“พวกท่านมิใช่มีชีวิตนิรันดร์หรอกหรือ”
หนุ่มใหญ่ถามด้วยความสงสัย เพราะตามตำนานในโลกเดิม เทพทั้งหลายเป็ะ
“หึ!”
ท่านเทพเหมือนขุ่นเคืองด้วยเื่อันใดสักอย่าง
“แม้ว่าการกินของเทพอย่างข้า จะมีความหมายต่างกับการกินของมนุษย์เช่นพวกเ้า"
ท่านเทพเริ่มเปิดเผยถึงความจริงที่เหล่าทวยเทพต้องเผชิญ
“เทพอย่างพวกข้าก็ต้องกิน แต่เป็การกิน ‘พลังงาน’ ที่ได้จากเครื่องสักการะต่าง ๆ ที่รับจากพวกเ้า ลองคิดซิถ้าเหล่าเทพไม่ได้รับบรรณาการ มันจะเกิดอะไรขึ้น...”
“ทุกชีวิตล้วนต้องขับเคลื่อนด้วย พลังงาน อะไรบางอย่าง หากเทพอย่างพวกข้าไร้ซึ่ง พลังงาน มันก็ถึงจุดสิ้นสุดแห่งชีวิตนิรันดร์”
ท่านเทพแสดงให้เห็นถึงความจำใจ เงยหน้ามองหมู่ดาวบนฟากฟ้าคล้ายดังรำลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง
“หากขาดเครื่องบรรณาการที่เพียงพอ มันอาจทำให้พวกเทพต้องแย่งชิงทรัพยากรกันเอง"
"เทพที่อ่อนแอก็จะโดนเทพที่แข็งแกร่งแย่งชิงทรัพยากร ถ้าหากไม่อยากโดนแย่งชิงก็ต้องไปอยู่ใต้อาณัติของเทพชั้นสูงแล้วคอยแบ่งเครื่องสักการะที่ได้ขึ้นไปให้"
"มันก็ไม่ต่างจากพวกเ้าเท่าไหร่นัก เพียงแค่พวกข้าตัวใหญ่กว่า ขยับที รอบข้างก็ะเื พวกข้าถึงไม่ค่อยขยับกัน”
ท่านเทพสาธยายต่อไป ดูเผิน ๆ ก็ไม่ต่างกับชีวิตมนุษย์ธรรมดาเท่าไหร่เลย
“ท่านเทพต้องออกกำลังกาย ขยับร่างกายอยู่เสมอนะขอรับ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง”
คอมเวลล์กล่าวด้วยความเป็ห่วงอย่างจริงใจ ด้วยรอยยิ้มมุมปาก พร้อมกับทำท่าทางบิดซ้ายบิดขวาเหมือนกำลังยืดกล้ามเนื้อ
ฟึ้บ!
ท่านเทพ ดีดนิ้วเบา ๆ ส่งแรงลมพุ่งตรงไปทางนิโคลัส
ปึ๊ก!
หนุ่มใหญ่ถึงกับหน้าหงาย ตีลังกาไปตามแรงลมหลายรอบ แต่ไม่ได้รับาเ็อะไร
ในขณะเดียวกัน คลื่นพลังได้กระจายออกไปรอบข้าง ทำให้เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ห่าง ๆ ถึงกับล้มหงายลงไป
แม้กระทั่งที่ชายป่าโดยรอบที่มีเหล่าองครักษ์เดินลาดตระเวนอยู่ถึงกับทรุดเข่าลงไปหลายคน
ครั้งนี้ทุกคนต่างหน้าซีดเผือด มือไม้สั่นเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและต้องทำอย่างไรต่อไป ได้แต่รอตามกำหนดเวลาที่นายน้อยได้บอกไว้ก่อนหน้านี้
“แล้วสิ่งของ ระดับเงิน ที่ข้าต้องสักการะท่านทุกปี ราคาเท่าไหร่?”
