บทที่ 2 ความทรงจำที่ขาดหาย
หลังจากที่กลุ่มคนจากไปจนหมดไม่เหลือใครเนิ่นนานหลายสิบหลายร้อยลมหายใจ กว่าที่ทิพย์จะหายจากอาการใจนสามารถกลับมามีสติอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็เพราะภาพติดตาที่ยังคงชัดเจนหรือว่าเพราะอะไรกันแน่ นางก็สำรอกน้ำย่อยออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กว่าครู่ใหญ่ที่นางจะสามารถกลับมาเป็ปกติได้
“หนี!!”
เป็คำแรกที่หลุดออกมาจากปากของนาง หลังจากที่เหมือนว่านางลืมการพูดจาไปแล้วพักใหญ่ และสิ่งที่นางทำเป็อย่างแรกก็คือการวิ่งไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับทิศที่คนพวกนั้นเดินจากไปอย่างสุดชีวิต
“ทำไมถึงได้แรงเยอะจัง...” เสียงเล็กๆ ที่หลุดออกมาจากปากของเด็กหญิงบ่งบอกได้ถึงความสงสัยอย่างไม่สามารถปกปิดได้
ต้องย้อนกลับไปก่อนว่าแม้แต่ก่อนหน้าที่นางจะหลุดมายังโลกใบนี้ นางก็เป็เพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไม่ได้แข็งแรงอะไรมากมาย ซ้ำยังมีโรคข้อเข่าที่เป็มาั้แ่สาวๆ แล้ว ทำให้นางเดินเหินไม่ค่อยจะสดวกนัก
หรือต่อให้นี่เป็ร่างใหม่ที่เด็กลงมากว่าสมัยก่อนมาก ฟังแค่เสียงก็รู้แล้วว่าเด็กแค่ไหน
ที่สำคัญต่อให้นางไม่มีความทรงจำเก่าๆ อยู่เลย แต่ดูจากปฏิกิริยาของชายชราและกลุ่มคนแล้ว ที่คนพวกนั้นบอกว่านางอายุแค่แปดขวบเท่านั้น
“แล้วเด็กแปดขวบที่ไหนกันที่แข็งแรงขนาดนี้...” ต่อให้ไม่มีนาฬิกาบอกเวลา ต่อให้ไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป นางก็พอจะรับรู้ได้ว่าร่างเล็กๆ นี้ออกวิ่งมาได้นานเป็ชั่วโมงแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเรี่ยวแรงก็ยังคงไม่ได้ถดถอยแต่อย่างใด ยังคงสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดต่อมาเรื่อยๆ โดยที่นางไม่แม้แต่มีเหงื่อออกมาสักหยดด้วยซ้ำ
สงสัยก็ส่วนสงสัยความหวาดกลัวก็ส่วนความหวาดกลัว สิ่งที่นางทำได้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือการที่นางต้องหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ เพราะเท่าที่พอจับใจความได้หลังจากที่ได้สติกลับคืนมา นางก็พอจะรู้ได้ว่าตัวเองนั้นคือเย่หัวอะไรนั่น เป็คุณหนูของตระกูลเย่ที่ถูกตามล่า และคงไม่สามารถกลับไปที่ตระกูลเย่ได้อีกต่อไป
ราวกับชีวิตของนางเป็พล๊อตนิยายขายดีเื่หนึ่ง...
