ทะลุมิติครั้งนี้ฉันจะเป็นเศรษฐีนีด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต (จบแล้ว)

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 การปกป้องคุ้มครองของต้วนเหลยถิง

            ในฐานะสามีของเคอโยวหราน เขาไม่มีทางเปิดเผยความลับระหว่างพวกเขาสองคน และจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องภรรยาของตนเอง

            ต้วนเหลยถิงรู้ดีว่าหากมีคนล่วงรู้ความลับของเคอโยวหรานมากขึ้นเท่าใดนางก็จะยิ่งเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นมารดา พี่น้อง หรือคนใกล้ชิดเขาก็ต้องปิดเป็นความลับเอาไว้

            ท้ายที่สุด ต้วนเหลยถิงก็บอกเรื่องที่พบว่าบ่าวรับใช้สกุลต่งคือนักโทษร้ายแรงบนใบประกาศจับหลังจากส่งไปยังจวนว่าการโจวฝู่ยังได้เงินมาอีกห้าพันตำลึง

            ต้วนต้าหลางเอ่ยเตือน “ซานหลาง ภายหน้าทำสิ่งใดจะต้องระวังตัวให้มากอย่าได้เปิดเผยโฉมหน้าจนเกินไปนัก”

            มารดาสกุลต้วนพยักหน้า เอ่ยด้วยความเป็นห่วงว่า“นึกไม่ถึงว่าอำนาจของคนเหล่านี้จะแผ่ขยายได้รวดเร็วเช่นนี้พวกเราอพยพหนีมาตลอดทางจนมาถึงดินแดนห่างไกล แต่กลับยังพบเจอเขี้ยวเล็บของพวกเขา

            เห็นทีภายหน้าจะต้องระวังตัวมากกว่าเดิมอย่าได้แหวกหญ้าให้งูตื่นแล้วค่อยเปิดโปงพวกเขา”

            ต้วนเอ้อร์หลางที่กำลังกอดอกพิงกำแพงอดพยักหน้าไม่ได้ เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของมารดาและพี่ชายเป็นอย่างยิ่ง

            หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดจนจบ ต้วนเหลยถิงจึงเอ่ยว่า “ท่านแม่ข้ารับปากโรงสุราฟู่หยวนว่าจะเอาหน่อถั่วห้าสิบจินไปส่งทุกวัน ข้าจะรีบไปส่งประเดี๋ยวนี้ขอรับ”

            มารดาสกุลต้วนรีบดึงเขาไว้ “ซานหลาง เจ้าไม่ต้องไปแล้วเช้านี้ปู่ใหญ่สกุลเฉินมาส่งล่อที่เรือน จึงช่วยเอาหน่อถั่วไปส่งให้พวกเราแล้ว

            ทั้งยังบอกว่าพวกเขาต้องไปส่งเต้าหู้ทุกวัน มิสู้เอาหน่อถั่วให้พวกเขาช่วยส่งทีเดียวเถิด”

            ต้วนต้าหลางเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “น้องสาม เจ้าไม่ได้นอนมาทั้งคืนรีบไปอาบน้ำและเข้านอนสักตื่นเถิด เรื่องอื่นค่อยว่ากันภายหลัง”

            หลังวิ่งเต้นมาทั้งคืน ต้วนเหลยถิงก็รู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้างจริงๆ จึงตอบรับว่า“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะไปนอนพักสักประเดี๋ยวนะขอรับ”

            ครั้นหยวนซื่อเห็นพวกมารดาสกุลต้วนเดินไปทางลานหลังห้องครัวเพื่อพูดคุยกันอย่างลับๆในจุดอับเพื่อหลบเลี่ยงผู้คน ภายในใจของนางพลันรู้สึกไม่ดียิ่งนัก

            สถานที่แห่งนั้นทำขึ้นเพื่อการสนทนาลับของพวกเขา ป้องกันมิให้ผู้อื่นจงใจแอบฟัง

            มักจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ตลอดสองปีที่ร่อนเร่พเนจร ยามพวกเขามีเรื่องสำคัญอันใดก็มักจะหลบเลี่ยงนางกับไป๋ซื่อและไปหารือกันตามลำพัง

