“ทำไมล่ะ?” ชายชราหน้าตาแตกตื่น ถามขึ้นด้วยความงุนงง
“เ้าเด็กบ้า นี่คิดว่าข้าจะรับศิษย์ง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ!!”
ชายชราหงุดหงิดและไม่พอใจเป็อย่างมาก เขาไม่เคยคิดเลยว่าบนโลกนี้ยังมีคนกล้าปฎิเสธการเป็ศิษย์ของเขา ยิ่งเด็กคนนี้เป็คนที่เขาค่อนข้างจะถูกใจเป็อย่างมาก นั่นยิ่งทำให้เขายอมรับไม่ได้ไปกันใหญ่
“ท่านโกหกหลอกลวง ข้าไม่เคยเห็นใครที่ไหนจะใช้ขาเตะจนต้นไม้ขาดง่ายดายเช่นนี้มาก่อน ข้าว่าท่านต้องแอบใช้พลังเซียนแน่ ๆ ข้าก็บอกท่านลุงไปแล้วไงว่าข้าฝึกพลังเซียนไม่ได้”
ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ เขาเปลี่ยนท่าทีเป็อ่อนโยนลง แล้วกวักมือเรียก “เ้าหนูมานี่สิ ข้าจะอธิบายให้เ้าฟัง”
เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย ชายชราจึงอธิบายด้วยเสียงอ่อนอกอ่อนใจว่า
“พลังที่พวกเทพเซียนฝึกฝนกันคือพลังแห่งฟ้าดินและจักรวาล คนเหล่านี้ต้องฝึกฝนและทำความรู้จักกับพลังแห่งธรรมชาติเพื่อที่จะได้ดึงพลังเ่าั้มาใช้ได้ เป็การยืมพลังจากภายนอกมาใช้ ถ้าให้อธิบายอย่างง่ายก็ถ้าเ้าจะใช้ไฟ เ้าก็ต้องก่อกองไฟนั้นแหละ”
ชายชราหยุดพูดเพื่อให้เด็กหนุ่มค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า
“ส่วนพลังที่ข้าจะสอนเ้า คือพลังที่มาจากภายในล้วน ๆ หรือพลังที่เ้าเป็เ้าของแต่เพียงผู้เดียว เป็ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาเองและควบคุมมันได้ดังใจนึก ถ้าอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายก็เช่นกล้ามเนื้อและร่างกายของเ้า หากเ้าหมั่นฝึกฝน ร่างกายของเ้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นจนกระทั่งเ้าสามารถต่อยตีต้นไม้ต้นนี้ได้อย่างสุดแรงโดยที่เ้าไม่าเ็ แต่กลับกันหากให้ผู้อื่นที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน ให้มาทำแบบเ้า กระดูกคงหักไปนานแล้ว”
ซาทูรอสฟังพอเข้าใจบ้างจึงพยักหน้ารับ “อ๋อ เป็เช่นนี้” แล้วจึงถามออกไปด้วยความสงสัยว่า
“แต่ข้าไม่เคยเห็นใครทำได้แบบท่านมาก่อน แล้วข้าต้องทำอย่างไรถึงจะแข็งแกร่งแบบท่านลุงได้เล่า? ขนาดลุงชาร์ลเขาเป็ถึงรองผู้บัญชาการ แต่ข้าดูแล้วเขายังไม่แข็งแกร่งเทียบเท่าท่านเลยแม้แต่น้อย”
“ลุงชาร์ล?” ชายชราเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรออก “อ๋อไอ้หนวดขาวที่บ้านเ้านั่นน่ะนะ?”
“ใช่ครับ” เด็กหนุ่มตอบ “ว่าแต่ท่านรู้จักได้ยังไง? บ้านข้าห่างจากที่นี้เกือบ 5 กิโลเมตรเชียวนะ หรือว่าท่านเคยไปแถวนั้น?”