เมื่อลุกขึ้นได้และเดินกลับมาที่เดิม ก็ถามเข้าประเด็นทันที ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขี้น
เด็กหนุ่มหลังจากลุกขึ้นได้ก็ยืนตัวสั่นก้มหน้ากุมมือไว้ด้วยกัน โดยเลี่ยงไปยืนอยู่ด้านหลังร่างหนุ่มใหญ่ โดยหวังว่าเขาจะช่วยบังไว้ให้ก่อนหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ทว่าอาจไม่ทันได้คิด ว่าร่างของนิโคลัสนั้นโปร่งแสง ไม่อาจป้องกันให้ได้เลย
"อาวุธระดับเงินก็แค่รถยนต์ทั่วไปหนึ่งคันเท่านั้น"
ก่อนกล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
"แต่ยามใดที่เ้า้าความช่วยเหลือแบบทันที เ้าต้องสักการะข้าด้วยสิ่งของระดับทองขึ้นไปเท่านั้น"
"เพราะข้าต้องผ่านมิติเข้ามาในโลกนี้ แล้วก็ขึ้นอยู่กับความยากของเื่ที่เ้าขอให้ช่วยด้วย"
เทพผู้พิทักษ์หันไปทางหนุ่มน้อยเบลลาทอร์ ก่อนกล่าวต่อ
"ดูอย่างที่ข้าพาเ้าข้ามมิติมา ข้าต้องจ่ายด้วยทรัพย์สินสามในสี่ส่วนของเครื่องบรรณาการทั้งหมดของตระกูลเลยเชียวนะ และข้าต้องออกของข้าไปก่อนด้วยซ้ำ เมื่อสัญญาแล้วเสร็จข้าถึงได้สิ่งของคืนมา เ้าคิดว่าเป็เื่ง่ายนักหรือไร”
เทพผู้พิทักษ์ได้อธิบายให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องแลกมาเพื่อนำิญญามาที่นี่
“ข้าทราบแล้วท่านเทพที่เคารพ เรามาเริ่มพิธีกันให้จบเถอะขอรับ”
คอมเวลล์ยอมรับอย่างว่าง่าย เพราะอย่างไรเขาก็ต้องเดินบนเส้นทางนี้อยู่ดี คิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
“ดี เ้าหนูเบลลาทอร์ เ้าพร้อมแล้วใช่ไหม”
ท่านเทพหันไปเอ่ยถามกับหนุ่มน้อยเบลลาทอร์
“ขอรับท่านเทพพิทักษ์”
เด็กหนุ่มรับคำ ด้วยสีหน้าจริงจัง และเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อนหันหน้าไปทางร่างหนุ่มใหญ่ที่ตรงหน้า
“ข้อน้อยขอฝากอนาคตของตระกูลเบลลาทอร์ไว้กับท่านผู้มีพระคุณด้วยขอรับ"
เด็กหนุ่มกล่าวคำขอบคุณพร้อมกับคุกเข่าลงพื้น
"และแม้ว่าท่านจะทำไม่สำเร็จ ข้าน้อยและตระกูลยังคงขอบคุณต่อความพยายามของท่าน”
เขากราบคารวะด้วยความเคารพ ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนและหันไปทางเทพผู้พิทักษ์ แสดงให้เห็นว่า พร้อมแล้ว
เมื่อทุกอย่างพร้อม เทพผู้พิทักษ์ได้ยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น ส่งพลังที่สีฟ้าอ่อน ๆ ดูนุ่มนวลไปทาง ร่างิญญา และเด็กหนุ่ม
คลื่นพลังสีฟ้าอ่อน ที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมจาง ๆ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ได้เข้าคลุมรอบตัวทั้งสอง ก่อนที่จะค่อยดึงเข้าหากัน
ร่างิญญาของคอมเวลล์ค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับร่างของเด็กหนุ่มเบลลาทอร์
ในขณะเดียวกัน ร่างโปร่งแสงอีกร่างหนึ่งค่อย ๆ ออกจากกายเนื้อ นั่นคือร่างิญญาของเด็กหนุ่มที่กำลังจะออกจากร่างตนเอง
ทันทีที่ ร่างิญญาของเด็กหนุ่มออกจากร่างเดิมทั้งหมดแล้ว ร่างิญญาของคอมเวลล์ก็หลอมรวมเข้ากับร่างของ นิโคลัส เบลลาทอร์ ได้อย่างสมบูรณ์
ทันใด เริ่มมีแสงสีทองจาง ๆ กระจายออกจากร่างของนิโคลัส
แสงนั้นกระเพื่อมอย่างช้า ๆ คล้ายดังแสงออโรร่าเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน มันทั้งสวยงาม น่าหลงใหล และลึกลับ ในเวลาเดียวกัน
แสงสีทองอร่ามยิ่งมายิ่งเด่นชัดขึ้น พร้อมกับประกายแสงระยิบระยับล้อมรอบไปทั่วบริเวณวงเวท
ร่างหนุ่มน้อยยังคงหลับตาอยู่ โดยไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงใดเกิดรอบตัวเขา
ความทรงจำต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างนี้ เริ่มหลอมรวมเข้ากับจิตใจของคอมเวลล์
ไม่ว่าจะเป็ประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดของเด็กหนุ่ม ตำราทุกเล่มที่เคยอ่านผ่านตา ความรู้ที่ผู้อื่นสอนสั่ง
รวมถึงเื่ลับ ที่ไม่อาจให้ใครรู้ ล้วนหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิดของคอมเวลล์ทั้งหมด
เขาเริ่มรู้สึกปวดหัวจากเล็กน้อยและเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีทีท่าจะหยุดลง
ร่างน้อยถึงกับล้มทรุดตัวล้มลงไปกองกับพื้น แม้โดยปกติเข้ามีความอดทนขั้นสูงมาก แต่ความเ็ปในครั้งนี้ มันเกินกว่าจะต้านทานได้ ถึงขนาดเปล่งเสียงร้องออกมาดัง ๆ
"อ๊ากกก!"
คอมเวลล์ร้องลั่นด้วยความเ็ปถึงที่สุด เป็ความเ็ปที่เข้าไปถึงจิติญญาของเขาเลยทีเดียว
“วิเศษ วิเศษ.. ฮ่าฮ่าฮ่า”
เทพผู้พิทักษ์หัวเราะร่า ด้วยความพึงพอใจ เมื่อเป็ประกายสีทองระยิบระยับรอบตัวของนิโคลัส แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใด ๆ ออกมา
ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ อาการของร่างเด็กหนุ่มค่อย ๆ ดีขึ้น จนเขาสามารถลุกขึ้นนั่งและหอบหายใจอย่างแรง
เขาพักปรับลมหายใจอยู่ซักครู่ แล้วลุกขึ้นยืนตัวตรงได้อีกครั้ง
แสงสีทองอร่ามที่เคยปรากฏได้หายไปั้แ่นิโคลัสเริ่มนั่งได้ และวงแหวนเวทที่เคยส่องสว่าง ค่อย ๆ จางหายไปอย่างช้า ๆ
“เป็อย่างไร รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม”
ท่านเทพพูดกับร่างเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ข้านึกว่าจะทนไม่ไหวแล้ว มันเหมือนิญญาข้าจะถูกฉีกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย”
คอมเวลล์ที่อยู่ในร่างหนุ่มน้อยนิโคลัส นึกถึงความเ็ปที่ได้รับไม่สักครู่
“กับร่างกายนี้ข้าไม่มีข้อตำหนิอะไร เพียงรู้สึกว่า มัน เล็กไปหน่อย”
เขาพูดพร้อมก้มลงไปมองด้านล่างของตัวเอง
ถ้าิญญาสามารถหน้าแดงได้ ตอนนี้เด็กหนุ่มเบลลาทอร์ที่กลายเป็ิญญาแล้ว คงหน้าแดงด้วยความโกรธจัดจนอยากเดินเข้าไปทุบร่างตนเองซักทีแน่นอน
“ร่างนี้พึ่งสิบเจ็ดเองนะ เ้าจะเอาอะไรนักหนา เ้าอยากได้ขนาดไหน เ้าก็พยายามเอาแล้วกัน อย่าลืมเื่ขยายตระกูลล่ะ”
ท่านเทพกล่าวลอย ๆ พร้อมมองไปทางนิโคลัส ด้วยแววตายิ้ม ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นับั้แ่นี้ เ้าคือ นิโคลัส เบลลาทอร์ โดยสมบูรณ์"
“เอาหล่ะ ตามข้อตกลงในสัญญาอัญเชิญ ข้าต้องมอบพลังส่วนหนึ่งของข้าแก่เ้า”
ท่านเทพกล่าวพร้อมยกนิ้วชี้ชูขึ้น
เมื่อปรากฏประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นที่ปลายนิ้วแล้ว จึงชี้นิ้วเล็งไปที่ทางหว่างคิ้วของร่างกายเนื้อ
แสงสีขาวพุ่งวาบเข้าสู่หว่างคิ้วแล้วหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
“พลังกายโดยกำเนิดของข้าเป็ระดับ เทพา เพราะตัวข้ามีร่างเทพโดยกำเนิด นั่นทำให้สามารถฝึกทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ร่างกายได้เกือบทุกสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็ นักรบ นักล่าหรือแม้แต่นักฆ่าที่เ้าเคยเป็มา ยกเว้นเพียงอัศวินที่ต้องมีแกนออร่าถึงจะนับว่าเป็อัศวิน”
เขากล่าวพร้อมกับสังเกตนิโคลัสไปพร้อม ๆ กัน
“หากใช้ความพยายามเท่ากับผู้อื่น ผลสำเร็จที่ปรากฏ มันทำให้ผู้อื่นแค้นเคืองได้เลยทีเดียว”
เขาหัวเราะเบา ๆ เมื่อนึกถึงเื่ราวก่อนที่เขาจะสำเร็จเป็เทพ
“แต่ระดับพลังกายที่ข้ามอบให้เ้า เป็เพียง ระดับกึ่งเทพ เท่านั้น ซึ่งเป็ระดับสูงสุดที่ข้าสามารถมอบให้ใครสักคนได้ แต่เ้าไม่ต้องผิดหวังไป ในโลกนี้ ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ต่ำกว่ากึ่งเทพ ถือเป็ระดับสูงสุดแล้ว และมีเพียงจำนวนคนที่นับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียวเท่านั้น"
เทพพูดด้วยความภูมิใจ
"หากเ้าพยายามฝึกฝนอย่างเต็มที่ อาจใช้เวลาซักสองร้อยปี เ้าก็น่าจะไปถึงระดับ นักสู้ศักดิ์สิทธิ์ ได้”
เทพผู้พิทักษ์บอกกล่าวถึงระดับขั้นที่เขาได้มอบให้กับนิโคลัส
“ต่อไป เป็สิ่งของที่ข้าจะมอบให้เ้าเพิ่มเติม ตามที่เคยบอกเ้าไว้”
ท่านเทพกางมือออก ทันใดก็ปรากฏตำราหนังปกแข็งเล่มหนึ่งขึ้นบนมือ
ปกตำราทำจากหนังของสัตว์อสูรชนิดหนึ่ง แม้แต่หนุ่มน้อยที่มาจากตระกูลใหญ่ยังไม่เคยเห็น สีดำเป็มันวาว ลักษณะเหมือนเกล็ดของสัตว์บางประเภท มันให้ความรู้สึกถึงความโบราณและเร้นลับน่าค้นหา แต่ก็แฝงไปด้วยความน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
“นี่คือ ตำราแห่งสรรพสัตว์ เ้ารับไว้ก่อนแล้วค่อยเอามันออกมาดูภายหลัง"
"เมื่อเ้าใช้จิตของเ้าคิดถึงมัน มันจะออกอยู่ในมือเ้าเอง และมันจะบอกวิธีใช้งานทุกอย่างแก่เ้า”
ท่านเทพ ส่งตำราเล่มนั้น ลอยตรงไปที่หน้าอกของร่างหนุ่มน้อย
เมื่อตำราถึงร่าง ก็ค่อย ๆ จมหายเข้าไปในกายอย่างช้า ๆ
"ที่ข้าให้ตำราเล่มนี้แก่เ้า ข้าคิดว่า อย่างน้อย เ้าจะได้มีเพื่อน ที่ไว้วางใจได้จริง ๆ"
"ไม่ต้องกลัวว่าเ้าจะอยู่ในโลกนี้เพียงลำพัง เหมือนอย่างที่เคยเป็ในโลกก่อนของเ้า”
เทพผู้พิทักษ์กล่าวพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ด้วยความชื่นชมต่ออดีตนักฆ่าผู้นี้อย่างจริงใจ
“ขอบคุณขอรับท่านเทพผู้พิทักษ์”
นิโคลัสขอบคุณท่านเทพด้วยความซาบซึ้งใจ เขาเข้าใจถึงความห่วงใยที่ท่านเทพให้เป็อย่างดี
สิ่งที่เขาไม่เคยมีในโลกใบเก่าคือ เพื่อน เพื่อนที่สามารถคุยเล่นได้ เพื่อนที่สามารถเอาความทุกข์ ความลำบากระบายให้ฟังได้ และคอยรับฟังอยู่ข้าง ๆ เสมอ
แม้ช่วยอะไรไม่ได้ เพียงอยู่เป็เพื่อนก็เพียงพอแล้ว
ในโลกใบเก่าแม้เป็ยอดนักฆ่า แต่ต้องคอยหลบซ่อน ปลอมตัว และย้ายที่อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ถูกจับและถูกตามล่า
การเป็นักฆ่าทำให้ไม่สามารถอยู่ทีเดิมเป็เวลานานได้ นั่นทำให้หนุ่มใหญ่ไม่เคยมีเพื่อนจริง ๆ จัง ๆ มาก่อนเลย
“ข้าทำหน้าที่ของข้าเสร็จสิ้นแล้ว ถึงเวลาแยกย้ายกันได้แล้ว”
ท่านเทพบอกกล่าว เตรียมตัวกลับ
“ข้าขอเวลาคุยกับเ้าหนูซักครู่ได้หรือไม่ขอรับ ข้ามีข้อสงสัยบางอย่างต้องถามเขา”
นายน้อยคนใหม่ขอร้องขึ้นมา พร้อมด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้นทันใด ต่างจากก่อนหน้าที่คุยเล่นกับท่านเทพอย่างสิ้นเชิง
“ตามสบาย”
ท่านเทพสังเกตเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของหนุ่มใหญ่ เข้าใจได้ทันทีว่าต้องเป็เื่ที่สำคัญจึงให้สัญญาณกับเด็กหนุ่มให้คุยกับนิโคลัสได้เลย
“ข้าขอถามเ้าให้แน่ใจก่อน ตอนนี้ เหล่าองครักษ์ที่เหลือของเ้ามีจำนวนสิบหกคน ถูกต้องไหม? นับคนที่าเ็ด้วยแล้วหรือยัง?”
นิโคลัสถามเข้าประเด็นไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย
“สิบหกคน นับรวมคนที่าเ็แล้วขอรับ”
เด็กหนุ่มตอบคำถามตรง ๆ เช่นกัน เพราะรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ มือจึงกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
“เ้าคิดว่าใครในสิบหกคนนี้ คือคนทรยศ..”
เขาสังเกตสีหน้าของเด็กหนุ่ม ที่เริ่มแสดงสีหน้ากลัดกลุ้มให้ได้เห็นอย่างชัดเจน
“ข้า..ข้า..”
เด็กหนุ่มไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้เลย เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำถามนี้
องครักษ์ทุกคนได้ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน เคยาเ็กันมาทุกคน แล้วจะให้เขาคิดว่ามีผู้ทรยศได้อย่างไร
“เ้าเป็คนบอกข้าว่า เ้าหนีออกมาทาง ‘ทางลับ’ ที่มีเพียงพ่อของเ้าที่รู้ และบอกเพียงเ้ากับพ่อบ้าน ก่อนที่เ้าหนี ไม่มีคนอื่นที่รู้ความลับนี้แน่นอน ถูกต้องไหม”
หนุ่มใหญ่เหมือนได้กลับไปเป็ เมจิกเชี่ยน พยายามถามเพื่อคลายข้อสงสัยของเด็กหนุ่ม
“ถูกต้องขอรับ ไม่มีคนอื่นที่รู้เื่นี้แน่นอน”
เขารับคำด้วยความมั่นใจ
“เ้าบอกว่า ทางลับ นำพวกเ้าออกห่างจากวงล้อมของศัตรูมาก ดังนั้น ไม่น่าจะมีศัตรูตามเ้ามาได้ แล้วทำไม คนของเ้าตายไปตั้งมากมาย”
นิโคลัสชี้ให้เห็นถึงสิ่งผิดปกติที่ไม่ควรเกิดขึ้นหากเป็ไปตามแผน
“ข้า..ข้า..”
เด็กหนุ่มตกอยู่ในความตึงเครียดยิ่งกว่าตอนที่หลบหนี
เขารู้แล้วว่าที่แท้ศัตรูอยู่ข้างกายตลอดมา ไม่ว่าจะหนีไปที่ไหนก็ไม่มีทางหนีพ้น
หากตนเองไม่ตัดสินใจทำพิธีที่นี่ คงไม่มีโอกาสทำพิธีได้อีกตลอดไป
เขาเกือบทำพลาดแล้ว…