หลังจากวันแรกของการสอนผ่านพ้นไป ซูซินก็เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตในจวนตระกูลหลี่ได้ดีขึ้น แม้สายตาของใต้เท้าหลี่จะยังคงเป็สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ซูซินจึงพยายามไม่ใส่ใจและทุ่มเทให้กับการสอนคุณหนูหลี่เหมยอย่างเต็มที่
ใน่สัปดาห์แรกของการสอน ซูซินได้ค้นพบว่าคุณหนูหลี่เหมยนั้นไม่ใช่เด็กที่โง่เขลาแต่อย่างใด นางมีความฉลาดเฉลียวและไหวพริบดี เพียงแต่ไม่ยอมแสดงออกมาเท่านั้น เมื่อซูซินเล่าเื่ราวจากประวัติศาสตร์ คุณหนูหลี่เหมยจะแอบฟังอย่างตั้งใจ แม้จะแกล้งทำเป็ไม่สนใจ เมื่อซูซินสอนการเขียนพู่กัน คุณหนูหลี่เหมยก็สามารถเขียนได้อย่างงดงาม แม้จะบ่นว่าเบื่อหน่าย
"คุณหนูมีพร์ในการเขียนพู่กันเป็อย่างมาก" ซูซินกล่าวชมเชยขณะมองดูลายมือของคุณหนูหลี่เหมย "หากฝึกฝนต่อไป จะสามารถเขียนได้สวยงามเทียบเท่านักเขียนชื่อดังได้เลย"
คุณหนูหลี่เหมยเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย "อาจารย์ซูไม่ได้พูดเพื่อให้ข้าดีใจใช่ไหม?"
"ข้าไม่เคยพูดเท็จ" ซูซินยิ้มอย่างอบอุ่น "คุณหนูมีความสามารถมาก เพียงแต่ยังไม่ได้แสดงออกมาเต็มที่เท่านั้น"
บุคลิกลักษณะของซูซินนั้นเป็ที่ประจักษ์แก่ทุกคนในจวน นางเป็หญิงสาวที่อ่อนโยน มีเมตตา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว นางมีความอดทนสูง ไม่เคยแสดงความท้อแท้หรือหงุดหงิด แม้คุณหนูหลี่เหมยจะยังคงมีท่าทีดื้อรั้นและไม่ให้ความร่วมมือในบางครั้ง ซูซินก็ยังคงยิ้มรับและหาวิธีการใหม่ๆ มาสอนอยู่เสมอ
นางมีความเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบ สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างใจเย็นและมีเหตุผล เมื่อคุณหนูหลี่เหมยแกล้งป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการเรียน ซูซินก็จะนำหนังสือไปอ่านให้ฟังข้างเตียง พร้อมกับเล่าเื่ราวสนุกๆ จนคุณหนูหลี่เหมยลืมตัวว่ากำลังแกล้งป่วยอยู่ เมื่อคุณหนูหลี่เหมยหนีไปเล่นในสวน ซูซินก็จะตามไปและเปลี่ยนสถานที่เรียนเป็ใต้ต้นไผ่ ทำให้การเรียนกลายเป็เื่สนุกมากกว่าเดิม
นอกจากนี้ ซูซินยังเป็คนที่มีความรับผิดชอบสูง ตระหนักในหน้าที่ของตนเอง และยึดมั่นในคุณธรรมอันดีงามที่บิดามารดาได้อบรมสั่งสอนมา นางไม่เคยมาสายหรือขาดการสอน แม้ในวันที่ฝนตกหนักหรือลมแรง นางยังคงมาสอนตรงเวลา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ทำให้ใครผิดหวัง
บิดามารดาของซูซิน คือ ซูต้าเหริน และ ฮูหยินซู ซูต้าเหรินเป็บัณฑิตผู้คงแก่เรียน มีชื่อเสียงในด้านความรู้และคุณธรรม ท่านเคยรับราชการเป็ขุนนางเล็กๆ ในเมืองหลวง แต่ด้วยความเบื่อหน่ายในความวุ่นวายของการเมือง จึงตัดสินใจลาออกจากราชการและกลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่เมืองหลินอัน เปิดสำนักสอนหนังสือเล็กๆ และอุทิศตนให้กับการศึกษา