“เหอะ เด็กน้อยอย่างเ้าจะไปรู้อะไร ข้าจะบอกเ้าให้ฟัง ไอ้หนวดขาวนั้น หากมาเทียบกับข้า มันยังเทียบไม่ได้แม้แต่เล็บเท้าข้าด้วยซ้ำ”
ชายชราได้ทีก็กล่าวอ้างโอ้อวดทันควัน แต่เด็กหนุ่มทำหน้าหยี ราวกับไม่ค่อยเชื่อถือที่เขาพูดก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“เมื่อครู่ข้ายังเห็นต้นไม้หล่นทับเท้า จนท่านร้องเสียงหลงอยู่เลย...”
ชายชราสะดุ้งขึ้น รีบทำหน้าเหมือนกันว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงพูดกับเขาว่า
“สรุปเ้าจะเรียนหรือไม่เรียน?”
เด็กหนุ่มยิ้มขำ ส่งสายตาหยอกเย้าชายชราพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนเป็สีหน้าจริงจังแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ที่ท่านมาพูดเมื่อครู่ ข้าอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าคนเราจะฝึกแต่ร่างกายให้แข็งแกร่ง แล้วเราจะเอาชนะผู้ที่ฝึกพลังเซียนได้อย่างไรเล่า?”
ชายชราได้ยินเช่นนั้น จึงพยักหน้าอธิบายต่อว่า
“ถูกต้อง หากมัวแต่ฝึกฝนเพียงร่างกาย ไหนเลยจะเหนือขีดจำกัดเช่นข้า เพราะฉะนั้น ข้าถึงได้บอกเ้ายังไงล่ะว่าข้าจะสอนเคล็ดวิชาให้”
“การฝึกเคล็ดวิชานี้ เ้าจะต้องฝึกกายพร้อมกับจิตใจควบคู่กันไป ความสำเร็จของผู้ที่ฝึกวิชานี้ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาที่ได้ฝึกฝน แต่ขึ้นอยู่กับวาสนาและสติปัญญาของผู้ฝึก แม้ว่าข้าจะบอกเคล็ดลับวิชาเหมือนกันทุกประการให้แก่คน 10 คน และใช้ระยะเวลาฝึกพร้อมกัน แต่ทว่าใครจะฝึกได้ถึงขั้นไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและจิตใจที่เ้ามี”
ซาทูรอสได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ แต่ก็ถามออกไปว่า
“ถ้าเช่นนั้นคงเป็เคล็ดวิชาที่ยากสินะครับ?”
ชายชราส่ายหน้าตอบ “ไม่เลย ข้าก็บอกเ้าแล้วไงว่าอยู่ที่สติปัญญาการตีความและจิตใจของผู้ฝึก จะว่ายากก็ยากดั่งบินเหยียบก้อนเมฆ จะว่าง่ายก็ง่ายดั่งหายใจเข้าออก”
เด็กหนุ่มฟังแล้ว ได้แต่ขมวดคิ้วย่น ขบฟันกรามไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง
“ถ้าข้ายังไม่เรียกท่านลุงว่าอาจารย์ ท่านลุงจะสอนวิชาข้าไหม?”
“ไอ้เด็กเวรนี้ เอ็นดูเข้าหน่อยชักจะกำแหงไปกันใหญ่แล้วนะ!” ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับลมออกหู มีที่ไหนขอเรียนวิชาแต่กลับไม่ยอมเป็ศิษย์ก้มหัวให้อาจารย์
เด็กหนุ่มกลัวชายชราจะเข้าใจตนผิด จึงรีบพูดอธิบายทั้งที่ในใจเองก็แอบหวาดกลัวกับท่าทางโมโหของชายชราจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
“ท่านลุง ข้าไม่ใช่ไม่อยากเรียกท่านว่าอาจารย์ แต่ข้าคิดว่าคำนี้มันศักดิ์สิทธิ์สำหรับข้ามาก เพราะคำว่าอาจารย์สำหรับข้า เปรียบดั่งบุพการีคนที่สอง ถ้ามันไม่ได้ออกมาจากใจ ข้าเองก็ไม่อยากเรียกคำนี้ออกมา”
เสียงเด็กหนุ่มเปล่งออก เจือปนไปด้วยความหวาดกลัว อีกทั้งยังสั่นเครือจนคนฟังััได้แทบจะในทันที
ชายชราที่ได้ฟังก็ใจเย็นลง เขามองดูแววตาของเด็กหนุ่มและััได้ถึงความจริงใจภายในนั้นอย่างเต็มเปี่ยม
“เ้านี่มัน….ก็ได้ ก็ได้ ถือว่าข้าวัดดวงกับเ้าก็แล้วกัน ให้ตายเถอะ เพิ่งเคยเจอเด็กหัวรั้นอย่างเ้าก็วันนี้แหละ”
แม้ชายชราจะบ่นกระปอดกระแปดไม่พอใจ แต่ก็ยอมสอนให้กับเด็กหนุ่ม
“งั้นั้แ่วันนี้เป็ต้นไปทุกวันเวลานี้ เ้าต้องมาหาข้าและฝึกฝนกับข้าอย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง ห้ามขาดแม้แต่วันเดียวเข้าใจหรือไม่?”
“ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างดีใจ
หลังจากนั้นชายชราก็สั่งให้ซาทูรอสนั่งหลับตาทำสมาธิไปพร้อมกับที่ตนเองค่อย ๆ พูดเคล็ดวิชาประโยคแล้วประโยคเล่า เพื่อให้เขาจดจำทุกถ้อยคำให้ขึ้นใจ นานถึง 1 ชั่วโมง….
“ลืมตาได้แล้วเ้าหนู เรามีที่ที่ต้องไปต่อ” ชายชราบอกกับเด็กหนุ่ม ก่อนจะพากันเดินไปทางด้านทิศเหนือ
ซาทูรอสนั้นแปลกใจมาก ที่ชายชราเคลื่อนไหวได้รวดเร็วทั้งที่เขาเพียงแค่เดินเท่านั้น จนเขาจำต้องเปลี่ยนจากเดินเป็วิ่งตามหลังชายชราไป
“ซู่วววว!!!!! ซูมมมม!!!!!!!”
เสียงดังกึกก้องและยาวนานไม่ขาดตอน ชวนให้นึกถึงน้ำจำนวนมหาศาลที่กำลังหล่นกระทบกันอย่างรุนแรง เด็กหนุ่มที่วิ่งจนเหนื่อยหอบ พยายามสูดอากาศให้เต็มปอดเท่าที่จะทำได้
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกกว่ากลิ่นไอน้ำเหล่านี้ ทำให้เขารู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้เสียงที่ว่า เด็กหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าอากาศเริ่มเย็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงแอ่งน้ำตกขนาดใหญ่
ซาทูรอสเงยหน้ามองขึ้นไป พบว่าด้านหน้าเป็หน้าผาสูงชันไม่ต่ำกว่า 50 เมตร ทอดยาวเป็แนวเขาไกลสุดตา เป็ภาพที่งดงามและตื่นตาตื่นใจสำหรับเขามาก เพราะเขาไม่เคยเห็นแหล่งน้ำที่ใสสะอาดเช่นนี้มาก่อน แม้แต่แม่น้ำของหมู่บ้านยังใสไม่ถึงครึ่งของน้ำตาั์แห่งนี้ด้วยซ้ำ
ชายชราจำเป็ต้องะโเสียงดังขึ้นเพราะเสียงน้ำตกแห่งนี้นั้นดังจนเกินไปที่จะพูดปกติได้และถามเขาว่า
“พร้อมหรือยัง!!!”