            ไม่ว่านางกับไป๋ซื่อจะประจบเอาใจมารดาสกุลต้วนอย่างไร หรือรวมพลังสามัคคีกับพวกเขามากเพียงใดพวกเขาก็ไม่เคยเห็นนางกับไป๋ซื่อเป็นคนในครอบครัว

            หยวนซื่อยกยิ้มเย้ยหยันขณะเดินเลี้ยวเข้าไปในห้องของพวกเคอโยวหลาน นางเรียกไป๋ซื่อออกมาแล้วเอ่ยวาจาประชดประชันว่า

            “น้องสะใภ้รอง เจ้าดูเถิดพวกท่านแม่แอบไปหารือลับหลังพวกเราอีกแล้ว มิได้เห็นพวกเราเป็นคนในครอบครัวเลยจริงๆ”

            ไป๋ซื่อคลี่ยิ้มบาง โบกมือเอ่ยอย่างไม่แยแสว่า“พี่สะใภ้ใหญ่คิดมากไปแล้วเจ้าค่ะ บุรุษดูแลงานนอก สตรีดูแลงานในพวกเราทำหน้าที่ของตนเองให้ดีเป็นพอเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องอื่นๆให้พวกบุรุษจัดการกันเองเถิด

            หากรู้มากเกินไปก็เหนื่อยไม่น้อยมิใช่หรือ? มีเวลาว่างก็เย็บปักถักร้อยหรือทำเรื่องที่ตนชื่นชอบไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”

            ไป๋ซื่อกล่าวจบก็หันหลังเข้าห้องของเคอโยวหลาน กลับไปสอนแม่นางน้อยทั้งสองปักผ้าและเรียนหนังสือต่อเสียแล้ว

            หยวนซื่อถ่มน้ำลายด้วยความขุ่นเคือง ก่อนพึมพำเสียงเบาไม่กี่ประโยคว่า“เจ้าช่างเปี่ยมคุณธรรมงามเพียบพร้อม ไม่แน่ว่าคนทั้งครอบครัวนี้ล้วนแต่เห็นเจ้าเป็นคนโง่ด้วยซ้ำ!

            หากภายหน้าสกุลต้วนอับจนหนทางจึงต้องขายเจ้าออกไปไม่แน่ว่ายังจะช่วยนับเงินให้ผู้อื่นด้วยกระมัง ช่างโง่เง่าเสียจริง!”

            ครั้นพึมพำเสร็จก็กลอกตาขาวใส่ประตูห้องของเคอโยวหลานจากนั้นเดินกระทืบเท้าบิดเอวกลับไปยังห้องของตนเอง

            เคอโยวหรานนอนหลับจนถึงเที่ยงวัน เมื่อตื่นมาจึงพบว่าถูกต้วนเหลยถิงโอบกอดเอาไว้แน่นมิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังเอามือล้วงเข้ามาวางไว้บนเนินนุ่มของตน

            หญิงสาวพลันถลึงตาจ้องบุรุษที่กำลังนอนปิดเปลือกตาสนิทอยู่ข้างกาย นางขยับกายเบาๆหมายจะลงจากเตียง

            ทันทีที่เคอโยวหรานขยับ ต้วนเหลยถิงก็รู้สึกตัวแล้ว ชายหนุ่มกระชับอ้อมแขนและแต้มจูบลงบนหน้าผากของนาง“เจ้าจะไปที่ใด นอนเป็นเพื่อนข้าอีกสักประเดี๋ยวเถิด”

            “อย่าก่อกวนเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่ายามใดแล้วข้าต้องลุกไปทำกับข้าวให้ท่านอาจารย์ทั้งสองสักหน่อย”

