ในขณะที่ซูเหยียนกำลังพูดคุยกับฮูหยินใหญ่และคนตระกูลซูอยู่นั้น หมอหลวงชราที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็เดินเข้ามาหานางและเอ่ยปากถามออกมาอย่างใคร่รู้
"ข้าขอเรียนถามคุณหนูซู ว่าท่านใช้วิธีการใดรักษาท่านเสนาบดีซูหรือขอรับ"
หมอหลวงชราเอ่ยถามอย่างไม่สงวนท่าที
"ลงมีด..ข้าใช้วิธีลงมีดเ้าค่ะ" พูดจบซูเหยียนก็ถูกฮูหยินใหญ่พาไปพักที่เรือนรับรอง ทิ้งให้หมอหลวงชรายืนงงกับคำตอบของนาง
"ห๊ะ!..ห๊า ลงมีด มันคืออะไรขอรับ ประเดี๋ยวก่อนคุณหนูซูรอข้าด้วย ข้ายังมีคำถาม..."
หมอหลวงพูดยังไม่ทันที่จะจบ ซูเหยียนก็เดินไปไกลแล้ว เมื่อเห็นอย่างนั้นเขาจึงไม่รอข้า หอบสังขารอันแก่ชรา กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามซูเหยียนไปจนเหนื่อยหอบ
"หยุดก่อนท่านหมอหลวง เรือนชั้นในท่านเข้าไม่ได้เ้าค่ะ" บ่าวหญิงที่เฝ้าเรือนชั้นใน เดินออกมาขวางทางหมอหลวงไว้ไม่ให้เขาผ่านไปได้
"แต่ข้าอยากพบเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยน วิชาแพทย์กับคุณหนูรองของพวกเ้า ยังไงเ้าก็ให้ข้าเข้าไปเถอะ"
"เข้าไม่ได้เ้าค่ะ!"
มามาาุโพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
หมอหลวงวิ่งตามมาเพื่อที่จะสอบถาม แต่โดนมามาาุโผู้ดูแลเรือนเอ่ยห้ามปราม เพราะเรือนชั้นในของสตรี มิอาจให้บุรุษที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปได้ หมอหลวงเลยได้แต่หงุดหงิดใจ เพราะเขาใคร่รู้ในวิชาแพทย์ของซูเหยียนและยังมีข้อสงสัยมากมายที่จะเอ่ยถามนาง
"เ้าไปถามคุณหนูรองให้ข้าที ว่าข้าจะขอเข้าพบนางได้หรือไม่" หมอหลวงยังคงพูดเอ่ยตื๊อไม่เลิกรา
"อย่างไรก็เข้าไม่ได้เ้าค่ะ" มามาาุโยังคงยืนขวางทาง นางจ้องมองหมอหลวงด้วยแววตาโกรธเคือง
บ่าวไพร่ในจวนยังจำได้ดีถึงคำพูด ที่ตาแก่ตรงหน้าได้เอ่ยออกมาก่อนหน้านี้ คำที่หมอหลวงเฒ่ายืนยันว่าไร้หนทางรักษา ทั้งยังบอกให้คนตระกูลซูทำใจและจัดการเตรียมงานศพไว้ั้แ่เนิ่นๆ เพราะถึงยังไงเสนาบดีซูก็อยู่ไม่พ้นคืนนี้แน่นอน