ฮูหยินซูเป็หญิงสาวที่อ่อนหวาน ใจดี และมีฝีมือในการเย็บปักถักร้อยและปรุงอาหารเป็เลิศ นางมักจะส่งขนมที่ทำเองมาให้ซูซินนำไปแบ่งปันกับคุณหนูหลี่เหมย ซึ่งกลายเป็สิ่งที่ช่วยให้บรรยากาศการเรียนการสอนอบอุ่นขึ้น ทั้งสองอบรมสั่งสอนซูซินมาอย่างดีเยี่ยม ปลูกฝังให้นางเป็คนดี มีความรู้ และมีคุณธรรม ซูซินจึงเติบโตมาเป็หญิงสาวที่เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ เป็ที่รักใคร่ของบิดามารดาและผู้คนรอบข้าง
ในแต่ละวัน ซูซินจะตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อทำสมาธิและฝึกฝนวิชาการต่างๆ ที่นางได้ร่ำเรียนมา นางจะเตรียมบทเรียนและอุปกรณ์การสอนอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้การเรียนการสอนในแต่ละวันเป็ไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
วิชาที่ซูซินสอนคุณหนูหลี่เหมยนั้นครอบคลุมหลายแขนง ไม่ใช่เพียงแค่วรรณกรรมและประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเขียนพู่กัน การวาดภาพ การเล่นกู่ฉิน และการจัดดอกไม้ ซูซินเชื่อว่าการศึกษาที่สมบูรณ์แบบนั้นควรจะครอบคลุมทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อให้คุณหนูหลี่เหมยเติบโตเป็สตรีที่เพียบพร้อมและมีสุนทรียภาพในชีวิต
แผนการจัดตารางในแต่ละ่เวลาของซูซินถูกจัดไว้อย่างเป็ระบบ ่เช้าจะเป็การเรียนวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็วิชาพื้นฐานที่สำคัญ ซูซินจะเล่าเื่ราวของบรรดาวีรบุรุษและนางงามในประวัติศาสตร์ให้ฟังอย่างน่าสนใจ ทำให้คุณหนูหลี่เหมยค่อยๆ หลงใหลในเื่ราวเ่าั้
่บ่ายจะเป็การเรียนศิลปะต่างๆ เช่น การเขียนพู่กันและการวาดภาพ ซึ่งช่วยฝึกสมาธิและความประณีต ซูซินจะสอนให้คุณหนูหลี่เหมยเขียนตัวอักษรแต่ละตัวด้วยความใส่ใจ อธิบายถึงความหมายและที่มาของแต่ละตัวอักษร ทำให้การเขียนพู่กันไม่ใช่เพียงแค่การลอกเลียนแบบ แต่เป็การเข้าใจในความหมายลึกซึ้ง
ส่วน่เย็นจะเป็การเล่นกู่ฉินและการจัดดอกไม้ ซึ่งช่วยผ่อนคลายจิตใจและเสริมสร้างสุนทรียภาพ เสียงกู่ฉินที่ไพเราะของซูซินมักจะดึงดูดความสนใจของคุณหนูหลี่เหมย และการจัดดอกไม้ก็ทำให้นางได้เรียนรู้ถึงความงามของธรรมชาติ
ซูซินยังจัดให้มี่เวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อให้คุณหนูหลี่เหมยได้ออกกำลังกายและัักับธรรมชาติ บางครั้งนางจะพาคุณหนูหลี่เหมยเดินเล่นในสวนหย่อม สอนให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของใบไม้และดอกไม้ตามฤดูกาล หรือนั่งริมบ่อบัวฟังเสียงน้ำไหลและเสียงนกร้อง
ฮูหยินหลี่ ภรรยาของใต้เท้าหลี่ มักจะแวะเวียนมาดูแลการเรียนการสอนของคุณหนูหลี่เหมยอยู่เสมอ ฮูหยินหลี่เป็หญิงสาวที่งดงามและอ่อนโยน มีใบหน้าที่เรียบเนียนดุจใบบัว ดวงตาที่อ่อนหวานและเปี่ยมด้วยความรัก นางรักบุตรสาวมาก และเป็ห่วงว่าคุณหนูหลี่เหมยจะไม่มีใครสามารถสอนได้
ฮูหยินหลี่รู้สึกประทับใจในความสามารถและความอดทนของซูซินเป็อย่างมาก นางมักจะนำขนมและชามาให้ซูซินและคุณหนูหลี่เหมยในระหว่างการเรียน และพูดคุยสอบถามถึงความคืบหน้าของการเรียนการสอน
"อาจารย์ซู เหมยเธอเป็อย่างไรบ้าง?" ฮูหยินหลี่ถามด้วยความเป็ห่วง ขณะวางถาดขนมไว้บนโต๊ะ "ข้าเป็ห่วงว่าเธอจะยังคงดื้อรั้นเหมือนเดิม"
