ท่ามกลางเทือกเขาเมฆาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกสีขาวจัดจนทัศนวิสัยเลือนราง ความเย็นเยียบของอากาศบนที่สูงแทรกซึมเข้าผ่านเนื้อผ้าจนทำให้ิัของหลิงเฟิงสั่นสะท้าน เส้นทางลับที่คดเคี้ยวไปยัง **"สำนักพยัคฆ์ทมิฬ"** แห่งเมืองหานกู่นั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความกดดันและกลิ่นคาวของหยดน้ำค้างที่เกาะตัวอยู่ตามหน้าผาหิน
หลิงเฟิงปรากฏตัวขึ้นในสภาพที่ดูไม่ได้ ร่างกายที่เคยกำยำแข็งแรงบัดนี้ซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก โหนกแก้มตอบลึก ดวงตาที่เคยเฉียบคมลึกโหลและฉายแววอ่อนแรงอย่างถึงที่สุด ผิวพรรณของเขาซีดเซียวราวกับคนไร้ิญญา บรรดาศิษย์ในสำนักต่างพากันมองเขาด้วยความตะลึงและหวาดหวั่น เพราะนับั้แ่ที่เขาบุกรุกเข้าไปในแปลงนาของชายลึกลับที่หมู่บ้านชิงอวิ๋น เขาก็เกิดอาการป่วยประหลาด... ร่างกายสั่นสะท้านตลอดเวลาและมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงไม่หยุดหย่อน ราวกับถูกบ่วงกรรมจากพลังลึกลับกัดกินลำไส้จากภายใน ทุกก้าวที่เดินเขาต้องคอยกุมท้องไว้แน่นด้วยอาการปวดมวนจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือด
เมื่อเขามาถึงประตูหินขนาดั์หน้าสำนัก เสียงกลไกโบราณที่เสียดสีกันดังสนั่นไปทั่วหุบเขา เผยให้เห็นลานฝึกตนที่กว้างขวางปูด้วยหินแกรนิตสีดำสนิท ศิษย์สำนักหลายคนหยุดการฝึกดาบและหันมามองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน ทั้งเวทนาและหวาดหวั่น
“นั่นมันหลิงเฟิง...” ศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งขยับถอยห่าง “ดูสภาพมันสิ... ซูบผอมราวกับผีดิบ แถมยังป่วยเป็โรคท้องร่วงประหลาด ไม่ว่ากินอะไรเข้าไปก็ขับถ่ายออกมาเป็เืจนร่างกายทรุดโทรมขนาดนี้!” ศิษย์อีกคนกระซิบเสียงสั่น “ข้าไม่กล้าเข้าใกล้เด็ดขาด กลัวจะติดโรคประหลาดจากบ่วงกรรมที่มันไปก่อไว้!”
หลิงเฟิงเดินผ่านกลางวงด้วยอาการโซเซแทบล้มทั้งยืน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างยากลำบาก “ท่านผู้าุโ... โปรดฟังข้า! มียอดฝีมือระดับสูงซ่อนเร้นอยู่ในหมู่บ้านชิงอวิ๋น! เขาใช้วิชาสายฟ้าพิโรธดึงดูดอัสนีจากฟากฟ้ามาลงที่แปลงนา! กลิ่นอายมหาศาลนั้นกดทับจนิญญาข้าแทบสลาย!”
เสียงหัวเราะดังสนั่นหอประชุม ผู้าุโร่างสูงใหญ่เคราครึ้มเคาะโต๊ะเสียงดังสนั่น “เ้าเสียสติไปแล้วหรือหลิงเฟิง? ดูสภาพเ้าสิ ซูบผอมจนแทบจะตายอยู่แล้ว! แถมยังป่วยโรคท้องร่วงจนร่างกายทรุดโทรมขนาดนี้ หมู่บ้านชิงอวิ๋นมีแต่ดินรกร้างกับผักป่า จะมีเซียนระดับนั้นไปซ่อนตัวทำไม?”