            เคอโยวหรานตีแขนของต้วนเหลยถิงอย่างนึกโมโหและเตรียมจะหยัดกายลุกขึ้น

            ต้วนเหลยถิงซุกศีรษะลงบนลำคอของนาง เอ่ยเสียงอู้อี้ว่า“ท่านอาจารย์ทั้งสองขึ้นเขาไปตั้งแต่เมื่อวานยังไม่กลับลงมา ไม่รู้ว่าขึ้นไปทำอันใดมิใช่เรื่องง่ายกว่าจะไม่มีพวกเขาทั้งสองคอยก่อกวน พวกเรานอนกันอีกสักหน่อยเถิด”

            เคอโยวหรานเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่กลับ คงมิใช่ว่าเกิดเรื่องอันใดกระมัง? พวกเราขึ้นไปตามหาพวกเขาดีหรือไม่เจ้าคะ?”

            “ฮึบ!” ต้วนเหลยถิงเห็นเคอโยวหรานไม่คิดจะนอนต่อจึงพลิกกายกดร่างนางเอาไว้จดจ้องดวงตาเป็นประกายดั่งหมู่ดาราพลางเอ่ยว่า

            “ท่านอาจารย์ทั้งสองของเจ้าเป็นถึงผู้ใดกัน ขึ้นเหนือล่องใต้มาค่อนชีวิตมีแต่พวกเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์รังแกผู้อื่น กระทั่งสัตว์ป่าบนเขายังไม่เพียงพอจะให้พวกเขาฟาดฝ่ามือสักครั้งเจ้าไม่ต้องกังวลใจไป

            พวกเขาอยากกลับมาเมื่อใดย่อมกลับมาเอง หากเจ้าไม่อยากนอนมิสู้ออกกำลังกายกับข้าสักหน่อยเป็นอย่างไร?”

            ดวงหน้าเรียวเล็กของเคอโยวหรานแดงเป็นสีแสงแดดโดยพลัน นางออกแรงดันแผงอกของเขาแล้วเอ่ยว่า

            “กลางวันแสกๆ หากยังทำเช่นนี้ข้าจะไม่สนใจท่านแล้วนะเจ้าคะ”

            ครั้นเห็นเคอโยวหรานขุ่นเคือง ต้วนเหลยถิงพลันสำรวมท่าทีหยอกล้อตามด้วยโน้มกายลงซุกใบหน้าเข้ากับซอกคอของหญิงสาวอีกครั้ง

            ระยะหลังมานี้นางหอมรัญจวนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กลิ่นกายที่กระจายออกมาจากร่างของนางทำให้ผู้อื่นลุ่มหลงจนมิอาจถอนตัว

            เคอโยวหรานดันศีรษะของต้วนเหลยถิงออก “ฉวยโอกาสขณะท่านอาจารย์ทั้งสองไม่อยู่พวกเราพาลูกหมาป่าขึ้นเขาไปเยี่ยมพ่อหมาป่ากันเถิดเจ้าค่ะ ไม่ได้ไปนานแล้วมันต้องคิดถึงลูกหมาป่าเป็นแน่”

            “ได้ ล้วนแต่ฟังภรรยาทั้งสิ้น” ต้วนเหลยถิงค่อยๆพลิกกายลุกขึ้นอย่างอ้อยอิ่ง

            กระทั่งต้วนเหลยถิงเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดขอเพียงอยู่กับแม่นางน้อยผู้นี้ตามลำพัง ความสามารถในการควบคุมตนเองที่เขาเห็นเป็นดั่งความภาคภูมิใจถึงมักจะพังทลายลงอยู่ร่ำไป

            เมื่อก่อนเขาเคยนอนเกียจคร้านเสียเมื่อใด แต่ยามอยู่กับแม่นางน้อยผู้นี้เขากลับเฝ้าหวังว่าจะได้นอนต่อไปตลอดกาล

            ......