ยิ่งคิดภาพของคนเป็ๆ ทั้งคนที่พยายามจะลืมให้ได้ก็วนเวียนเข้ามาในห้วงจิตสำนึก ความน่ากลัวของผู้คนที่คอยตามล่า จนสุดท้ายแล้วจิตใจที่สั่นไหวไปมาก็เริ่มครองสติได้ยากขึ้น แม้ว่าจะพยายามลืมมันเท่าไหร่พยายามค้นหาในความทรงจำของร่างกายนี้ว่าทำไมคนพวกนั้นถึงพยายามฆ่านางเสียให้ได้
แล้วพ่อกับแม่ของนางอยู่ไหน
หรือว่าทั้งสองคนได้ตายไปแล้วล่ะ
แล้วคนอื่นๆ ในตระกูลที่ดูจะไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ นั่นทำไมถึงไม่ยอมปกป้องนาง
ทำไมชายชรานั่นถึงได้พูดเื่โหดร้ายว่าให้นางตายไปอย่างสงบเสียอย่างหน้าตาเฉย
ทั้งๆ ที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะติดค้างนาง แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะช่วยอะไรนางเลย
ความคิดต่างๆ ประเดประดังเข้ามาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยที่กลิ่นคาวเืของร่างนั้นยังไม่จางหายไปจากความรู้สึก
นางพยายามค้นหาความทรงจำของร่างนี้อย่างถึงที่สุดจนความเ็ปสายหนึ่งที่วาบผ่านขึ้นมาในหัว จนทำให้สติของนางหลุดลอยไปยังห้วงแค่ความฝันอันแสนไกล โดยที่ร่างกายยังคงทำตามคำสั่งสุดท้ายด้วยการบ่ายหน้าวิ่งต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สนว่าจะผ่านพุ่มหนามต้นไม้ใบหญ้า จนร่างเล็กๆ ที่ยิ่งนานยิ่งเต็มไปด้วยาแนับไม่ถ้วน
ในขณะที่นางยังไม่ได้สติอยู่นั่น ร่างนั้นก็ได้วิ่งไปเนิ่นนานกว่าสิบชั่วโมงแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นดวงตะวันที่เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้ายังคงเลื่อนขึ้นมาเพียงแค่หน่อยเดียว หากนางยังคงมีสติอยู่และมีนาฬิกาอยู่กับตัว นางคงจะใจนอ้าปากค้างไปแล้ว...
เพราะว่าโลกใบนี้มันใหญ่โตเสียยิ่งว่าโลกที่นางจากมาทับพันเท่า!
เวลาในแต่ละวันนั้นเนิ่นนานกว่าโลกเดิมของนางนับสิบเท่า!!
ตามระยะเวลาที่โลกขนาดใหญ่ใบนี้หมุนรอบตัวกว่าจะครบรอบ
ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเนื่องจากแต่ละวันในโลกใบนี้นั้นยาวนานเท่ากับสิบวันในโลกเดิมของนาง แต่ละเดือนยังกินเวลาเป็ร้อยวัน แล้วกว่าแต่ละปีจะผ่านพ้นไปนั้นก็กินเวลากว่าสิบสองเดือนหรือหนึ่งพันสองร้อยวันต่อปี
ทำให้นอกจากบางเมืองบางอาณาจักรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเพียงพอเท่านั้น ที่จะให้ความสำคัญกับวันเดือนปี
เพราะสำหรับคนทั่วไปเพียงแค่เอาชีวิตรอดไปในแต่ละวันยังยากแล้ว
ซึ่งในขณะที่ร่างเล็กหมดสติไปอยู่ในห้วงความฝันอยู่นั้น ก็ได้มีสายตาคู่หนึ่งคอยเฝ้าดูแล้วตามมองนางอยู่โดยตลอด มันพยายามสังเกตุสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่วิ่งผ่านเข้ามาในอาณาเขตของมัน แล้วจู่ๆ มันก็ตาลุกวาวราวกับว่ามันค้นพบอะไรบางอย่าง...
ฟุบบบ
จนกระทั่งผ่านไปกว่าสิบชั่วยาม(200ชั่วโมง) ดูเหมือนว่ายาทิพย์ที่ถูกป้อนเอาไว้ก่อนหน้านี้จะถูกใช้จนหมดไป ร่างเล็กๆ ก็ดุจกับว่าวสายป่านขาด พุ่งลอยละลิ่วไปข้างหน้าราวกับเครื่องยนต์ที่ถูกดับลงหลับกลางอากาศทั้งๆ อย่างนั้น
………………
ถ้าหากมีอะไรผิดพลาดตกหล่นแจ้งได้เลยนะ แล้วก็ถ้าชอบก็อย่าลืมกดใจคอมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้า หรือจะอุดหนุนค่าน้ำค่ามาม่าก็ยินดีจ้า *-*