เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซูไป่ชิงก็มองจิ่งเยี่ยนกุยด้วยแววตาที่เป็นประกาย “เธอมีพรสวรรค์สูงมากในด้านการเรียนแพทย์ อีกทั้งยังเป็นศิษย์เอกของคุณปู่ ในอนาคตความสำเร็จด้านการแพทย์ของเธอต้องไม่น้อยแน่นอน ฉันอยากจะปั้นเธอให้เป็นหน้าตาของร้านขายยาของเรา แทนที่จะรอจนเธอเรียนจบแล้วค่อยไปทาบทาม ไม่สู้มาตกลงกันเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลยดีกว่า”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะ “พี่ซูคะ พี่นี่เป็นเซียนด้านการค้าจริงๆ!”
ซูไป่ชิงหัวเราะ “ที่จริงฉันก็มีเจตนาส่วนตัวอยู่อีกอย่าง การเรียนแพทย์แผนจีนให้เก่งต้องมีประสบการณ์การตรวจคนไข้มากมาย ในเมื่อคุณปู่ตั้งใจจะปั้นเธอให้เป็นทายาท ก็ต้องสอนเธออย่างเต็มที่ ดังนั้นการตรวจคนไข้ที่จำเป็นก็ขาดไม่ได้”
“เธอก็ลองคะยั้นคะยอคุณปู่ดู ให้ท่านพาเธอมานั่งตรวจคนไข้ในร้านยาเร็วๆ”
จิ่งเยี่ยนกุย “…”
สรุปว่าการร่วมทุนด้านฝีมืออะไรนั่นก็เป็นเรื่องหลอกลวง สิ่งที่รอเธออยู่คือสิ่งนี้นี่เอง!
เธอยกนิ้วโป้งให้เขา “พี่ซู เก่งจริงๆ สุดยอด!”
ซูไป่ชิงประสานมือคารวะให้เธอ “ท่านหมอจิ่ง ต่อไปก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ!”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะ เธอชอบการอวยกันแบบนี้เสียจริง
เรื่องนี้ทั้งสองคนก็ถือว่าเห็นพ้องต้องกันแล้ว รายละเอียดอื่นๆ คงต้องให้ซูไป่ชิงร่างแผนการคร่าวๆ ออกมาก่อน
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเมื่อมีเรื่องนี้แล้ว เธอกับชิ่งอันถังก็เหมือนถูกผูกมัดเข้าด้วยกัน ซึ่งเธอก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะเรื่องนี้ไม่ขัดกับแผนธุรกิจของเธอ
ในชาติที่แล้วแม้ว่าฝีมือทางด้านการแพทย์ของเธอจะพอใช้ได้ แต่จะให้เรียกว่าเก่งก็คงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นชาติที่แล้วตอนที่เป็นมะเร็งเต้านม เธอคงไม่จนปัญญารักษาตัวเองจนต้องหันมาพึ่งการแพทย์แผนตะวันตก
ในเมื่อชาตินี้มีโอกาสได้เรียนรู้แพทย์แผนจีนอย่างจริงจัง เธอก็หวังว่าความสามารถทางการแพทย์ของเธอจะเก่งขึ้นกว่าเดิม และมีความสามารถมากพอที่จะรักษามะเร็งได้
นี่คือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และยากลำบากมาก! แต่ก็ทำให้เธอมีกำลังใจฮึกเหิมเช่นกัน
เมื่อเทียบกับความฮึกเหิมของจิ่งเยี่ยนกุยแล้ว อารมณ์ของอาหญิงใหญ่จิ่งกลับไม่ดีนัก เธอคิดว่าครั้งนี้การเอาชนะใจซูไป่ชิงเป็นเรื่องง่าย เพราะลูกสาวของเธอทั้งโดดเด่นและเพียบพร้อมขนาดนั้น แต่เพราะจิ่งเยี่ยนกุยเป็นสาเหตุในวันนี้ ทำให้เธอรู้สึกว่าการที่อู๋หมิงลี่จะได้แต่งงานกับซูไป่ชิงคงไม่ง่ายอย่างที่คิด
เธออดไม่ได้ที่จะด่าออกมา “นางเด็กจิ่งเยี่ยนกุยมันเป็นดาวข่มฉันหรือไง? ไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวกับมันก็ไม่สำเร็จสักอย่าง! คู่หมั้นก็มีแล้ว ยังไปยุ่งกับผู้ชายคนอื่นอีก ช่างไร้ยางอาย!”
