เพราะยามนี้นางกำลังใช้สมาธิฟังเยี่ยเปาว่าพวกเขากำลังสนทนาเื่ใดกันอยู่ในโต๊ะ
“เพราะว่ารูปหล่อใช่หรือไม่…ข้าก็รูปงามเ้าไม่เห็นชอบบ้าง” จิ้นฝานยังไม่ลดละที่จะซักไซ้นางต่อ
“เสี่ยวฝานข้าคบหาเ้าเป็สหายมาหลายปี หากไม่ชมชอบเ้าจะคบหากันมาเนิ่นนานเยี่ยงนี้หรือ” ไป๋มี่อิงกล่าวขึ้นเนิบช้า พลางยกชาขึ้นจิบต่อ ทอดมองเยี่ยเปาไม่ละสายตา
“เฮ้อ ไม่ใช่ชอบแบบนี้” จิ้นฝานถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาไม่ได้หมายถึงชอบเหมือนสหาย แต่หมายถึงชอบพอแบบชายหญิงเหมือนเยี่ยเปา
จิ้นฝานดูท่าแล้วว่านางคงไม่อยากสนทนากับเขาต่อจึงก้มหน้าก้มตายกสุราขึ้นดื่ม
ส่วนอีกทางหนึ่ง กำลังเป็ที่จับตามองจากไป๋มี่อิงการสนทนาของบุรุษรูปงามทั้งสี่คนที่นั่งล้อมโต๊ะน้ำชา ชวนให้สายตาของสตรีในงานจับจ้องไปทางพวกเขา
“นี่อาเปา…คุณหนูไป๋กำลังมองเ้าอยู่” หลิวซีที่เป็สหายคนสนิทอีกคน กล่าวแกล้งเสียงเย้ากับข้า
“เ้าเลิกเรียกข้าว่าอาเปาได้หรือไม่…ฟังแล้วชวนขนลุกขนชันเช่นใดมิรู้” ข้ากล่าวเสียงเข้มขึ้น
ข้าแซ่เยี่ย ชื่อเปา จึงเป็เหตุให้คุณชายหลิวซีเรียกว่าอาเปา ที่หมายถึง ซาลาเปา เป็บุรุษอาจหาญไฉนถึงเรียกชื่อจนหมดความน่าเกรงขามเยี่ยงนี้
“นางเกี้ยวพาเ้าจริงจังมาสามปีแล้ว…เ้ามิยอมตกลงปลงใจกับนางเสียที” มู่เฉินแกล้งกล่าวเย้าสมทบอีกคน
ข้าที่ได้ยินเช่นนั้นก็กรอกตามองบนไปหนึ่งรอบ มีที่ไหนสตรีเข้าหาบุรุษก่อน แถมยังเล่นหูเล่นตาจนเกินงาม และยังมีความชมชอบการแต่งกายพิลึกแปลกตานั่นอีก
หากต้องเจอสตรีแต่งกายสะท้อนแสงเข้าตาทุกวัน ตัวข้าจะไม่ตาบอดก่อนหรือ !?
“ข้าไม่ชอบสตรีเช่นนาง ให้ตายก็ไม่แต่งเข้าจวนหรอก” ข้ากล่าวออกไปอย่างเหลืออด เ้าพวกนี้มักจะกล่าวแซวจนน่าโมโห
“เ้าก็ระวังไว้เถิด…หากวันดีคืนดีหลงรักนางขึ้นมาน้ำลายที่พ่นออกไปจะตกหล่นใส่หน้าเอาได้” มู่เฉินกล่าวแหย่ขึ้นต่อ
“พวกเ้าดูปากข้าดีๆ ข้า รัง เกียจ นาง “ข้ากล่าวขึ้นช้าๆ ให้เ้าพวกเขานั้นดูให้ชัดเต็มสองตา
“คุณชายเยี่ยเปา….ข้าเคยพบนางที่แม่น้ำฮวงนางมักจะไปร่ำสุรากับคุณชายจิ้นอยู่บ่อยๆ ที่นั่น หากท่านไปเห็นนางอาจจะรีบเปลี่ยนใจแทบไม่ทัน” บุรุษผู้เงียบงำอย่างหวงเหวินได้กล่าวขึ้นเรียบๆ เขาก็เป็หนึ่งในสหายสนิทของข้าเช่นกัน
“ชาตินี้ข้าไม่เปลี่ยนใจ” ข้ากล่าวขึ้นอย่างหนักแน่น ชัดถ้อยชัดคำ ให้มันเข้าหูทะลุเข้าไปในหัวให้พวกเขาทั้งหมดให้เข้าใจเสียที จะได้หยุดกล่าวถึงนาง
“เอ่อ...พอพูดถึงแม่น้ำฮวงวันพรุ่งเป็วันพระจันทร์เต็มดวง พวกเราก็ไปล่องเรือจิบสุราเคล้านารีกันเสียหน่อย” มู่เฉินกล่าวขึ้น ั์ตาฉายแววประกายระยิบระยับ
“ข้าขอตัว…มีเข้าเวรรอบค่ำ พวกเ้าก็รู้ว่าข้าเป็องครักษ์ฮ่องเต้ มิสามารถออกไปเที่ยวเล่นได้” ข้ากล่าวปฏิเสธออกไปทันที โดยไม่ต้องขบคิดให้เยอะ
"ได้อย่างไรกัน เ้าไม่เคยออกมาร่ำสุรากับพวกข้าเลย แค่ขอแลกเวรเสีย ประเดี๋ยวข้าจะไปคุยให้” มู่เฉินกล่าวขึ้น พลางยกยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้
“เฮ้อ…” ข้าถอยหายใจออกมาถ้าขอแลกเปลี่ยนเวรง่ายเช่นที่เขากล่าวก็ดีสิ
ตัวข้าก็อยากออกไปััเมืองหลวงยามราตรี ที่มิได้ััมาสี่ปีกว่าได้แล้ว ไหนจะสุราผลท้อที่หอมหวาน มีสตรีนั่งคลอเคลียอยู่ด้านข้าง ฟังเสียงพิณบรรเลง สิ่งใดจะสุขใจกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
“เสี่ยวฝาน ข้าขอตัวกลับก่อน ยามซวีข้ามีต้อนรับพ่อค้าอัญมณี” ไป๋มี่อิงกล่าว พลางยันกายลุกขึ้น
“มี่เอ๋อร์ข้าจะไปส่งหน้าจวน…อย่าลืมนัดวันพรุ่งด้วยล่ะ ข้าจะชวนซิ่นสือมาด้วย ได้ข่าวว่าเขากลับเมืองหลวงมาได้สามวันแล้ว” จิ้นฝานยันกายลุกขึ้นตามนาง
“เสี่ยวสือกลับมาแล้วรึ….เช่นนั้นก็ดีข้าไม่เจอหน้ามาค่าตาเขามาเกือบหนึ่งเดือนได้แล้ว” ไป๋มี่อิงกล่าวขึ้นเนิบช้า ปัดอาภรณ์อย่างลวกๆ ก้าวเท้าเดินออกจากงานเลี้ยงโดยมีจิ้นฝานเดินอยู่ด้านข้าง
“มี่เอ๋อร์เดินทางกลับดีๆ” จิ้นฝานมองสหายผู้พิลึกอย่างชั่งใจ กลัวว่านางจะแวะกลางทางทำเื่ยากจะคาดเดาขึ้นอีก
“วันนี้สนุกมากพอแล้ว…ข้าต้องไปสนทนากับแขกในโรงเตี๊ยมต่อ” ไป๋มี่อิงตบบ่าจิ้นฝานสองที เข้าใจสายตาที่มองมาของเขา และก้าวเท้าขึ้นรถม้าไป
นางกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลไป๋รีบรุดผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ไปเป็ผ้าไหมสีดำล้วนไม่มีลาย มัดผมเกล้าหมดเรียบง่ายด้วยตนเอง จากนั้นขึ้นรถม้าออกไปยังโรงเตี๊ยมไป๋ซือต่อ
ตึกตึก… เสียงฝีเท้าของบุรุษร่างเล็กวิ่งมาต้อนรับทันที เมื่อเห็นรถม้าของไป๋มี่อิงมาถึง
“นายหญิงขอรับ พ่อค้าอู่มาถึงแล้ว” จิวฉิงกล่าวขึ้น โค้งหลังให้นางเล็กน้อย
“ผู้ช่วยฉิงขอบใจเ้ามาก ที่รับรองพวกเขาแทนข้าไปก่อน” ไป๋มี่อิงยกมือลูบศีรษะจิวฉิงอย่างเอ็นดู สะบัดชายอาภรณ์ไปด้านหลัง เดินนำเข้าโรงเตี๊ยมไป
ณ ห้องน้ำชาขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ตกแต่งอย่างประณีตด้วยไม้แกะสลัก มีโต๊ะน้ำชาสีดำตัวใหญ่ เสาด้านข้างทำจากไม้สนที่แกะสลักเป็ต้นท้อ
“คารวะพ่อค้าอู่จูเ้าค่ะ” ไป๋มี่อิงที่เข้าไปในห้องประกบมือให้เขาเล็กน้อย