เพราะคำพูดเหล่านี้ของหมอหลวง จึงทำให้ทุกคนไม่ค่อยพอใจในตัวของเขาสักเท่าไหร่ เพราะทุกคนคิดว่าหมอหลวงผู้นี้ มีวิชาแพทย์ที่ไม่ถึงขั้นและไม่มีฝีมือในการรักษา เพราะถึงแม้ว่าเสนาบดีซูจะป่วย แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะรอดชีวิต แต่หมอเฒ่ากลับวินิจฉัยอย่างผิดๆ แถมยังมีหน้ามาบอกให้คนในตระกูลซูจัดเตรียมงานศพเอาไว้รอ หากไม่เรียกว่าเป็เื่ที่น่าขำแล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้อีก
"ข้าแค่อยากพบคุณหนูรองซูแค่ชั่วครู่เท่านั้น เ้าเข้าไปถามนางให้ข้าทีเถอะ บอกกับนางด้วยว่าข้าขอรบกวนเวลาไม่นาน ซักถามแค่สองสามประโยคเท่านั้นเอง"
หมอหลวงชราพูดพร้อมทั้งยื่นเงินตำลึงก้อนใหญ่ ให้กับผู้ดูแลเรือน แต่มามาาุโท่านนั้นกลับเบือนหน้าหนี ไม่ได้สนใจเงินที่ยื่นมาอยู่ตรงหน้านางเลยสักนิด
คุณชายใหญ่ที่เดินมาบังเอิญได้ยิน จึงได้เอ่ยปากพูดกับหมอหลวงขึ้นมาว่า
"เอาไว้วันหลังเถิดขอรับ วันนี้ที่จวนข้าเกิดเื่วุ่นวายมามากพอแล้ว..พ่อบ้านไปส่งหมอหลวงกลับที!"
"ขอรับคุณชายใหญ่...เชิญท่านหมอ" พ่อบ้านผายมือเป็การเชิญให้หมอชรา เดินตามเขาออกจากจวนเพื่อไปขึ้นรถมาที่จอดรออยู่ด้านนอก
หมอหลวงเดินตามพ่อบ้านของจวนออกไปอย่างไม่เต็มใจ เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องขอคำชี้แนะ เกี่ยวกับวิชาแพทย์จากคุณหนูรองตระกูลซูผู้นี้ให้จงได้
ณ เรือนชั้นในที่พักของฮูหยินใหญ่
"ซูเหยียน"
"เ้าคะท่านแม่ใหญ่" นางขานรับอย่างนอบน้อม
"พ่อบ้านมู่มารายงานข้าว่าตอนที่ไปตามเ้าที่จวนตระกูลฟาง ได้รู้ว่าเ้าย้ายออกจากจวนตระกูลฟางไป อยู่ทางทิศเหนือของชานเมืองหลวง เป็ดั่งคำที่พ่อบ้านมู่มาบอกกับแม่ใหญ่หรือไม่"
"ใช่เ้าค่ะเป็เช่นนั้น"
"เหตุใดเ้าจึงย้ายออกจากจวนตระกูลฟาง หรือคนเ่าั้รังแกอะไรเ้า เ้าบอกแม่ใหญ่มาเถอะ ข้าจะไปทวงคืนความยุติธรรมให้กับเ้าเอง พวกเราตระกูลซูหาใช่หมูในอวย ที่จะได้ยอมให้ผู้ใดมารังแกได้ง่ายๆ!"
ฮูหยินใหญ่พูดออกมาอย่างเดือดดาล
"ไม่มีใครรังแกข้าเ้าค่ะ..คือว่า"
ซูเหยียนกล่าวขึ้นยังไม่ทนจะจบ ฮูหยินใหญ่ก็พูดแทรกขึ้นมาว่า
"เ้าเป็คุณหนูใหญ่ของตระกูลซู ถึงแม้ว่าเ้าจะเป็เพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยา แต่สำหรับข้าแล้ว เ้าก็คือบุตรสาวผู้หนึ่งที่ข้ารักเหมือนเืในอก อีกทั้งคนในตระกูลซูทุกคนก็รักและให้เกียรติเ้าเป็อย่างยิ่ง เ้าไม่จำเป็ต้องทนคับข้องหมองใจเพราะผู้อื่น ถึงเ้าจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว แต่เ้าก็เป็คนตระกูลซูอยู่วันยังค่ำ คนของตระกูลซูของเรารังแกผู้อื่นได้ แต่จะไม่มีวันยอมเป็ฝ่ายถูกกระทำเป็อันขาด เ้าเข้าใจที่แม่ใหญ่พูดหรือไม่"
ฮูหยินใหญ่พูดกับซูเหยียนด้วยถ้อยคำหนักแน่นจริงจัง
"ข้าเข้าใจในความปรารถนาดีของท่านแม่ใหญ่เ้าค่ะ แต่หาได้มีผู้ใดรังแกข้าไม่ ที่ข้าย้ายออกจากจวนตระกูลฟาง นั่นเป็เพราะข้าได้หย่าขาดกับแม่ทัพฟางลั่วเฉินแล้วเ้าค่ะ" ซูเหยียนเอ่ยช้าๆอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ห๊ะ!เ้าว่าอะไรนะ!" ฮูหยินใหญ่ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ นางยืนขึ้นเอามือทาบอกสีหน้าไม่สู้ดี ท่าทางคล้ายกับคนจะเป็ลม
"ท่านแม่ใหญ่นั่งลงก่อนเ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะเป็ลมเป็แล้งไป" ซูเหยียนเอ่ยออกมาอย่างเป็ห่วง เพราะสตรีสูงวัยตรงหน้านาง กำลังร่างเอนเอียงเหมือนคนกำลังจะล้ม
"เ้า..เ้าหย่าแล้ว" ฮูหยินใหญ่ถามออกมาอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังลั่นห้อง
"เ้าค่ะ"
"ั้แ่เมื่อไหร่..เื่นี้เกิดขึ้นั้แ่เมื่อไหร่กัน!" ฮูหยินใหญ่พูดถามเสียงดังด้วยความใกับเื่ที่ได้ยิน
"ั้แ่เมื่อสามเดือนก่อนเ้าค่ะแม่ใหญ่"
'เพล้ง'
ฮูหยินใหญ่โมโหจนตัวสั่น นางขว้างถ้วยชาในมือลงพื้นอย่างแรง จนถ้วยชาใบนั้นแหลกละเอียดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
"ดี..ดีนัก! ตระกูลฟาง! พวกเ้าช่างปกปิดเื่ได้เงียบเชียบเสียจริง กล้าดียังไง!..พวกเ้ากล้าดียังไง! มารังแกบุตรสาวตระกูลซูของข้า!"
ฮูหยินใหญ่อาละวาดอย่างเกรี้ยวกราด สุดท้ายแล้วนางก็ยังโทษว่าเป็ความผิดของตระกูลฟาง หาใช่ความผิดของซูเหยียนไม่ นี่เป็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ซูเหยียนในอดีต เติบโตมาอย่างเอาแต่ใจ เพราะนอกจากบิดาจะรักใคร่ตามใจนางแล้ว ทุกคนในจวนตระกูลซูต่างเอาอกเอาใจนางทั้งสิ้น