อู๋หมิงลี่ก็ด่าตาม “แม่ หล่อนปล่อยข่าวลือ พูดจาน่ารังเกียจขนาดนั้น ชื่อเสียงของหนูพังทลายหมดแล้ว ต้องให้หล่อนชดใช้!”
“ใช่ ต้องให้หล่อนชดใช้!” อาหญิงใหญ่จิ่งพูดอย่างฮึกเหิม เธอไม่ค่อยเสียเปรียบใคร แต่กลับต้องมาเสียท่าให้จิ่งเยี่ยนกุยหลายครั้ง เรื่องนี้มันทนไม่ได้จริงๆ!
แต่พอนึกถึงหยางหว่านซิ่วที่คอยปกป้องจิ่งเยี่ยนกุย และนึกถึงตระกูลซู เธอก็เริ่มหมดแรง ถ้าไม่สามารถจับอู๋หมิงลี่แต่งงานกับตระกูลซูได้ ถ้าตระกูลซูคิดจะแก้แค้น พวกเธอก็คงจะเดือดร้อน
สองแม่ลูกด่าทอจิ่งเยี่ยนกุยไปพลางกลับบ้านตระกูลอู๋ พอถึงบ้านก็เห็นอู๋ต้าเฉิงนั่งหน้าดำคร่ำเคร่งอยู่ตรงนั้น อาหญิงใหญ่จิ่งพลันหดคอทันที ส่วนอู๋หมิงลี่ก็ฉลาด รีบกลับห้องตัวเอง
อู๋ต้าเฉิงเริ่มด่า “วันๆ เอาแต่วิ่งออกไปข้างนอก ไม่ทำกับข้าวสักมื้อ อยากให้ฉันอดตายหรือไง?”
อาหญิงใหญ่จิ่งรีบพูด “ฉันจะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้แหละ!”
พอเข้าไปในครัว ก็พบว่ามีแค่หัวมันฝรั่งสองหัวเท่านั้น ไม่มีผักอื่น จึงคิดจะไปซื้อกับข้าวที่ร้านอาหาร
อู๋ต้าเฉิงก็ด่าอีกชุด “วันๆ เอาแต่ซื้อกับข้าวที่ร้านอาหาร จิ่งซูจวง เธอนี่มันเก่งจริง! ไม่ทำงาน ฉันเลี้ยงเธอ เธอก็ยังทำกับข้าวไม่ดี แถมวันๆ เอาแต่คิดจะผลาญเงิน! มันเริ่มจะอยู่กันไม่ไหวแล้ว!”
เมื่อเห็นท่าทีของเขาแบบนี้ เธอก็รู้ว่าเขาคงจะโดนที่ทำงานตำหนิมาอีกแล้ว ตอนนี้ก็ไม่กล้าที่จะเถียง จึงรีบหยิบเงินแล้วลงไปซื้อกับข้าว
หลังจากที่เธอซื้อกับข้าวกลับมา อู๋ต้าเฉิงก็ยังทำหน้าบูดบึ้งใส่อีก ทั้งปาตะเกียบทั้งขว้างถ้วยชาม เธอก็เริ่มไม่พอใจบ้าง “นี่คุณเป็นอะไรไป? ยังอยากจะใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ไหม?”
“ถ้าเธอไม่อยากอยู่กับฉัน พรุ่งนี้เราก็หย่ากันเลย เธอจะได้รีบกลับไปอยู่บ้านตระกูลจิ่ง!” อู๋ต้าเฉิงด่าทอ “ถ้าไม่ใช่เพราะความคิดแย่ๆ ของเธอ ฉันคงไม่โดนคนอื่นดูถูกในที่ทำงานทุกวันหรอก!”
อาหญิงใหญ่จิ่งจึงพูดขึ้นว่า “ฉันกำลังหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้อยู่ ถ้าลูกสาวเราได้แต่งงานกับซูไป่ชิง ต่อไปใครกล้ามาดูถูกคุณก็ให้ตระกูลซูจัดการให้หมด!”
เรื่องให้อู๋หมิงลี่แต่งงานกับซูไป่ชิง อาหญิงใหญ่จิ่งก็เคยคุยกับอู๋ต้าเฉิงแล้ว หลังจากที่อู๋ต้าเฉิงฟังการวิเคราะห์ของอาหญิงใหญ่จิ่ง และได้รู้ว่าซูไป่ชิงอายุแค่ยี่สิบกว่า หน้าตาดี ฐานะดี เขาก็ตกลงทันที
ดังนั้นน้ำเสียงของอู๋ต้าเฉิงจึงอ่อนลง “ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปจัดการเรื่องนี้สิ! มัวรออะไรอยู่!”