"คุณหนูเป็เด็กที่ฉลาดมาก" ซูซินตอบด้วยรอยยิ้ม "เพียงแต่ต้องใช้วิธีการที่เหมาะสม นางเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเมื่อข้าเล่าเื่ราวประวัติศาสตร์ให้ฟัง"
ฮูหยินหลี่ยิ้มอย่างโล่งใจ "ข้าดีใจมาก ที่ผ่านมาอาจารย์หลายคนต้องยอมแพ้ ข้าเกือบจะหมดหวังแล้วว่าจะหาใครมาสอนเหมยได้"
ด้วยความเมตตาและเอาใจใส่ของฮูหยินหลี่ ทำให้ซูซินรู้สึกอบอุ่นใจและคลายความกังวลลงไปได้มาก นางรู้สึกเหมือนได้รับการต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เป็อาจารย์ที่ได้รับจ้าง
นอกจากฮูหยินหลี่แล้ว ยังมีนายท่านผู้เฒ่าหลี่ ผู้เป็บิดาของใต้เท้าหลี่ ที่มักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนหลานสาวอยู่เสมอ นายท่านผู้เฒ่าหลี่เป็ชายชราที่แม้จะมีอายุมากแล้ว แต่ยังคงมีรูปร่างที่แข็งแรงและดวงตาที่เฉียบคม ผมหงอกขาวโพลน แต่ท่าทางยังคงแสดงถึงความเข้มแข็งและความมีอำนาจ
นายท่านผู้เฒ่าหลี่เป็อดีตนายทหารผู้กล้าหาญ เคยผ่านสมรภูมิรบมามากมาย ร่างกายของท่านมีแผลเป็จากการต่อสู้ในอดีต ซึ่งเป็เครื่องพิสูจน์ถึงความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อแผ่นดิน หลังจากปลดประจำการ ท่านก็ผันตัวมาทำการค้า และด้วยความเฉลียวฉลาดและสายตาที่แหลมคม ทำให้ท่านสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตระกูลหลี่ได้อย่างมหาศาล
"หลานสาวของข้าเป็อย่างไรบ้าง อาจารย์ซู?" นายท่านผู้เฒ่าหลี่ถามด้วยเสียงที่แม้จะแก่แล้ว แต่ยังคงทุ้มต่ำและทรงพลัง
"คุณหนูมีความสามารถมาก ท่านผู้เฒ่า" ซูซินตอบอย่างสุภาพ "นางเพียงแต่้าคนที่เข้าใจนางเท่านั้น"
นายท่านผู้เฒ่าหลี่มีบุคลิกที่เคร่งขรึม แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเมตตา ท่านรักคุณหนูหลี่เหมยมาก และมักจะเล่าเื่ราวการผจญภัยในอดีตให้หลานสาวฟัง เื่ราวของการรบในสมรภูมิ การเดินทางไปยังดินแดนไกลโพ้น และการพบเจอกับผู้คนหลากหลาย ซึ่งเป็สิ่งที่ทำให้คุณหนูหลี่เหมยชื่นชอบเป็พิเศษ
"ปู่คะ เล่าเื่การรบกับโจรสลัดให้เหมยฟังอีกสิคะ" คุณหนูหลี่เหมยขอร้องด้วยดวงตาที่เป็ประกาย
นายท่านผู้เฒ่าหลี่หัวเราะเบาๆ "เ้าเด็กนี่ ชอบฟังเื่การต่อสู้เสมอ แต่ปู่อยากให้เ้าเรียนหนังสือให้เก่งก่อน"
นายท่านผู้เฒ่าหลี่เองก็รู้สึกชื่นชมในความรู้ความสามารถของซูซิน และมักจะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนางในเื่ต่างๆ ท่านประทับใจในความรอบรู้ของซูซิน ที่ไม่เพียงแต่มีความรู้ในด้านวรรณกรรมและศิลปะเท่านั้น แต่ยังสามารถพูดคุยเื่ประวัติศาสตร์และการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง
กิจวัตรอื่นนอกจากเวลาเรียนของซูซินก็เป็ไปอย่างเรียบง่าย นางมักจะใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ เขียนพู่กัน หรือเดินเล่นในสวนหย่อมของจวนตระกูลหลี่ ห้องสมุดขนาดใหญ่ของตระกูลหลี่มีหนังสือหายากมากมายที่ซูซินไม่เคยได้อ่านมาก่อน นางจึงใช้เวลาว่างในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสอน
บางครั้งนางก็ช่วยฮูหยินหลี่จัดดอกไม้ หรือพูดคุยกับเหล่าสาวใช้ในจวน ด้วยความอ่อนโยนและเป็กันเองของซูซิน ทำให้นางเป็ที่รักใคร่ของทุกคนในจวน ไม่เว้นแม้แต่คุณหนูหลี่เหมยที่เริ่มเปิดใจและสนิทสนมกับซูซินมากขึ้นเรื่อยๆ
