ขณะที่เหวินซานกำลังเดินตามหลังผู้าุโกู้หยวนชิงผ่านลานฝึกของศิษย์รับใช้ เสียงฝีเท้าของเขากระทบพื้นหินดังก้องท่ามกลางความเงียบ ความสงบเ่าั้กลับถูกแทรกด้วยเสียงหัวเราะหยันที่ดังมาจากศาลาริมทาง
กลุ่มศิษย์รับใช้วัยไล่เลี่ยกันหลายคนกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ เมื่อสายตาของพวกเขาปะทะเข้ากับสภาพของเหวินซาน ที่เสื้อผ้าดูมอมแมมขาดรุ่งริ่งและาแเล็กน้อยตามร่างกาย ต่างก็พากันเหลือบมองด้วยสายตาดูแคลนและแปลกแยก
"เด็กใหม่หรือนั่น" คนหนึ่งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งสงสัยกึ่งเยาะหยัน
"ดูสภาพนั่นสิ คงมาจากหมู่บ้านห่างไกลล่ะมั้ง" อีกคนเสริมพลางหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ "ทุกปีก็มีแบบนี้หลายคน เข้ามาด้วยความหวัง แต่สุดท้ายก็หลอมโอสถไม่ได้แม้แต่น้อย สุดท้ายก็ต้องถูกส่งตัวลงเขาไป"
"จริง... หลายคนอยู่ไม่ถึงครึ่งปีก็หายหน้าหายตาไปหมดแล้ว" เสียงซุบซิบยังคงดังตามหลังมาเป็ระยะ
เหวินซานได้ยินทุกถ้อยคำถากถางชัดเจน แม้ภายในอกจะเต้นรัวด้วยความอัดอั้นจนต้องกำหมัดแน่นจนสั่น แต่เขาก็เลือกที่จะก้มหน้าเดินต่อไปโดยไม่โต้ตอบ กู้หยวนชิงซึ่งเดินนำอยู่ด้านหน้าไม่ได้หันกลับมาปลอบโยน หรือแม้แต่หยุดฝีเท้า เขายังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าหนักแน่น "หากเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคยังทนไม่ได้ การฝึกตนคงไม่เหมาะกับเ้า"
คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในใจของเหวินซาน จนกระทั่งเขาแยกตัวออกมาจากผู้าุโและก้าวตรงไปยังที่พักของตน เมื่อมาถึงหน้าประตู เหวินซานผลักบานประตูไม้เก่า ๆ เข้าไปช้า ๆ เสียงไม้เสียดสีกับวงกบดังเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ก่อนจะเผยให้เห็นพื้นที่เล็ก ๆ อันคุ้นเคย
ภายในห้องพักไม้ขนาดกะทัดรัดนั้น บรรยากาศดูเงียบเชียบและเรียบง่าย มีเพียงเตียงไม้สองหลังที่จัดวางเป็ระเบียบ โต๊ะไม้เก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานตั้งอยู่ใจกลางห้อง และชั้นวางของที่ดูเรียบง่ายวางชิดผนัง
แสงอาทิตย์ยามเย็นที่โรยตัวต่ำทอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าเข้ามาเป็ลำแสงสีทอง ส่องให้เห็นละอองฝุ่นที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศอย่างเชื่องช้า เหวินซานถอนหายใจออกมาแ่เบาเพื่อปลดปล่อยความเหนื่อยล้าจากวันอันหนักหน่วง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงไม้ในมุมห้อง สายตาของเขาจับจ้องพื้นที่ว่างตรงมุมห้อง ราวกับกำลังจินตนาการว่าสักวันหนึ่ง ตรงนั้นจะมีเตาหลอมโอสถของตนตั้งอยู่
ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด เสียงกลอนประตูไม้ก็ดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเปิดออก เผยให้เห็นเด็กหนุ่มร่างเล็กผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ร่วมห้องกัน
เขาส่งยิ้มที่เป็มิตรมาให้ ก่อนจะประสานมือคำนับอย่างสุภาพตามธรรมเนียมของศิษย์ในสำนัก "สหาย ข้าชื่ออาเหมียว เป็ศิษย์รับใช้เช่นเดียวกัน ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
เหวินซานที่เพิ่งผ่านความตึงเครียดมาได้เพียงครู่เดียว เมื่อเห็นท่าทางซื่อตรงและเป็กันเองของอีกฝ่าย ความเหนื่อยล้าก็ดูจะเบาบางลง เขาจึงรีบประสานมือตอบรับกลับไปอย่างนอบน้อมด้วยรอยยิ้มจาง ๆ "ข้าชื่อเหวินซาน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยเช่นกัน"
ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศภายในห้องไม้ที่เคยเงียบเหงากลับดูมีชีวิตขึ้นมา
อาเหมียวยิ้มกว้างออกมา "ต่อไปพวกเราคงต้องอยู่ห้องเดียวกันแล้ว หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจสามารถถามข้าได้เลย"
เหวินซานพยักหน้าตอบ "ขอบใจ"
ทั้งสองคนจึงนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวนั้นและเริ่มพูดคุยกันถึงเื่ทั่ว ๆ ไป อาเหมียวเล่าว่าตนเข้ามาเป็ศิษย์รับใช้ได้เกือบสองปีแล้ว หน้าที่หลักคือการดูแลสวนสมุนไพรและขนย้ายของให้กับหอโอสถ ส่วนเหวินซานเองก็เล่าให้ฟังเพียงคร่าว ๆ ว่าเพิ่งถูกผู้าุโกู้หยวนชิงรับเข้ามา และยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตความเป็อยู่ในสำนักแห่งนี้ดีนัก
หลังจากการพูดคุยดำเนินไปได้ครู่หนึ่ง เหวินซานจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า "อาเหมียว... ปีนี้เ้าอายุเท่าไรแล้ว"
อีกฝ่ายตอบกลับทันที "สิบแปดปี" คำตอบนั้นทำให้เหวินซานชะงักไปทันที
เหวินซานชะงัก มองร่างผอมบางและใบหน้าอ่อนเยาว์ของอีกฝ่ายอีกครั้ง ไม่ว่าจะมองอย่างไร อาเหมียวก็ดูคล้ายเด็กอายุสิบสามหรือสิบสี่ปีเท่านั้น
อาเหมียวหัวเราะออกมาอย่างเขินอาย "ใใช่หรือไม่? ทุกคนที่เจอข้าครั้งแรกก็มีสีหน้าแบบเดียวกับเ้าทั้งนั้น"
เหวินซานยิ้มพลางส่ายหน้า "ข้านึกว่าเ้าจะอายุน้อยกว่าข้าเสียอีก"
อาเหมียวเกาศีรษะเบา ๆ พลางตอบว่า "ั้แ่เด็กข้ากินไม่ค่อยอิ่ม ร่างกายก็เลยโตช้ากว่าคนอื่น" แม้จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม แต่แววตาของเขากลับแฝงไว้ด้วยความขมขื่นอยู่เล็กน้อย
เหวินซานไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงพยักหน้าช้า ๆ
เย็นวันนั้น หลังจากจัดข้าวของเครื่องใช้เพียงไม่กี่ชิ้นเข้าที่เรียบร้อย... อาเหมียวก็ลุกขึ้นพลางยืดเส้นยืดสาย "น้องเหวิน ยังพอมีเวลา ข้าพาเ้าเดินดูรอบ ๆ สำนักดีกว่า" เหวินซานพยักหน้าตอบรับ
ทั้งสองออกจากเรือนพักไปพร้อมกัน แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังทอดยาวเหนือยอดเขา สายลมเย็นพัดผ่านปะทะใบหน้าพร้อมกับกลิ่นหอมของสมุนไพรนานาชนิด สองข้างทางเต็มไปด้วยเหล่าศิษย์รับใช้ที่กำลังตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง บางคนกำลังแบกกระสอบสมุนไพรหนักอึ้ง บางคนกำลังรดน้ำแปลงยา ไม่มีผู้ใดแสดงท่าทีเกียจคร้านออกมาให้เห็น
ขณะทั้งสองกำลังเดินไปเรื่อย ๆ ศิษย์รับใช้วัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังแบกกระสอบสมุนไพรหนักอึ้งเดินผ่านไป ด้วยความเหน็ดเหนื่อย กระสอบผ้าใบหยาบหลุดจากบ่าของศิษย์รับใช้ด้วยความอ่อนแรง ส่งผลให้สมุนไพรสีเงินแวววาวจำนวนหนึ่งกระจายตัวร่วงหล่นลงบนพื้นดินที่ชื้นแฉะ
