนที่เอาตะกร้ามานั้น…
“ท่านหมอเทวดาชวีท่านรู้จักสมุนไพรมากมาย ระหว่างเดินทางอย่างไรก็ไม่มีสิ่งใดทำอยู่แล้วไม่สู้ท่านสอนเรื่องสมุนไพรให้แก่ข้าสักเล็กน้อย” หลังเดินขึ้นเขามาได้ระยะหนึ่งหยวนเหล่าเอ้อร์เข้าไปพูดคุยกับหมอเทวดาชวี
หมอเทวดาชวียิ้มตกลงด้วยเหตุนี้ระหว่างทางเมื่อเจอสมุนไพรตัวใดก็จะบอกชื่อและอธิบายสรรพคุณให้ฟังนอกจากนี้ยังบอกอีกด้วยว่าควรต้องขุดขึ้นมาอย่างไร
เจินเจินเข้ามาร่วมฟังด้วยเช่นกัน“ที่แท้มันชื่อนี้หรอกหรือ!”
“มันมีค่าหรือไม่”หยวนเหล่าเอ้อร์ถาม
ครั้นทราบราคาจากหมอเทวดาชวีเมื่อใดค่อยตัดสินใจว่าจะขุดเอากลับไปด้วยหรือไม่ ให้เพียงจดจำเอาไว้สมองของมนุษย์เรามีอยู่แค่นี้ หากจดจำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไป ไม่เท่ากับเปลืองเนื้อที่ในสมองหรอกหรือหากเป็นแบบนั้นก็ยิ่งบดบังความเก่งกาจของเขาหมดน่ะสิ!
หลิ่วตี๋ขมวดคิ้วเจินเจินบอกว่าต้องข้ามเขาสามลูกจึงจะถึงที่หมายหากยังคงใช้ความเร็วระดับนี้ในการเดินทาง เมื่อใดจะไปถึงบริเวณที่นางบอกเอาไว้
“พวกเรารีบไปให้ถึงที่ที่เจินเจินบอกก่อนเถอะแล้วพวกท่านค่อยขุด”หลิ่วตี๋กล่าวด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก
จ้าวจินจู้จะมีท่าทีหวาดกลัวทุกครั้งที่หลิ่วตี๋กล่าวคำใดออกมาสักคำเขามักจะตัวแข็งทื่อแล้วหันไปมองพี่เขยอย่างตื่นๆ
หยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มตอบ “คุณชายหลิ่วท่านรีบหรือ ถ้าเช่นนั้นพวกท่านเดินทางนำหน้าไปก่อนเลยแล้วพวกเรากับเจินเจินค่อยตามไป” อีกฝ่ายอยากให้บุตรสาวของเขานำทางแต่กลับรังเกียจหาว่าพวกเขาเดินทางช้าเช่นนั้นหรือ
“ท่านอย่าลืมนะว่าข้าไม่ได้ให้ท่านนำทางโดยมิได้ให้อะไรตอบแทน” หลิ่วตี๋กล่าวเตือน เจ้าคนโลภมากผู้นี้หากเป็นแต่ก่อนเขาคงพุ่งเข้าไปจัดการอีกฝ่ายแล้ว เพียงแต่…ครั้นเลื่อนสายตาไปยังเจินเจินที่กำลังช่วยมารดาขุดสมุนไพรก็ตัดใจทำไม่ลง
“ถูกต้องพวกเราไม่ได้จะไม่นำทางท่านเสียหน่อยเพียงแต่ท่านก็ต้องเห็นใจชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเราด้วย การที่พวกเรามานำทางให้ระหว่างนี้ก็ต้องหยุดกิจการไป นับว่าสูญเสียเงินไปไม่น้อยเลยท่านดูน้องชายของภรรยาข้า เขาน่าสงสารมาก อายุสิบแปดแล้วแต่ยังไม่ได้แต่งภรรยา...”
“ข้าให้หนึ่งร้อยตำลึงให้พวกเจ้าเลิกขุดแล้วรีบนำทางพวกเราไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด”หลิ่วตี๋เอ่ยอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ตกลง!”หยวนเหล่าเอ้อร์ตอบรับทันควัน จากนั้นหันไปกล่าวเร่งภรรยา “เจ้าเลิกขุดได้แล้วพวกเราต้องรีบเดินทางจะทำให้คุณชายหลิ่วเสียเวลาไม่ได้อีกอย่างที่บ้านก็ไม่มีคนอยู่ รีบไปจะได้รีบกลับ”
จ้าวจินจู้ตาโตอย่างตกตะลึง ‘พี่เขย นี่ท่าน…’
ไฉนพี่เขยถึงได้โกหกตาไม่กะพริบเช่นนี้ทั้งที่คุณชายหลิ่วจ้างไม่ให้เก็บสมุนไพรด้วยเงินหนึ่งร้อยตำลึงแท้ๆแต่กลับบอกว่าจะรีบไปรีบกลับเพราะเป็นห่วงบ้าน
ว่าแต่หนึ่งร้อยตำลึงมันคือเท่าใด?
เรื่องนี้จะโทษจ้าวจินจู้ได้อย่างไรคนในยุคนี้ส่วนใหญ่ล้วนไม่รู้หนังสือ ผู้ที่รู้หนังสือและคำนวณเป็นก็ล้วนเป็นพวกบัณฑิตส่วนชาวบ้านธรรมดาเพียงแค่นับเลขได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
จ้าวซื่อเร่งมือขุดสมุนไพรใส่ในตะกร้าก่อนทำท่าจะอุ้มเจินเจินขึ้นมา ทว่าหลิ่วตี๋กลับเดินเข้ามาแล้วชิงแย่งอุ้มไปเสียก่อน“เดี๋ยวข้าอุ้มเอง”
เจินเจินใช้แววตาสุกใสจับจ้องไปยังใบหน้าเย็นชาทว่าหล่อเหลาของหลิ่วตี๋จากนั้นยื่นมือไปลูบๆ บริเวณหัวใจ “พี่ชายสุนัขจิ้งจอกท่านก็มีปัญหาหัวใจโดนลมไม่ได้เช่นกันหรือ”
หลิ่วตี๋ “…”
อะไรคือมีปัญหาหัวใจโดนลมมิได้?
“หืม?”
“ท่านถึงได้จะให้ข้าช่วยบังลมให้อย่างไรเล่าท่านวางใจเถิด เรื่องนี้ข้าถนัดนัก” กล่าวจบเด็กหญิงก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวดุจหิมะอย่างชัดเจน
ทุกคน “…”