"อาจารย์ซู" คุณหนูหลี่เหมยเรียกขณะที่ซูซินกำลังจัดดอกไม้ในแจกัน "ทำไมอาจารย์ถึงอดทนกับเหมยได้นะคะ? อาจารย์คนอื่นๆ ต่างก็โกรธและลาออกไปหมด"
ซูซินหยุดมือและหันมามองคุณหนูหลี่เหมยด้วยสายตาที่อ่อนโยน "เพราะข้าเห็นว่าคุณหนูเป็เด็กดี เพียงแต่ยังไม่ได้พบวิธีการเรียนที่เหมาะกับตัวเองเท่านั้น"
"แต่เหมยดื้อและไม่เชื่อฟัง" คุณหนูหลี่เหมยพูดด้วยเสียงเศร้า
"ทุกคนมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน" ซูซินอธิบายอย่างอดทน "บางคนชอบเรียนจากหนังสือ บางคนชอบเรียนจากการฟังเื่ราว บางคนชอบเรียนจากการลงมือทำ คุณหนูเป็คนที่ชอบเรียนจากเื่ราวและการลงมือทำ ข้าจึงปรับวิธีการสอนให้เหมาะกับคุณหนู"
ความสัมพันธ์ที่สนิทขึ้นระหว่างซูซินและคุณหนูหลี่เหมยนั้นเป็ไปอย่างช้าๆ แต่ก็มั่นคง จากศิษย์ที่ดื้อรั้นและไม่ให้ความร่วมมือ คุณหนูหลี่เหมยเริ่มแสดงความสนใจในการเรียนมากขึ้น นางตั้งใจฟังคำสอนของซูซิน และพยายามทำตามคำแนะนำของนาง
"วันนี้เราจะเรียนเื่อะไรคะ อาจารย์ซู?" คุณหนูหลี่เหมยถามด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มักจะบ่นว่าไม่อยากเรียน
"วันนี้เราจะเรียนเื่ของนางเจาฮวา นางงามผู้เสียสละเพื่อชาติ" ซูซินตอบด้วยรอยยิ้ม
"นางเจาฮวาเหรอคะ? เหมยเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้เื่ราว" คุณหนูหลี่เหมยนั่งตัวตรงและเตรียมฟัง
ซูซินเองก็รู้สึกดีใจที่เห็นพัฒนาการของศิษย์สาว นางมักจะเล่านิทานหรือเื่ราวสนุกๆ ให้คุณหนูหลี่เหมยฟัง เพื่อกระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้ และบางครั้งนางก็พาคุณหนูหลี่เหมยออกไปเดินเล่นนอกจวน เพื่อให้ได้ัักับโลกภายนอกและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
การเดินเล่นนอกจวนเ่าั้กลายเป็่เวลาที่คุณหนูหลี่เหมยชื่นชอบมาก นางได้เห็นชีวิตของผู้คนธรรมดา ได้ัักับความเป็จริงของโลกภายนอก ซึ่งแตกต่างจากชีวิตที่ถูกปกป้องไว้ในจวน
"อาจารย์ซูคะ ทำไมคนข้างนอกดูมีความสุขนะคะ แม้จะไม่ได้มั่งคั่งเหมือนพวกเรา?" คุณหนูหลี่เหมยถามขณะเดินผ่านตลาดริมน้ำ
"ความสุขไม่ได้มาจากความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว" ซูซินอธิบาย "บางครั้งความสุขมาจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น การได้อยู่กับคนที่รัก การได้ทำในสิ่งที่ชอบ หรือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น"
แต่แล้ว วันหนึ่ง การปรากฏตัวของคู่หมั้นของซูซินก็มาถึง บัณฑิตเหวินเซี่ยนเดินทางมาจากเมืองหลวงเพื่อมาเยี่ยมเยียนซูซิน การมาถึงของเขาทำให้บรรยากาศในจวนตระกูลหลี่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เขาเป็ชายหนุ่มรูปงาม สูงใหญ่ สวมชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตา ผ้าไหมเนื้อดีที่แสดงถึงฐานะที่ไม่ธรรมดา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคาย มีคิ้วดำเข้ม ดวงตาฉายแววฉลาดเฉลียวและสุภาพเรียบร้อย จมูกโด่งสูง ริมฝีปากบางเรียบ ผมดำเป็เงาผูกเป็มวยเรียบร้อย ท่าทางของเขาแสดงถึงการศึกษาอันดีและมารยาทที่สมบูรณ์แบบ