ผู้าุโผู้ดูแลที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลรีบก้าวเข้ามาทันที เมื่อสายตาปะทะเข้ากับรากสมุนไพรที่เปื้อนคราบโคลนตม สีหน้าของเขาก็พลันเคร่งขรึมและเ็าลงในทันที
“รากจันทร์ขาวเป็สมุนไพรละเอียดอ่อน ห้ามััพื้นดินหลังเก็บเกี่ยวเด็ดขาด” ผู้าุโกล่าวเสียงต่ำ “เ้าทำเสียหายไปครึ่งกระสอบ นี่คือการสูญเสียที่ไม่อาจให้อภัยได้”
ศิษย์รับใช้ผู้นั้นหน้าเปลี่ยนเป็สีซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว เสียงสั่นเครือกล่าวคำวิงวอน “ผู้าุโ... ข้าเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักจนพลาดไปเพียงครั้งเดียว โปรดเมตตาข้าด้วยเถิด”
ผู้าุโไม่แม้แต่จะชายตามองความน่าเวทนาของอีกฝ่าย “หักค่าตอบแทนของเ้าครึ่งเดือน และส่วนที่เสียหายทั้งหมด เ้าต้องคัดแยกส่วนที่ยังใช้การได้ออกมาให้เสร็จสิ้นก่อนฟ้ามืด หากไม่เสร็จ เ้าไม่ต้องหวังจะได้ค่าตอบแทนแม้แต่น้อย”
เมื่อผู้าุโหมุนตัวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความกดดัน อาเหมียวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ เหวินซานจึงถอนหายใจออกมาอย่างแ่เบา สายตาของเขาจับจ้องไปยังศิษย์ผู้โชคร้ายที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บรากสมุนไพรอย่างทุลักทุเล
“เ้าเห็นหรือไม่” อาเหมียวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความสั่นไหวเล็กน้อย “ที่นี่... ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็มีราคาที่ต้องจ่ายแพงลิบลิ่วเช่นนี้”
เหวินซานไม่ได้ตอบโต้สิ่งใด เขาเพียงยืนนิ่ง มองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาที่เรียบเฉย ลึก ๆ ภายในใจ เขากลับตระหนักได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ว่าในสถานที่แห่งการฝึกฝนวิชาโอสถนี้ ความประมาทเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการสิ้นสุดของเส้นทางที่ตนกำลังเดินอยู่
ทั้งสองเดินผ่านลานหินอีกแห่ง เบื้องหน้าปรากฎอาคารทรงกลมขนาดใหญ่หลายหลัง ควันสีเขียวอ่อนลอยขึ้นจากปล่อง้าอย่างต่อเนื่อง กลิ่นโอสถหอมอ่อน ๆ ลอยมาตามสายลม เหวินซานหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องอาคารเ่าั้ "แล้วอาคารเ่าั้เล่า"
"หอหลอมโอสถ" อาเหมียวตอบด้วยแววตาอิจฉาเล็กน้อย "เฉพาะศิษย์สายนอกขึ้นไปจึงจะมีสิทธิ์ใช้"
ขณะนั้นเอง ประตูหอหลอมโอสถเปิดออก ศิษย์สายนอกหลายคนเดินออกมาพร้อมชุดสีเขียวเข้ม บนอกเสื้อปักตราโอสถสีเงิน เหล่าศิษย์รับใช้ที่เดินผ่านต่างรีบหลีกทางโดยพร้อมเพรียง ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา
อาเหมียวลดเสียงลง "ต่อให้เป็ศิษย์สายนอกที่อ่อนแอที่สุด ฐานะก็สูงกว่าพวกเรามาก"
เหวินซานมองอยู่นาน ราวกับมีบางสิ่งกำลังดึงดูดเขา อาเหมียวหัวเราะเบา ๆ "ข้าก็เคยมองแบบนั้น แต่เข้าไปไม่ได้นะ ถ้าฝ่าฝืนกฎ อย่างเบาก็ถูกโบย อย่างหนักก็ถูกขับออกจากสำนัก"
"แล้วหอหอตำราเล่า ศิษย์รับใช้เข้าได้หรือไม่"
"ได้... แต่เฉพาะชั้นแรก และต้องได้รับอนุญาติจากผู้าุโ"