จะว่าไปแล้วก็ตลกดี ก่อนหน้านี้อู๋ต้าเฉิงกลัวว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะใช้เส้นสายเล่นงานเขา แต่ตอนนี้กลับพบว่าลูกสาวตัวเองก็มีโอกาสที่จะเข้าถึงความสัมพันธ์นี้ และยังถึงขั้นอาจได้แต่งงานกับซูไป่ชิง เขาก็เลยไม่ค่อยเห็นจิ่งเยี่ยนกุยอยู่ในสายตาเท่าไหร่เสียแล้ว
ในใจของเขายังรู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ต้องไปรับความอัปยศที่บ้านเก่าตระกูลจิ่ง!
เขายังนึกเสียใจกับท่าทีที่เขาแสดงออกตอนไปที่อยู่ชิ่งอันถังอีกด้วย ถ้ารู้อย่างนี้ ตอนนั้นเขาน่าจะแสดงท่าทีที่ดีกว่านี้ ยังไงก็ควรจะสร้างความประทับใจให้กับซูไป่ชิงไว้บ้าง
“ฉันก็ไปจัดการเรื่องนี้มาวันนี้ไง ถึงได้กลับมาช้า” อาหญิงใหญ่จิ่งตอบ “แต่ตระกูลซูนั้นหยิ่งมาก ทำท่าทางไม่สนใจ วางท่าจับผิดหมิงลี่ของเรา แถมยังมีจิ่งเยี่ยนกุยเข้ามาแทรก เรื่องนี้เลยยากหน่อย”
“จิ่งเยี่ยนกุยอีกแล้ว” ในสายตาของอู๋ต้าเฉิงเริ่มมีร่องรอยของความเกรี้ยวกราด “ถ้าหล่อนยังมายุ่งกับเรื่องของเราอีก ก็ต้องสั่งสอนหล่อนบ้างแล้ว!”
อาหญิงใหญ่จิ่งก็คิดเหมือนกัน พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ก็พูดว่า “หล่อนน่ารำคาญจริงๆ ต้องสั่งสอนหล่อนสักหน่อยแล้ว ถ้าคุณอยากจะสั่งสอนหล่อน ก็ต้องรีบทำ แล้วต้องทำให้ลับๆ อย่าให้โดนลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”
เรื่องนี้ไม่ต้องให้อาหญิงใหญ่จิ่งสอน อู๋ต้าเฉิงก็รู้ดี ก่อนหน้านี้เขาเคยตามอวี๋ซือเหยี่ยไปไหนมาไหนด้วย ก็เลยมีนิสัยใจกล้ากว่าคนทั่วไป ไม่ค่อยสนใจเรื่องกฎหมาย แต่หลังจากที่อวี๋ซือเหยี่ยเกิดเรื่อง เขาก็สงบลงบ้าง แต่ก็ยังคิดว่าการจัดการกับชาวบ้านอย่างจิ่งเยี่ยนกุยสักคน เขายังคงมั่นใจว่าทำได้
สองสามีภรรยาปรึกษากันไปมา ก็ตกลงแผนการจัดการกับจิ่งเยี่ยนกุยได้คร่าวๆ
อู๋หมิงลี่ที่อยู่ในห้องได้ยินพ่อแม่กำลังปรึกษากันเรื่องจัดการจิ่งเยี่ยนกุย เธอก็ตื่นเต้นมาก ในใจนึกเคียดแค้น “จิ่งเยี่ยนกุย แกกล้ามาทำให้ฉันต้องเจอเรื่องแบบนี้ ต่อไปแกต้องเจอดีแน่!”
ซูไป่ชิงมาส่งจิ่งเยี่ยนกุยที่หมู่บ้านอิ๋นซาน ตอนที่รถกำลังจะเข้าหมู่บ้าน เชอฉางเกินก็มาดักหน้ารถเอาไว้
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นเชอฉางเกินก็รู้สึกแปลกใจ “หมอเชอ มีอะไรหรือคะ?”
ฉางเกินทำหน้าสำนึกผิดและยังอ้ำอึ้ง จิ่งเยี่ยนกุยจึงถามอีกครั้ง เขาก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “เยี่ยนกุย ฉันขอโทษจริงๆ วันนี้ตอนทะเลาะกับจิ่งเจี้ยนกั๋ว ฉันดันไปพูดเรื่องที่เธอซื้อบ้านออกไป…”
ตอนที่เขาพูดออกมาแทบจะไม่กล้ามองตาจิ่งเยี่ยนกุยเลยด้วยซ้ำ เรื่องนี้มันน่าอับอายเกินไป!