หลิงเฟิงเงยหน้ามองด้วยความคับแค้น “ท่านผู้าุโ! ท่านต้องเชื่อข้า... นาข้าวผืนนั้น... มันมีพลังปราณแฝงอยู่จริง! พลังนั้นลงทัณฑ์ข้า! ข้าไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้เลย!”
ผู้าุโสูงสุดบนเก้าอี้พยัคฆ์เอ่ยด้วยเสียงเ็า “ส่งคนไปสืบดูให้ชัดเจน ถ้าพบว่าเื่นี้เป็เพียงเื่โกหก ก็นำหัวของมันมาสังเวยหน้าประตูสำนักซะ!”
---
ตัดกลับมายังหมู่บ้านชิงอวิ๋น... ภายในกระท่อมไม้หลังเก่า เสียงเหรียญทอง 50 เหรียญกระทบกันดัง *กริ๊ง... กริ๊ง...* เป็ดนตรีที่ไพเราะที่สุดสำหรับหลี่เฉิน เขาหยิบเหรียญทองเ่าั้ขึ้นมาขัดถูด้วยชายเสื้ออย่างทะนุถนอมจนส่องประกายวับวับล้อกับแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านหน้าต่าง หลี่เฉินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีด้วยความหลงใหลในทรัพย์สินตรงหน้า อาฝูนั่งจ้องมองเหรียญทองเ่าั้ด้วยดวงตาที่เป็ประกายระยับ ความกังวลในตอนแรกมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความปีติยินดีล้นพ้น
“ท่านพี่... นี่มัน 50 ตำลึงทองจริงๆ หรือขอรับ?” อาฝูเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “เรา... เรากำลังจะมีชีวิตใหม่จริงๆ ใช่ไหมขอรับ? ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านพี่เมตตาพาข้ามาอยู่ด้วย แม้จะเป็เพียง่เวลาสั้นๆ แต่ท่านพี่กลับมอบชีวิตใหม่ให้ข้าถึงเพียงนี้”
หลี่เฉินเห็นน้องชายมีความสุขก็พลอยยิ้มตาม แม้ในใจจะวุ่นวายกับการพยายามปกปิดสมุดบันทึกที่แอบซ่อนไว้ข้างหมอน แต่แล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะตวัดสายตามองสมุดเล่มนั้นอย่างเคืองแค้นในใจ
*‘ไอ้ระบบเฮงซวย! ทีหลังห้ามมาเขียนอะไรมั่วซั่วลงในสมุดของข้าอีกเด็ดขาดนะ! หน้ากระดาษมันแพงรู้ไหม? เขียนลงไปทีไรเปลืองพื้นที่ไปเปล่าๆ ถ้ายังมีครั้งหน้าอีก ข้าจะเอาไปเผาทิ้งซะ!’* หลี่เฉินสบถด่าในใจด้วยความเดือดดาล
[ติ๊ง! รับทราบ เข้าใจแล้ว] ระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
*‘เข้าใจก็ดี! ถ้าให้ดีก็นอนนิ่งๆ ไปเลยไม่ต้องมาเสนอหน้าบ่อยๆ เข้าใจไหมไอ้ระบบไร้ค่า!’* หลี่เฉินยังคงด่าทอต่อในใจอีกชุดใหญ่ด้วยความสะใจ ก่อนจะนิ่งลงเมื่อเห็นข้อความใหม่ปรากฏขึ้น
[ติ๊ง! ภารกิจใหม่: ปรับปรุงที่อยู่อาศัย]
[รายละเอียด: บ้านหลังใหม่กำลังรอท่านอยู่!]
[รางวัล: กล่องปริศนา (สุ่มสมบัติหายาก)]
หลี่เฉินพ่นลมหายใจเมื่อเห็นภารกิจ “หึ... กล่องปริศนาเหรอ? คราวนี้จะยอมละไว้ก่อนก็ได้!” เขาหันไปหาอาฝู “ไปเตรียมตัวเถอะ เราจะรื้อกระท่อมนี้ทิ้งแล้วสร้างบ้านใหม่กัน!”
เมื่อถึงบ้านผู้ใหญ่บ้าน หลี่เฉินเดินเข้าไปทักทายเฒ่าผู้ใหญ่บ้านด้วยท่าทีนอบน้อม “ท่านตาผู้ใหญ่บ้านขอรับ... ั้แ่ข้ามาอยู่ที่นี่ หากไม่มีท่านตาเมตตาหยิบยื่นอาหารและที่ดินให้ข้ากับอาฝู เราคงไม่มีที่ซุกหัวนอน... ข้ามีเื่อยากจะขอให้ท่านตาเมตตาช่วยเป็ธุระเื่จ้างช่างไม้สร้างบ้านให้ข้ากับอาฝูหน่อยได้ไหมขอรับ”
เฒ่าผู้ใหญ่บ้านมองเหรียญทองด้วยความประหลาดใจพลางจ้องเขม็งมาที่หลี่เฉิน “เ้านี่มัน... ทองจริงรึ? บอกข้ามาตามตรง เ้าไม่ได้ไปลักขโมยหรือหลอกลวงใครมาใช่ไหมเสี่ยวเฉิน?”
หลี่เฉินยิ้มตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย หัวใจเต้นเป็จังหวะปกติไม่มีอาการรนรานแต่อย่างใด “ข้าหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของข้าเองขอรับท่านตา” เขาตอบอย่างหนักแน่น แต่ในใจกลับคิดพลางเหงื่อตกเล็กน้อยว่า *‘ตาผู้ใหญ่บ้านคนนี้ช่างเดาแม่นเหลือเกิน... คงต้องระวังให้มากขึ้นเสียแล้ว’*
เฒ่าผู้ใหญ่บ้านมองดูเขาครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ดี... ดี! เ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ เสี่ยวเฉิน... ได้สิ เื่ช่างไม้ข้าจะจัดการให้”
หลี่เฉินกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจก่อนจะเดินกลับกระท่อม ในขณะที่อาฝูที่เฝ้ารออยู่ที่หน้าบ้านด้วยความเบิกบานใจ เขาเชื่อมั่นในตัวพี่ชายคนนี้อย่างที่สุด พวกเขารู้สึกได้ทันทีว่าอนาคตข้างหน้าต้องสดใสกว่าเดิม
เมื่อกลับถึงบ้าน แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังลาลับขอบฟ้า หลี่เฉินหย่อนกายนั่งลงยองๆ ที่หน้ากระท่อม ทอดสายตามองทัศนียภาพที่ถูกย้อมด้วยสีส้มทองอมชมพูของอัสดง บรรยากาศเงียบสงบชวนให้นึกถึงวันคืนที่กำลังจะเปลี่ยนไป *นี่ก็ผ่านมาสัปดาห์กว่าแล้วสินะ...* เขาครุ่นคิดในใจขณะมองดูนกที่บินกลับรัง *เ้าอ้วนเฉียนที่เมืองจือจี้คนนั้น คงจะยังเข็ดขยาดและวุ่นวายกับการรักษาอาการป่วยจนไม่น่าจะนึกถึงข้าที่ไปหลอกต้มเอาเงินมันมาหรอก รอให้อีกสักพักให้เื่เงียบลง ค่อยเข้าเมืองไปตั้งแผงรับจ้างสารพัดประโยชน์เหมือนเดิมดีกว่า แถมคราวนี้ต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็มาไว้ให้พร้อมด้วย*
สักพักพระเอกและอาฝูก็เริ่มทำอาหารเตรียมมื้อเย็น แน่นอนว่ามื้อนี้ยังคงเป็ผักป่าและหน่อไม้ แต่ทั้งคู่กลับกินกันอย่างมีความสุขและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ก่อนที่ความอ่อนล้าจากการทำงานมาทั้งวันจะเข้าจู่โจม ทั้งสองจึงล้มตัวลงนอนในกระท่อมหลังเก่าและหลับใหลไปในยามค่ำคืนอย่างเป็สุข