เหวินซานพยักหน้าถาม "มีกฎอะไรอีกหรือไม่อาเหมียว" อาเหมียวนับนิ้วทีละข้อ "ข้อแรก ห้ามขโมยสมุนไพร ข้อสอง ห้ามนำโอสถออกจากสำนัก ข้อสาม ห้ามทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก ข้อสี่ ห้ามบุกรุกเขตของผู้าุโ ส่วนข้อสุดท้าย..." อาเหมียวยิ้มแห้ง ๆ "ตั้งใจทำงาน ศิษย์รับใช้จะได้รับหินิญญาเศษเดือนละหนึ่งก้อน แม้จะไม่มาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี"
เหวินซานเงียบไป หนึ่งก้อนต่อเดือน…
ทั้งสองเดินกลับมายังเรือนพัก ระหว่างทางเหวินซานหันกลับไปมองหอหลอมโอสถที่ตั้งอยู่บนยอดเขาอีกครั้ง แสงสุดท้ายของวันสะท้อนหลังคากระเบื้องสีเขียว จนดูราวกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ไกลเกินเอื้อม "สักวันหนึ่ง... ข้าจะต้องก้าวเข้าไปที่นั่นด้วยเท้าของตัวเองให้ได้"
หลายวันต่อมา หลังเลิกงานในสวนสมุนไพร เหวินซานไม่ได้รีบกลับห้องพักเหมือนศิษย์รับใช้คนอื่น เขาเดินตรงไปยังตลาดศิษย์รับใช้ภายในสำนักที่เปิดทุกวันที่เจ็ด ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่ขายเพียงของใช้จำเป็ ทั้งเสื้อผ้า พู่กัน กระดาษ และสมุนไพรขั้นพื้นฐาน
เหวินซานหยุดอยู่หน้าร้านขายอุปกรณ์หลอมโอสถ บนชั้นวางมีเตาหลอมหลายใบ บางใบทำจากเหล็กดำ บางใบทำจากทองสัมฤทธิ์ แต่ราคาสูงเสียจนศิษย์รับใช้ทั่วไปได้แต่มอง
เ้าของร้านเห็นเขายืนมองอยู่นาน จึงหยิบเตาใบเล็กที่วางอยู่มุมร้านออกมา "ใบนี้เป็เตาหลอมมือสอง ศิษย์สายนอกคนหนึ่งขายทิ้ง แม้พลังนำไฟจะด้อยลง แต่ยังใช้งานได้"
เหวินซานรับมาดู เตามีขนาดเพียงสองฝ่ามือ ด้านนอกเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ฝาเตาเริ่มหมองคล้ำ
"ราคาเท่าไร"
"หินิญญาหนึ่งก้อน"
เหวินซานล้วงหินิญญาที่ผู้าุโหลินมอบให้ออกมา
เหวินซานกำหินิญญาไว้แน่น ดวงตาจับจ้องประกายแสงอ่อน ๆ ภายในก้อนผลึก หากเก็บมันไว้ เขาสามารถซื้ออาหารดี ๆ ได้หลายมื้อ หรือเก็บไว้ใช้ยามจำเป็ในอนาคต แต่หากพลาดโอกาสในวันนี้ เขาอาจต้องรออีกหนึ่งเดือนกว่าจะมีหินิญญาก้อนใหม่ เขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึก ก่อนนึกถึงคำพูดของกู้หยวนชิงว่า "ตราบใดที่เ้าไม่ยอมแพ้ ย่อมมีโอกาสเสมอ" เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ความลังเลทั้งหมดก็หายไป เขายื่นหินิญญาให้เ้าของร้านอย่างมั่นคง
"ข้าซื้อ"
ภายในร้านอุปกรณ์ปรุงยาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันไม้และไอิญญาจาง ๆ เหวินซานยืนนิ่งขณะยื่นมือไปรับเตาหลอมเหล็กดำขนาดกะทัดรัดที่เขาตัดสินใจเลือกมา
ในจังหวะที่เหวินซานกำลังยื่นมือไปรับเตาหลอมจากเ้าของร้าน เสียงหัวเราะแ่เบาแต่กวนประสาทก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็ศิษย์รับใช้รุ่นเก่าผู้หนึ่งที่ยืนเลือกสินค้าอยู่ไม่ไกล เขาเหลือบสายตามองเตาหลอมสภาพมอมแมมในมือของเหวินซาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้มีความปรารถนาดีเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
“เด็กใหม่หรือ เพิ่งเข้าสำนักมาหมาด ๆ ก็คิดจะหัดหลอมโอสถแล้วงั้นหรือ?”
ถ้อยคำนั้นเจือไปด้วยความดูแคลน ราวกับมองว่าสิ่งที่เหวินซานทำเป็เพียงเื่ตลกที่ไร้สาระ เ้าของร้านชำเลืองมองศิษย์รุ่นเก่าผู้นั้นเล็กน้อยด้วยสายตาเรียบเฉย แต่ไม่ได้เอ่ยวาจาใด ๆ ออกมา เขาเพียงส่งเตาหลอมเก่าคร่ำคร่านั้นให้เหวินซานพลางกำชับด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามวิสัยของคนค้าขายที่หวังเพียงเงินตรา
“ตรวจดูให้ดีก่อนก็แล้วกัน ของมือสองย่อมมีข้อบกพร่องตามสภาพ หากซื้อออกไปแล้ว ข้าไม่รับเปลี่ยนหรือคืนทุกกรณี”
เหวินซานไม่ได้หันไปให้ความสนใจกับศิษย์รุ่นเก่าที่ยังคงยืนหัวเราะหยันอยู่ด้านหลัง เขาเพียงใช้ปลายนิ้วััไปตามรอยขีดข่วนและรอยบุบบนผิวเตาเหล็กอย่างแ่เบาเพื่อสำรวจความสมบูรณ์ของมัน ก่อนจะพยักหน้าตอบรับเ้าของร้านด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง
“ข้ารู้แล้ว”
เขารับเตาหลอมนั้นมาโอบไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ราวกับสิ่งของที่คนอื่นมองว่าไร้ค่านี้คือสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต ในวินาทีนั้น เหวินซานไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดของใครหน้าไหนทั้งสิ้น เขาเพียงก้มหน้าก้าวเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้เสียงหัวเราะเยาะเย้ยค่อย ๆ จางหายไปในความวุ่นวายของสำนัก โดยมีเพียงความมุ่งมั่นที่หนักแน่นดุจหินผาถูกโอบกอดไว้ในอ้อมแขนพร้อมกับเตาใบนั้น
จากนั้นเขาเดินต่อไปยังร้านสมุนไพร เลือกซื้อสมุนไพรที่ใช้ในตำรับโอสถจุดประกายิญญาขั้นต้น แม้ทั้งหมดจะเป็เพียงสมุนไพรระดับต่ำ แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วก็ใช้หินิญญาไปไม่น้อย จากนั้นเขาแวะร้านเครื่องเขียน ซื้อสมุดบันทึกเปล่าเล่มหนึ่งกับพู่กันหนึ่งด้าม เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว หินิญญาที่มีอยู่ก็แทบไม่เหลือเลย
อาเหมียวซึ่งเดินตามมาด้วยตลอดถึงกับใ "น้องเหวิน เ้าจะเริ่มหลอมโอสถแล้วหรือ"
เหวินซานพยักหน้า "หากไม่เริ่มวันนี้ ข้าก็คงไม่มีวันสำเร็จ"
อาเหมียวเกาหัว "แต่... ศิษย์รับใช้ส่วนใหญ่ต้องเก็บเงินเป็ปี กว่าจะกล้าซื้อเตาหลอม" เหวินซานยิ้มบาง "หินิญญาหาใหม่เมื่อไรก็ได้ แต่เวลาที่เสียไปซื้อกลับคืนไม่ได้" อาเหมียวอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมา "น้องเหวิน... เ้าพูดเหมือนผู้าุโเลย"
คืนนั้น ภายในห้องพัก เหวินซานวางเตาหลอมไว้กลางห้อง เปิดตำราหลอมโอสถทีละหน้า ข้างกายมีสมุนไพรห้าชนิดวางเรียงอย่างเป็ระเบียบ เขาไม่ได้รีบลงมือ แต่หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนหัวข้อไว้หน้าใหม่ว่า "การหลอมโอสถครั้งที่หนึ่ง"
ใต้หัวข้อนั้น เขาจดรายชื่อสมุนไพรทุกชนิด อัตราส่วน ลำดับการใส่ ระยะเวลาควบคุมไฟ รวมถึงข้อควรระวังทุกบรรทัดจากตำรา เมื่อจดครบ เหวินซานจึงหลับตาลง ทบทวนขั้นตอนทั้งหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในใจ ราวกับกำลังหลอมโอสถด้วยความคิดก่อนลงมือจริง
อาเหมียวที่นอนอยู่บนเตียงอีกฝั่งมองภาพนั้นพลางส่ายหน้า "ยังไม่เริ่มหลอม... ก็เขียนไปตั้งหลายหน้าแล้ว"
เหวินซานลืมตาขึ้น ก่อนยิ้มบาง ๆ "ท่านพ่อข้าเคยบอกไว้ว่า... การเตรียมตัวให้ดี คือการทำงานสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง หากเข้าใจทุกขั้นตอนก่อน ตอนลงมือจริงก็จะผิดพลาดน้อยลง"
แสงตะเกียงส่องกระทบเตาหลอมใบเล็ก ประกายไฟสะท้อนอยู่ในดวงตาของเด็กหนุ่ม ราวกับคำสอนเรียบง่ายของจางิยังคงส่องนำทางเขา
คืนนั้น เหวินซานทบทวนทุกขั้นตอนจนกระทั่งแสงตะเกียงใกล้มอด เด็กกนุ่มกำลังจะจุดไฟใต้เตาหลอมเป็ครั้งแรก