เด็กหนุ่มที่ยังมึนงงและไม่รู้ว่าการฝึกต่อไปจะเป็เช่นไร แต่ก็พยักหน้ารับ ส่วนชายชราไม่พูดมาก ใช้มือทั้งสองข้างอุ้มร่างของซาทูรอสขึ้นมา ก่อนจะโยนเขาลงไปกลางแอ่งน้ำตก ที่อยู่ไกลจากริมฝั่งประมาณ 100 เมตร
“อ๊ากกก” เด็กหนุ่มะโร้องขึ้นด้วยความใ ไม่คิดว่าจู่ ๆ เขาจะถูกชายชราจับเขาโยนลอยละลิ่วมาเช่นนี้
“ตู้มม!!”
ร่างของเด็กหนุ่มร่วงจมลงสู่ใต้น้ำ ตัวเขาพลันััได้ว่าน้ำที่แห่งนี้มันเย็นจับใจเสียเหลือเกิน หากพูดให้ถูกก็คือน้ำแห่งนี้มันหนาวเย็นเกินไปมากกว่า
ด้วยความกลัว เขาจึงรีบตะเกียดตะกายขึ้นมาสู่ผิวน้ำอีกครั้ง ดูไปไม่ต่างกับลูกหมาตกน้ำแม้แต่น้อย ทันทีที่เขาผุดขึ้นเหนือน้ำ เขาก็รีบะโออกมาว่า
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย!!”
แต่ดูเหมือนว่าชายชราจะแกล้งทำเป็หูทวนลม ขณะเดียวกันเขาก็โยนบางสิ่งเป็ก้อน ๆ คล้ายท่อนไม้ตามลงมาจนเกือบจะโดนหัวของเขาอย่างหวุดหวิด
ทว่าในตอนนั้นด้วยไหวพริบของเด็กหนุ่ม เขาเห็นว่าไม้ท่อนนี้มันสามารถลอยน้ำได้ เขาไม่รอช้า รีบคว้ามันเอาไว้อย่างเหนียวแน่นทันที จากนั้นเขาก็ทราบว่าที่จริงสิ่งนี้คือถุงลมของสัตว์ ที่ภายในอัดแน่นไปด้วยอากาศเอาไว้นั้นเอง
ในขณะนั้นเด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกว่ากระแสน้ำแห่งนี้นั้นค่อนข้างรุนแรง อีกทั้งเขายังรู้สึกได้ว่าเหมือนมีบางอย่างพยายามดึงดูดเขาเข้าให้ใหลไปตามกระแสน้ำ ที่อีกฝ่างหนึ่งดูเหมือนจะเป็หน้าผาชันอีกแห่ง
“ไม่นะ!!” เขาเห็นดังนั้นก็รีบตีขาว่ายน้ำสุดชีวิต เขาไม่อยากคิดเลยว่าถ้าน้ำลากเขาไปถึงตรงนั้น เขาจะร่วงหล่นลงไปลึกแค่ไหน แค่คิดเขาก็กลัวแล้ว
เมื่อเด็กหนุ่มว่ายมาจนถึงฝั่งอย่างปลอดภัย เขาก็รีบคว้าก้อนหินริมฝั่ง จิกเกาะนิ้วเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะกลัวจะไหลไปตามกระแสน้ำอีกหน ก่อนจะพยายามตะเกียดตะกายขึ้นมาอย่างเหนื่อยอ่อน
ชายชราที่ยืนรออยู่บนฝั่งยกยิ้มหัวเราะชอบใจ ก่อนจะถามเขาว่า
“นี่เ้าว่ายน้ำไม่เป็หรอกรึ? ฮ่าฮ่า ดีนะที่ข้าเตรียมสิ่งนี้ไว้ให้เ้าล่วงหน้า”
ซาทูรอสหันไปค้อนชายชราและะโกลับไปว่า
“ท่านจะฆ่าข้าหรือไงกัน!!”
“เอาน่า แต่เ้าก็รอดมาได้แล้วนี่ไง ไม่มีใครตายสักหน่อย” ชายชราตอบด้วยความเบิกบาน และจ้องมองซาทูรอสที่พยายามใช้แรงที่เหลือพยุงตัวขึ้นฝั่ง
ทว่าฝันร้ายครั้งนี้ดูเหมือนจะยังไม่จบลง จู่ ๆ เด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ว่าร่างของเขาถูกยกขึ้นสูงอีกครั้ง ก่อนจะลอยละลิ่วไปยังจุดเดิม ตามตำแหน่งเดิมเป๊ะ ๆ
“อ๊ากกก แค๊ก ๆ ๆ”
ซาทูรอสะโแหกปาก ก่อนจะสำลักน้ำเข้าไปคำใหญ่และทุกอย่างก็เดจาวูวนกลับมาอีกครั้ง ลูกหนังลอยละลิ่วมาใกล้ตัวและเขาก็รีบคว้าจับมันเอาไว้เช่นเคย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาจำไม่ได้แล้วว่าถูกโยนลอยลงมากี่ครั้ง
ในตอนนี้เขานอนแผ่หล้าอยู่บนพื้นหญ้าริมน้ำตกอย่างหมดแรง เขารู้สึกว่าเหนื่อยจนแทบจะอยากหลับไปเลยเสียตรงนี้เลยทีเดียว
ชายชราลงนั่งยองข้างกายเขาแล้วพูดว่า “ดูท่าอย่างแรกจะต้องฝึกเ้าว่ายน้ำเสียก่อน หลังจากนั้นก็ง่ายแล้ว”
ซาทูรอสหันหน้าไปอยากจะเถียงและต่อว่าเขา แต่เขานั้นหมดแรงจะเอ่ย จึงได้แต่หลับตาพักเงียบ ๆ แทน
“เอาล่ะ พักพอแล้ว ฝึกกันต่อ..” ชายชราไม่รอเด็กน้อยตอบรับ เขาพูดจบก็ยกร่างซาทูรอสขึ้นมาทันที แล้วยื่นหินก้อนใหญ่ประมาณศีรษะของผู้ใหญ่ ให้เขาแบกเอาไว้
ซาทูรอสเกือบจะทำหินหลุดมือ เพราะไม่คาดคิดว่าหินที่ชายชรายื่นให้จะหนักถึงเพียงนี้ ก่อนจะโยนมันลงมืออย่างเหลืออด เพราะในตอนนี้อย่าว่าแต่ถือก้อนหินเอาไว้เลย แต่จะยืนขาเขาก็สั่นพับ ๆ จนอยากจะลงไปนอนกองใจจะขาด
“ท่านลุงพอเถอะ ข้าไม่มีแรงแล้ว” ซาทูรอสเอ่ยแกมขอร้อง
“หึ ข้าเห็นเ้าวัน ๆ เ้าก็มาร้องห่มร้องไห้ ตีอกชกต้นไม้ เอาแต่โทษโชคชะตาฟ้าดิน กับอีแค่ฝึกธรรมดาเช่นนี้ ทำมาเป็สำออย แล้วยังมีหน้ามาเชิดหน้าชูตาว่าจะปกป้องผู้อื่นอีกงั้นเหรอ?”
“....เ้ามันก็ไม่ต่างกับพวกขี้แพ้ เอาแต่โทษโชคชะตาและผู้อื่นอยู่ร่ำไป....”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาชายชราเต็มไปด้วยความรู้สึกดูถูกและเหยียดหยาม ทว่าซาทูรอสที่ได้ฟังเหมือนถูกจี้ใจดำเข้าอย่างจัง จนเขารู้สึกชาไปทั้งตัวและหัวใจ ครั้งนี้ไม่เพียงไม่รู้สึกโกรธอีกฝ่าย แต่กลับรู้สึกว่าชายชรานั้นพูดได้ถูกต้องจริง ๆ
เขานึกมองย้อนตนเองไปเท่าที่จำความได้ เขามักคิดเสมอว่าตนเองจะต้องแข็งแกร่งขึ้นและปกป้องคนที่เขารักให้ได้ แต่ก็มักจะโดนดูถูกเหยียดหยามและมารู้สึกตัวอีกทีว่าตนเองนั้นอ่อนแอเหลือเกิน เป็เช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนเขารู้สึกว่า์ช่างไร้เมตตาเหลือเกิน
มาในวันนี้ประโยคที่ออกจากปากชายชรานั้นกล่าวไม่ผิดแม้แต่คำเดียว นั่นเป็เพราะเขานั้นมันขี้แพ้ เป็พวกขี้แพ้ที่อ้างโทษสิ่งอื่น แต่ไม่โทษตนเอง
น้ำตาของลูกผู้ชายค่อย ๆ ไหลรินออกมาและยากจะอดกลั้นมันเอาไว้ได้ ความรู้สึกของเขาในตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็เจ็บแค้นที่ตนเองนั้นไม่เอาไหน อ่อนแอและโง่เขลา เขารู้แล้วว่าต่อจากนี้เขาควรจะทำอะไรต่อไป
คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็ตัวกระตุน ผลักดันแรงฮึดสู้บางอย่างออกมาจากตัวเขา ทำให้เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งและหยิบก้อนหินนั้นขึ้นมาแบกเอาไว้ทั้งน้ำตาและกล่าวถามชายชราไปว่า
“ข้าต้องทำยังไงต่อ?”
ชายชราเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มขึ้นเอ่ยว่า “ดี ต่อจากนี้เ้าก็แบกหินก้อนนี้ออกกำลังตามที่ข้าทำให้ดู แล้วก็ห้ามทำมันหล่นเด็ดขาด”
พูดจบชายชราก็พาออกกำลังกาย บ้างก็วิ่ง บ้างก็ลุกนั่ง บ้างก็ขึ้นที่สูงชัน สลับกันไปมาอยู่นาน ซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ ก่อนจะปล่อยให้เขากลับบ้านไป พร้อมทั้งกำชับว่าห้ามบอกกล่าวเื่นี้แก่ใครแม้แต่เพียงครึ่งคำ หากผิดคำสัญญา เขาจะไม่มาสอนอีกต่อไป เด็กชายก็รับปากเป็หมั่นเหมาะ
หลังจากที่ซาทูรอสกลับมาถึงบ้าน แม้ว่าร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื้อยล้าเพียงใด เขาก็ต้องรีบทำงานบ้านต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ
เมื่อพิเทร่าเห็นซาทูรอสกลับมาบ้าน เธอก็เข้าไปพูดคุยหวังจะปลอบโยน แต่ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขากลับมาจากข้างนอก เธอสังเกตุได้ว่ามีบางอย่างในตัวเด็กน้อยคนนี้แปรเปลี่ยนไปจนตัวเธอเองก็บอกไม่ถูก
เธอจึงเลือกที่จะไม่พูดปลอบโยนเขา แต่เปลี่ยนเป็เข้ามาพูดคุยหยอกล้อกันตามปกติ ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วก็มีเพียงพิเทร่าเท่านั้นที่ซาทูรอสยอมยิ้มให้และสนิทสนมด้วย
ทั้งคู่ช่วยกันทำงานบ้านจนเสร็จ หลังจากนั้นเธอพาเขาไปด้านหลังบ้าน แล้วแอบนำเคล็ดวิชาจากสำนักมาสอนให้แก่เขาอย่างไม่หมกเม็ดแม้แต่น้อย
แต่แม้ว่าเธอจะสอนอย่างละเอียดให้เพียงใด หรือซาทูรอสจะเข้าใจทฤษฎีได้อย่างละเอียดก็ตาม แต่เด็กหนุ่มก็ไม่อาจััถึงพลังของมันแม้แต่น้อย เขาจึงทำได้แค่เพียงฟังและจดจำมันไปเท่านั้น ไม่อาจใช้ออกได้จริงสักครั้ง
“กินข้าวเย็นได้แล้ว!” เสียงะโของป้าทีม่าดังขึ้นเรียกทุกคนมาทานข้าวเย็น เหมือนปกติอย่างเช่นทุกวัน