บัณฑิตเหวินเซี่ยนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากตระกูลหลี่ โดยเฉพาะใต้เท้าหลี่ที่ให้เกียรติเขาเป็อย่างมาก ใต้เท้าหลี่จัดงานเลี้ยงต้อนรับเขาอย่างยิ่งใหญ่ เชิญเหล่าขุนนางและพ่อค้าสำคัญในเมืองมาร่วมงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเคารพที่มีต่อบัณฑิตหนุ่มผู้นี้
"บัณฑิตเหวิน ยินดีต้อนรับสู่เมืองหลินอัน" ใต้เท้าหลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น "หวังว่าการเดินทางจะไม่ลำบากเกินไป"
"ขอบคุณใต้เท้าหลี่สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น" บัณฑิตเหวินเซี่ยนตอบด้วยความสุภาพ "การเดินทางราบรื่นดี และข้าดีใจที่ได้มาเยี่ยมเยียนซูซิน"
เมื่อซูซินได้พบกับบัณฑิตเหวินเซี่ยน นางก็รู้สึกดีใจเป็อย่างมาก ใบหน้าของนางเปล่งประกายด้วยความสุข ซึ่งเป็สิ่งที่ทุกคนในจวนสังเกตเห็นได้ ทั้งสองพูดคุยกันถึงเื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน่ที่ไม่ได้พบกัน
"เซี่ยน การศึกษาของเ้าเป็อย่างไรบ้าง?" ซูซินถามด้วยความสนใจ
"ข้าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย" บัณฑิตเหวินเซี่ยนตอบด้วยความภาคภูมิใจ "อาจารย์ในเมืองหลวงมีความรู้ลึกซึ้งมาก ข้าได้ศึกษาเื่การปกครองและกฎหมาย ซึ่งจะเป็ประโยชน์เมื่อข้าเข้ารับราชการ"
บัณฑิตเหวินเซี่ยนเล่าถึงความก้าวหน้าในการศึกษาของเขา และความคาดหวังที่จะได้เข้ารับราชการในอนาคต เขามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและครอบครัว ซูซินเองก็เล่าถึงการมาเป็อาจารย์พิเศษในจวนตระกูลหลี่ และความพยายามในการสอนคุณหนูหลี่เหมย
"ซินเอ๋อร์ เ้าช่างอดทนจริงๆ" บัณฑิตเหวินเซี่ยนกล่าวด้วยความชื่นชม "ข้าได้ยินว่าคุณหนูหลี่เหมยเป็เด็กที่ดื้อรั้นมาก"
"นางเป็เด็กดี เพียงแต่้าความเข้าใจเท่านั้น" ซูซินตอบด้วยรอยยิ้ม "ตอนนี้นางเริ่มสนใจการเรียนมากขึ้นแล้ว"
ใต้เท้าหลี่สังเกตเห็นความสนิทสนมระหว่างซูซินและบัณฑิตเหวินเซี่ยน เขายิ้มบางๆ ที่มุมปาก แต่แววตาของเขากลับฉายแววลึกล้ำยากจะคาดเดา มีบางอย่างในสายตาของเขาที่ดูแปลกประหลาด ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้ง
เขาเชิญบัณฑิตเหวินเซี่ยนให้อยู่พักในจวนตระกูลหลี่สักสองสามวัน เพื่อให้ได้พักผ่อนและพูดคุยกับซูซินได้อย่างเต็มที่ บัณฑิตเหวินเซี่ยนตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี
"ใต้เท้าหลี่ใจดีมาก ข้าขอบคุณสำหรับความกรุณา" บัณฑิตเหวินเซี่ยนกล่าว
"ไม่เป็ไร เราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว" ใต้เท้าหลี่ตอบด้วยรอยยิ้ม แต่แววตายังคงลึกล้ำ
การมาเยือนของบัณฑิตเหวินเซี่ยนทำให้บรรยากาศในจวนตระกูลหลี่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คุณหนูหลี่เหมยเองก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบกับบัณฑิตหนุ่มผู้มีความรู้ความสามารถ นางมักจะแอบฟังซูซินและบัณฑิตเหวินเซี่ยนพูดคุยกัน และบางครั้งก็เข้าร่วมวงสนทนาด้วย