แม้ราคาหกอีแปะที่ได้จะน้อยกว่าราคาในเมืองหนึ่งอีแปะแต่เมื่อพิจารณาว่าปลาสดจำเป็นต้องใช้น้ำ การขนส่งก็ลำบากแถมยังมีโอกาสเสียหายระหว่างทางด้วย เมื่อหักลบกลบหนี้แล้ว ราคาก็แทบไม่ต่างกันเลย
ยิ่งไปกว่านั้นนางซูต้องการปริมาณมาก และยังซื้อทั้งหมดในคราวเดียว ประหยัดไปได้หลายเรื่อง!
อีกอย่างปลาหมักหม้อดินที่ปรุงเสร็จแล้วพวกเขานำไปขายเองในราคาหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะส่วนราคาที่ขายให้ห้างร้านไท่หรานคือหนึ่งร้อยสิบอีแปะยอมลดกำไรไปสี่สิบอีแปะต่อไห อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่สามารถจัดหามีไม่มากนักปลาไม่เหมือนหมู ที่สามารถจัดหาสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของแหล่งวัตถุดิบห้างร้านไท่หรานจะช่วยดำเนินการจัดหา หมู่บ้านเถียนซินมีบ่อปลาเพียงแห่งเดียวการเลี้ยงลูกปลาใหม่จะต้องใช้เวลาถึงสองฤดูจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้อีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
เมื่อคำสั่งซื้อนี้ได้รับการยืนยันนางซูได้รับเงินกว่าร้อยตำลึง กระเป๋าของนางจึงพองโตจนเดินตัวปลิวรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างยิ่ง!
เป็นเวลาสองวันที่เพิ่มคนงานเข้ามาจัดการปลาสดๆทั้งเชือด หมัก ทอด แล้วบรรจุลงไห... คนเจ็ดแปดคนยุ่งจนหัวหมุนและทำปลาหมักได้สามสี่ร้อยไหสำเร็จ ในจำนวนนี้เก็บไว้ขายเองร้อยไหที่เหลือให้รถม้าของห้างร้านไท่หรานขนไป
อีกด้านหนึ่งที่สำนักศึกษา เย่จื้อเหอมาร่ำเรียนได้ไม่ถึงสองวัน ก็พาเย่ฝูหรงมาด้วย
เด็กสาวตัวน้อยสวมชุดหรูฉวิน[*] สีเหลืองอ่อน ยิ้มแย้มมีเสน่ห์ดุจดอกไม้แรกแย้ม ริมฝีปากแดง ฟันขาวนางยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสง่างาม ไม่นานนักก็ได้รับความนิยมจากบรรดาเพื่อนร่วมชั้น
จะกล่าวว่าเย่ชิงชิงไม่ได้งดงามก็คงไม่ใช่นางมีดวงตาที่สดใสและงดงาม แม้ผิวพรรณจะหยาบกร้านไปบ้างแผลเป็นที่เคยน่ากลัวเมื่อก่อน หากไม่สังเกตดีๆ ก็ไม่เป็นที่สะดุดตาแล้ว
หลังจากออกจากสกุลเย่นางก็ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ แก้มทั้งสองข้างจึงอิ่มเอิบขึ้นมาบ้าง มีเนื้อเล็กๆน่ารักในวัยนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังใช้น้ำกุหลาบทุกเช้าเย็นทำให้ผิวพรรณขาวเนียนขึ้นมากไม่หลงเหลือเค้าโครงของสภาพผู้ลี้ภัยผอมแห้งอย่างนางเมื่อก่อนเลย
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เป็นผู้ใหญ่ที่มาสวมร่างของเด็กน้อยผู้นี้วิญญาณที่อยู่ข้างในคือวิญญาณของผู้ใหญ่ชะตากำหนดให้นางไม่อาจเหมือนเย่ฝูหรงที่ไร้เดียงสาและเต็มไปด้วยความสดใสของเด็กวัยเยาว์
เย่ชิงชิงดูสงบเสงี่ยมเกินไปเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆ(อันที่จริงมันคือช่องว่างระหว่างวัย) นางมักจะทำอะไรตามใจตนเองไปเรียนและกลับบ้านคนเดียวเสมอ
เด็กๆที่มีหูหยางหมิงเป็นผู้นำ ก็สนิทกับเย่ฝูหรงอย่างรวดเร็วพวกเขาสนุกกับการเล่นเกมต่างๆ โดยส่วนใหญ่ก็คือการปล่อยจื่อยวน
ในวันนี้พวกเขายังคงนัดหมายที่จะไปที่ริมลำธารหลิวฉู่เป่าก็เดินมาชวนเย่ชิงชิงไปด้วยในทันที
“เย่ชิงชิง มาเล่นกับพวกเราเถอะ!”
หลิวฉู่เป่าเป็นคนติดเล่นเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านซั่งเหอ จึงไม่ต้องเสียเวลาเดินทางกลับบ้านทำให้เขามักจะเข้าร่วมการละเล่นแทบทุกครั้ง
“เจ้าเรียกนางมาทำไมกัน!” หูหยางหมิงที่นั่งโต๊ะเดียวกันกับนางพลันรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง จึงถามออกไปอย่างไม่พอใจ
หลิวฉู่เป่าหันกลับไปมองเขาเกาหัวด้วยความงุนงงเขาไม่เข้าใจว่าทำไมหูหยางหมิงถึงได้ด่านางว่านังอัปลักษณ์อยู่เสมอนางก็ไม่ได้อัปลักษณ์ขนาดนั้นเสียหน่อย… อีกอย่างนางก็ตอบคำถามของอาจารย์ได้ทุกครั้ง!
“แค่ทำจื่อยวนไม่เป็นไรหรอกน่า” เย่ฝูหรงย่นจมูกเล็กน้อยนางรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ในใจ ฝีมือการประดิษฐ์ของนางดีเสมอไม่ว่าจะเป็นการปักถุงหอมหรือการทำจื่อยวน ก็ทำได้ดีเยี่ยมและได้รับคำชมจากผู้ใหญ่มากมาย นางจึงภาคภูมิใจในเรื่องนี้มาก
เย่ชิงชิงรู้สึกประหลาดใจกับการเชิญชวนของหลิวฉู่เป่าจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าทำไม่เป็นจริงๆพวกเจ้าไปเล่นเถอะ”
ทว่าหลิวฉู่เป่ากลับไม่สนใจความไม่พอใจของพวกเขาเขาหัวเราะพลางตบอกเล็กๆ ของตนเอง “ข้าสอนเจ้าได้!”
สวีโหย่วหลันที่อายุน้อยที่สุดในสำนักศึกษาก็เข้ามาใกล้และกัดนิ้วพลางถามว่า “ทำไมเจ้าถึงทำไม่เป็นล่ะ~”
“เอ่อ...พวกเจ้าทำได้หมดแล้วหรือ?” เย่ชิงชิงมองไปที่สวีโหย่วหลันเด็กสาวตัวน้อยอายุเพียงห้าขวบเองนะ
คาดไม่ถึงว่าหลิวฉู่เป่าและสวีโหย่วหลันจะพยักหน้าพร้อมกับกล่าวว่า“พวกเราเล่นมาหลายครั้งแล้วนะ!”
จู่ๆก็ถูกเด็กหลายคนรุมล้อม เย่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะทบทวนตัวเองว่าตอนนี้นางก็เป็นเพียงเด็กน้อยตัวเล็กๆ คนหนึ่งไม่ไปเล่นด้วยจะดูไม่เข้าพวกเกินไปหรือไม่?
ทำได้เพียงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็สอนข้าเถิด!”
เย่ฝูหรงไม่คัดค้านอย่างที่เคยเป็นนางเกลียดเย่ชิงชิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในตอนนี้นางมีใจอยากอวดจื่อยวนของตนเองต่อหน้าอีกฝ่าย จึงไม่ปริปาก
ผู้คนทั้งหลายเดินออกไปข้างนอกในลานกว้าง พวกเขาได้พบกับนักเรียนจากอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันจึงชวนกันไปเล่น และหนึ่งในนั้นมีเกาเฟิงอยู่ด้วย
เกาเฟิงวัยสิบสองปีเดิมทีโอ้อวดว่าตนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่สนใจที่จะเล่นซ่อนหากับเด็กน้อยพวกนี้หรือเล่นชนจิ้งหรีด แต่เมื่อเห็นร่างของเย่ชิงชิงเขากลับเดินตามไปอย่างไม่มีเหตุผล
ผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซั่งเหอต่างพากันนำมีดพร้า กรรไกร และกาวข้าวมา จากนั้นตัดไม้ไผ่เป็นโครงแล้วใช้กาวข้าวแปะกระดาษให้เรียบเสมอกัน เหลือหางเล็กๆ สองเส้นด้านล่างผูกเชือกเส้นเล็กๆ เข้าไป ก็จะได้จื่อยวนกระดาษหนึ่งอัน
กล่าวได้ง่ายนักแต่เด็กๆ มักจะขาดทักษะการลงมือทำ ยิ่งไปกว่านั้น มุมของโครงไม่ถูกต้องหรือไม่สมดุล อาจทำให้จื่อยวนส่วนใหญ่บิดเบี้ยวและบินไม่ขึ้น
“ช่างซุ่มซ่ามเสียจริง…” เกาเฟิงยืนอยู่ด้านหลังเย่ชิงชิงก้มหน้ามองนิ้วสั้นๆ ของนางที่เต็มไปด้วยกาวข้าว
“…”เย่ชิงชิงเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง กาวข้าวถูกใส่ไว้ในชามใช้ไม้ไผ่เล็กๆ ตักขึ้นมาไว้ทา นางก็ไม่คิดว่าไม้ไผ่เล็กๆ นั่นจะตกลงไปในชามเมื่อตักขึ้นมาอีกครั้งก็ย่อมเหนียวเหนอะหนะเช่นนี้
อย่าได้ดูถูกความเหนียวของกาวข้าวเชียวใช้ติดป้ายคู่ที่ผนัง ก็แทบจะฉีกออกไม่ได้เลยมันแข็งแรงกว่ากาวหลายชนิดในยุคปัจจุบันเสียอีก!ในตอนนี้เย่ชิงชิงเปรอะเปื้อนไปทั้งมือ แน่นอนว่ารู้สึกไม่สบายเป็นอย่างยิ่งคิ้วเล็กๆ ของนางถึงกับขมวดเข้าหากัน
เชิงอรรถ
[*]ชุดหรูฉวิน (襦裙) ชุดแบบดั้งเดิมของจีนยุคราชวงศ์ฮั่นถึงราชวงศ์หมิง ประกอบด้วยเสื้อสั้นและกระโปรงยาวถือว่าเป็นรูปแบบชุดฮั่นฝูยอดนิยม)