โดยเฉพาะฮูหยินใหญ่ซึ่งเป็ภรรยาเอกของเสนาบดีซู และพี่ชายคนโตของซูเหยียนคุณชายใหญ่ของตระกูล ที่ทั้งรักและตามใจน้องสาวคนนี้ยิ่งกว่าใครๆ เพราะใบหน้าที่งดงามน่าเอ็นดูชวนให้คนรักใคร่ทะนุถนอม จึงทำให้ในตอนที่อยู่จวนตระกูลซู ทุกครั้งที่นางกระทำความผิดไม่ว่านางจะร้ายกาจเพียงใด คนในจวนตระกูลซูก็โกรธซูเหยียนไม่ลงเลยสักครั้ง
"เกิดเื่อะไรขึ้นหรือขอรับท่านแม่" คุณชายใหญ่ซูเดินเข้ามาในห้องแล้วเอ่ยปากถามมารดาอย่างงงๆ
"ลูกใหญ่เ้ามาก็ดีแล้ว เร็วเข้ารีบพาคนไปจวนตระกูลฟาง วันนี้ยังไงคนตระกูลฟางก็ต้องมีคำตอบดีๆให้กับข้า ให้มันรู้กันไปเลยว่าตระกูลซูของข้า หาใช่จะยอมให้ผู้ใดมารังแกได้ง่ายๆ"
ฮูหยินใหญ่เอ่ยออกมาด้วยแววตาอาฆาต
"เกิดเื่อะไรกันขึ้นหรือขอรับ เหตุใดท่านแม่จึงมีโทสะมากถึงเพียงนี้ คนตระกูลฟางสร้างปัญหาอะไรให้ท่านแม่ขุ่นเคืองใจหรือขอรับ"
คุณชายใหญ่ซูเล่อเอ่ยถามอย่างใจเย็น เพราะตระกูลฟางเป็ตระกูลสามีของซูเหยียน เขาจึงไม่อยากที่จะมีปัญหากับคนตระกูลนั้น เพราะเห็นแก่หน้าของน้องสาว ถ้าเกิดเขาทำอะไรคนตระกูลฟาง น้องสาวของเขาอาจจะเกิดความลำบากใจ สุดท้ายจะอยู่ในตระกูลฟางอย่างยากลำบาก ที่พี่ชายของซูเหยียนคิดแบบนี้ นั่นเพราะเขายังไม่รู้เื่ที่น้องเขยกระทำต่อน้องสาวของตนเอง
"ท่านแม่ใหญ่..ท่านใจเย็นๆก่อนเถอะเ้าคะ ฟังข้าอธิบายเื่ราวก่อน อีกอย่างท่านแม่ใหญ่อย่าได้โมโหไปเลยนะเ้าคะ ข้าไม่อยากเห็นท่านโกรธคนพวกนั้นจนเสียสุขภาพ"
"เฮ้อ..เอาล่ะแม่เข้าใจแล้ว เื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เอาไว้เล่าทีเดียวตอนที่บิดาเ้าฟื้นขึ้นมาเถอะ"
ฮูหยินใหญ่พูดเสียงเบาลง หลังจากที่สงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว และก็นางคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า เื่นี้จะให้เสนาบดีซูเป็คนจัดการ นาง้าให้บิดาของซูเหยียน เอาคืนตระกูลฟางให้สาสม ให้สมกับที่คนตระกูลฟาง กล้ามารังแกบุตรสาวของคนตระกูลซูของนาง
"เ้าค่ะ"
คุณชายใหญ่ที่ยืนอยู่ในห้อง หันมองหน้ามารดาพลางหันไปมองหน้าน้องสาวพลางอย่างงงๆ แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ถึงแม้ตัวเขาจะมีข้อสงสัยมากมาย ที่อยากจะเอ่ยถามน้องสาว โดยเฉพาะเื่ที่นางรู้และเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามออกไป รอให้เสนาบดีซูผู้เป็บิดา เป็คนจัดการถามความเองจะดีกว่า
รุ่งเช้าของวันใหม่
หลังจากพักผ่อนไปหนึ่งคืน สภาพร่างกายของเสนาบดีซูก็ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็เพราะร่างกายเขานั้นแข็งแรงอยู่แล้ว เนื่องมาจากการฝึกวรยุทธและฝึกกำลังภายในอยู่เป็ประจำ เขาจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
พอเสนาบดีซูตื่นขึ้นมาอนุเหม่ยฮัว ก็รีบเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ดูแลเขาในทันที เสนาบดีกวาดตามองไปทั่วห้อง คนที่เขาถามหาคนแรกจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากซูเหยียน
"ซูเหยียนเล่า..บุตรสาวของข้าอยู่ที่ใด"
"เรียนนายท่าน..ซูเหยียนพักอยู่ในเรือนเดิมของนางเ้าค่ะ" อนุเหม่ยฮัวตอบกลับด้วยเสียงอ่อนหวาน
"เหม่ยฮัวเ้าให้คนไปตามลูกมาพบข้าที"
"ได้เ้าค่ะ..แต่นายท่านต้องดื่มน้ำแกงบำรุงและดื่มยาเสียก่อนนะเ้าคะ เสร็จแล้วประเดี๋ยวข้าค่อยสั่งบ่าวให้ไปตามซูเหยียนให้มาพบท่าน"
"อืม" เสนาบดีซูรับคำอย่างว่าง่าย
หลังจากที่เสนาบดีซูดื่มน้ำแกงและยาแล้ว อนุเหม่ยฮัวก็ออกไปสั่งบ่าวหญิงหน้าห้อง ให้ไปตามซูเหยียนมาพบเสนาบดีซู ทั้งยังไม่ลืมสั่งให้คนไปแจ้งที่เรือนใหญ่ ว่านายท่านของจวนได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ในระหว่างที่รอบุตรสาวมาพบ อนุเหม่ยฮัวก็ได้เล่าเหตุการณ์และเื่ราวที่เกิดขึ้นให้เสนาบดีฟัง เพราะเมื่อคืนสองแม่ลูกนอนคุยกันจนดึกดื่น นางถึงได้รู้ว่าบุตรสาวหย่าขาดจากฟางลั่วเฉินแล้ว
"นายท่านเ้าคะ..เหม่ยฮัวมีบางเื่จะเล่าให้ท่านฟังเ้าค่ะ"
"ว่ามาซิ" เสนาบดีซูเลิกคิ้วอย่างสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของสตรีที่ตนรัก
"ซูเหยียนนางได้หย่าขาดจากแม่ทัพฟางลั่วเฉินแล้วเ้าค่ะ" เหม่ยฮัวพูดออกมาช้าๆอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"อืม" เสนาบดีซูตอบรับเสียงเบา
"ดูนายท่านจะไม่ใเลยนะเ้าคะ" เหม่ยฮัวถามอย่างงงๆ
"เฮ้อ..ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า ช้าเร็ววันนี้ก็ต้องมาถึง แต่ข้าไม่นึกว่ามันจะเร็วเช่นนี้ แล้วเหตุใดบุตรสาวข้าถึงตัดสินใจหย่าขาดเล่า"
เสนาบดีพูดกับอนุภรรยาอย่างปลงๆ แต่ภายในใจของเขากลับร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ช่างตรงกันข้ามกับที่เขาแสดงออกมา ท่าทีของเขาตอนนี้มันเหมือนกับเมฆสีเทาบนท้องฟ้า ก่อนที่จะเกิดพายุทอร์นาโดขนาดใหญ่ตามมา
มีหรือคนอย่างเสนาบดีซูที่ขึ้นชื่อว่า เป็บิดาที่รักและหวงแหนบุตรสาวยิ่งกว่าสิ่งใด จะยอมให้ซูเหยียนถูกรังแก ในหัวของเขาตอนนี้กำลังคิดหาวิธีเป็ร้อยแปดวิธี เพื่อหาทางทำลายตระกูลฟางให้ย่อยยับ
"แม่ทัพฟางพาสตรีอื่นเข้าจวนมาเ้าค่ะ แล้วยังคิดจะลดขั้นซูเหยียนให้เป็เพียงอนุภรรยา ในตอนที่นางอาศัยอยู่ในจวนตระกูลฟาง ก็ได้รับความลำบากไม่น้อยเลยเ้าค่ะนายท่าน"
"ข้าเลี้ยงดูนางด้วยความทะนุถนอม แต่คนตระกูลฟางกลับกล้าที่จะรังแกบุตรสาวข้าถึงเพียงนี้ เห็นข้าซูหานตายไปแล้วหรืออย่างไรกัน!!"
เสนาบดีซูตวาดกร้าวออกมาด้วยความขุ่นเคือง
"นายท่านใจเย็นๆก่อนนะเ้าคะ อย่าพึ่งคิดอะไรมากไปเลยเ้าค่ะ ในเมื่อเื่ก็ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านพึ่งจะฟื้นตัวจากอาการป่วย นายท่านควรพักผ่อนให้มากๆนะเ้าคะ" อนุเหม่ยฮัวเอ่ยออกมาด้วยความเป็ห่วง
"เ้าอย่าห่วงเลยเหม่ยฮัว ข้าหาใช่จะอ่อนแอถึงเพียงนั้นไม่"
เสนาบดีสงบสติอารมณ์ลง เมื่อเห็นสตรีที่รักทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะว่าเขาแพ้น้ำตาของผู้หญิงคนนี้ นางร้องไห้ทีไรเขาทำอะไรไม่ถูกทุกที
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เหม่ยฮัวก็ยังเป็ห่วงสุขภาพของนายท่านเ้าค่ะ"
เพราะคำพูดของเหม่ยฮัวเสนาบดีซูจึงสงบสติอารมณ์ลง ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาวออกมา แล้วกล่าวต่ออนุภรรยาว่า
"เฮ้อ..นางหลงผิดในรักเพราะความเยาว์ ข้าในฐานะบิดา ที่ไม่อาจทนนิ่งเฉยเห็นนางต้องเ็ปร่ำไห้ จึงได้สร้างหลุมพรางขึ้นมาใช้กับฟางลั่วเฉิน เพื่อให้นางได้แต่งเข้าตระกูลฟาง ข้าเองก็มีส่วนผิดในเื่นี้ ถ้าข้าทำใจแข็งเอ่ยห้ามปรามไม่คล้อยตามบุตรสาว เื่ราวมันก็คงไม่ดำเนินมาถึงจุดนี้" เสนาบดีซูเอาแต่เอ่ยโทษตัวเอง
"ท่านพี่..ท่านอย่าได้กล่าวโทษตัวเองเช่นนั้นเลยนะเ้าคะ หาใช่เป็ความผิดของท่านไม่เ้าค่ะ" เหม่ยฮัวเอ่ยปลอบโยนสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพราะเขาพึ่งฟื้นจากอาการป่วย นางจึงไม่อยากเห็นเขาต้องคิดมากกับเื่นี้
"ใช่ซิ..เื่นี้เป็ความผิดของข้า ข้าเป็บิดาที่ไม่ได้เื่" เสนาบดีกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"ไม่ใช่นะเ้าคะ..ท่านพ่อเป็บิดาที่ประเสริฐที่สุดของลูกเ้าค่ะ" ซูเหยียนที่รออยู่ข้างนอกห้องนางได้ยินที่บิดาพูดกับมารดาของนางทุกคำ
"ซูเหยียน"/"ซูเหยียน"
เสนาบดีซูยังคงเป็บิดาที่รักบุตรสาวยิ่งชีพ เขาไม่เคยถือโทษโกรธซูเหยียนเลย ไม่ว่าเมื่อก่อนนางจะมีนิสัยร้ายกาจมากก็ตาม รวมทั้งฮูหยินใหญ่ที่เป็ภรรยาเอกของเสนาบดีซู นางก็รักและเมตตาซูเหยียนยิ่งนัก บุตรชายที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ที่มีศักดิ์เป็พี่ชายต่างแม่ของซูเหยียน ก็รักและเป็ห่วงน้องสาว อย่างนางมากเช่นเดียวกัน
ซูเหยียนและฮูหยินใหญ่รวมถึงบุตรชายบุตรสาวของเสนาบดีซู เข้าไปเยี่ยมอาการป่วยของเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน ฮูหยินใหญ่เป็คนเดินนำทุกคนเข้าไปในห้อง
"มานั่งข้างพ่อนี่มา" เสนาบดีซูเอ่ยเรียกบุตรสาวให้มาหาที่ข้างเตียง
"เ้าค่ะ"
เสนาบดีซูลูบหัวบุตรสาวด้วยความรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ลูกพ่อ..เ้าเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พ่อฟังเถิด เล่าให้พ่อฟังว่าพ่อพลาดอะไรในชีวิตของเ้าไปบ้าง"
เสนาบดีซูเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด ที่เขาไม่ได้ปกป้องบุตรสาวให้ดี นั่นเป็เพราะเวลาที่เขาไปเยี่ยมบุตรสาวที่จวนตระกูลฟาง นางปิดบังเื่ราวทุกอย่างจากเขา ทั้งนางยังโกหกเขาว่าตนอยู่ดีมีสุข คนตระกูลฟางรักใคร่เมตตานาง บิดาอย่างเขาก็เชื่อนางอย่างสนิทใจ ใครเลยจะรู้ว่าทุกอย่างมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่นางบอก
"เรียนท่านพ่อลูกผิดเองเ้าค่ะ ลูกขอโทษที่ดื้อรั้นไม่เชื่อฟังคำพูดของท่าน ลูกผิดยิ่งนักที่ตาบอดเลือกแต่งเข้าตระกูลฟาง คนตระกูลฟางหาได้มีเกียรติ ดั่งเช่นที่แสดงออกมาให้คนภายนอกได้เห็นไม่ พวกเขาทุกคนล้วนมีใจต่ำทราม ทั้งคำพูดการกระทำและท่าที ที่พวกเขาปฏิบัติต่อลูกล้วนหยาบช้า เพราะว่าลูกของท่านพ่อตาสว่างแล้ว ลูกจึงได้เลือกที่จะหย่าขาดจากฟางลั่วเฉินเ้าค่ะ"
ซูเหยียนเอ่ยพูดด้วยเสียงเบาหวิวชวนน่าสงสาร บวกกับอากัปกิยาที่แลดูอ่อนแอน่าทะนุถนอม ทำให้คนที่นั่งฟังอยู่ในห้องปวดใจไม่น้อย กับเื่ราวที่ได้ยินจากปากของซูเหยียน โดยเฉพาะเสนาบดีซูและคุณชายใหญ่ของตระกูล ที่ประเดี๋ยวก็หน้าดำประเดี๋ยวก็หน้าแดงเพราะอารมณ์โกรธ ที่ตนพยายามที่จะอดกลั้นไว้ไม่แสดงออกมา เพราะเกรงว่าจะทำให้สตรีที่อยู่ภายในห้องตกอกใ
"เอาเป็ว่าพ่อเข้าใจทุกอย่างแล้ว" บิดาของซูเหยียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คล้ายคนที่กำลังข่มความโกรธอยู่ในใจ
เมื่อได้ฟังเื่ราวทั้งหมดจบแล้ว เสนาบดีซูยังคงมีท่าทีที่นิ่งเฉย แต่ในความคิดกลับไม่นิ่งเหมือนท่าทีที่แสดงออกมา ในใจของเขาตอนนี้กำลังคิดว่า เขาและคนตระกูลฟางคงไม่อาจ อยู่ร่วมบนผืนแผ่นดินเดียวกันได้อีกแล้ว ถ้าเขาคิดหาหนทางทำให้ตระกูลฟางล่มจมไม่ได้ ก็อย่ามาเรียกเขาว่าเสนาบดีซูผู้ร้ายกาจ
ซูเหยียนรู้จักเสนาบดีซูบิดาของนางผู้นี้ดีกว่าใคร บุรุษผู้มากด้วยอำนาจและสติปัญญา เขาคือหนึ่งในกุนซือที่ช่วยให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้ขึ้นครองราชย์ อำนาจที่อยู่ในมือนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เห็นท่าว่างานนี้ตระกูลฟางจะถึงคราวลำบากเสียแล้ว