            หลินโส่วเสียนหอบเงินสองร้อยตำลึงเอาไว้ในมือและเลือกใช้เส้นทางที่มีผู้คนสัญจรคับคั่งโดยเฉพาะ

            เขารู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าตนถูกสะกดรอยตาม แม้ร่างกายนี้ของเขาไม่สู้ดีนักทว่าสมองกลับไม่โง่เขลา เคอเจิ้งหนานจะยอมมอบเงินมากมายถึงเพียงนี้ให้ตนโดยง่ายดายได้อย่างไร

            หากไม่คิดหาทางหนีรอด เช่นนั้นตนต้องตายเยี่ยงไรก็ยังมิอาจรู้

            ครั้นเห็นว่าเกือบจะถูกผู้ที่ตามหลังไล่ทัน หลินโส่วเสียนพลันเร่งฝีเท้าแล้วแทรกกายเข้าไปในร้านเครื่องแต่งกายสำเร็จรูปจ่ายเงินสิบกว่าตำลึงเพื่อซื้อเสื้อผ้าหลายชุด

            เขาฉวยโอกาสขณะลองเสื้อผ้าเข้าไปในลานด้านหลังร้าน ผู้ที่ไล่ตามมายังเฝ้าอยู่หน้าร้านหนึ่งการรอคอยกินเวลาไปหลายชั่วยามทีเดียว

            “ข้าจะเข้าไปดูสักหน่อยว่าเจ้าคนผู้นั้นตายอยู่ข้างในแล้วหรือไม่?” หนึ่งในผู้ที่ไล่ตามวิ่งเข้าไปในร้านเครื่องแต่งกายสำเร็จรูปด้วยความโมโหไม่นานนักก็เดินออกมา คนผู้นั้นถ่มน้ำลายแล้วเอ่ยด้วยความคับแค้นใจว่า

            “มารดามันเถิด ปล่อยให้เจ้าหน้าวอกผู้นั้นหนีไปได้เสียแล้วพวกเราไปดักรอที่เรือนของมัน ข้าไม่เชื่อว่าจะจัดการมันให้ตายมิได้”

            ......

            เมื่อเคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิงแต่งกายเสร็จเรียบร้อย พวกเขาจึงไปบอกกล่าวกับคนในเรือนก่อนจูงมือกันเดินขึ้นเขาไม่นานนักก็เข้าไปในถ้ำและมาถึงหลุมศพของหมาป่าขาว

            ครั้นหมาป่าดำเห็นลูกของมันอวบอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พลันเอาหัวถูไถลูกหมาป่าทั้งสองอย่างเปี่ยมด้วยความรักของบิดาไม่ยอมหยุด

            ต้วนเหลยถิงเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “เหตุใดลูกหมาป่าทั้งสองถึงยังไม่ลืมตาอีกเล่า? หรือว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่านมผงจะไม่ค่อยดีนัก?

            มิสู้รอจนกระทั่งพวกเรากลับไปค่อยซื้อแม่แพะมาสักตัวให้หมาป่าน้อยกินนมแพะโดยตรงเถิด!”

            เคอโยวหรานกลอกตาใส่เขาแล้วเอ่ยว่า “เป็นไปมิได้ นมผงนั้นสำหรับทารกโดยเฉพาะไม่เห็นหรือว่าหมาป่าน้อยโตขึ้นตั้งเยอะ กระทั่งขนยังเงางามเลยนะเจ้าคะ

            ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังใช้น้ำสระบัวเจ็ดสีชงนมให้หมาป่าน้อยกินมาโดยตลอดจะต้องไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

            บนหน้าผากของหมาป่าดำปรากฏขีดสีดำสามเส้น ไอ้หยา นายหญิงของข้าท่านจะบำรุงมากเกินไปแล้ว

            น้ำสระบัวเจ็ดสีคือสิ่งใดกัน นั่นเป็นถึงน้ำทิพย์เชียวนะ ท่านเอามาป้อนพวกเขาทุกวันเช่นนี้คิดจะเลี้ยงพวกเขาให้กลายเป็นสัตว์วิเศษสองตัวหรืออย่างไร?

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติครั้งนี้ฉันจะเป็นเศรษฐีนีด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน