“กรี๊ดดดดด” เสียงเจ็บปวดโหยหวนของดวงวิญญาณนางรำดังลอดเข้ามาในหูของคเชนทร์ จับได้ว่าเป็นเสียงที่แสดงถึงเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส ร่างสูงพยายามลืมตาดูหากแต่พบเพียงมวลฝุ่นมหาศาลเท่านั้น ขณะที่เสียงอันเจ็บปวดยังคงกึกก้องอยู่ในหูตลอดเวลา
“นายจะยืนหาอะไร ฉันจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว” พีทพูดขณะลากคเชนทร์หลบเข้ามุมตึก ก่อนที่ร่างสูงจะยอมเดิมตามเพื่อนไปแต่โดยดี ครู่หนึ่งลมปริศนาก็สงบลง ทั้งสองหันมาปัดฝุ่นออกจากตัวและศีรษะ
“ลมประหลาดอะไรวะเนี่ยมาพักเดียวก็ไป ฝนก็ไม่มี พายุก็ไม่เห็นเข้า บ้าจริง” พีทบ่นอุบอิบพลางใช้มือปัดไปมาบริเวณเสื้อนักศึกษาที่มีคราบฝุ่นติดอยู่ คเชนทร์รับรู้ได้ว่าวิญญาณนางรำที่ตามติดตัวเขาคงเกิดความไม่พอใจบางอย่าง จึงบันดาลให้รับรู้ สายตาคมพยายามมองไปรอบๆ อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเธอสงบลง
“ว่าแต่เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ รู้สึกอะไรกับอิงค์นะ”
“ช่างเถอะ ไว้มีโอกาสฉันจะเล่าให้นายฟัง” คเชนทร์ทบทวนครู่หนึ่ง ก่อนเลี่ยงจะเล่าความจริงให้เพื่อนฟัง รู้สึกห่วงความปลอดภัยของพีทขึ้นมาอีกคน
อินทิรานั่งวนปากกาในมือไปมา หาได้ฟังสิ่งที่อาจารย์กำลังสอน สายตาหวานเอาแต่จ้องมองสายสิญจน์ที่คล้องอยู่ในข้อมือ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ความฝันประหลาดไม่เคยได้เกิดขึ้นกับเธออีกเลย เป็นไปตามที่มารดาเคยกำชับไว้ หากแต่ใจลึกๆ นั้น มีหลายอย่างที่เธอยังเคลือบแคลงสงสัย “กลิ่นจันทร์” ชื่อของหญิงสาวนางรำนิรนามที่ติดอยู่ในความรู้สึก
“ถอดมันออกสิ แล้วเอ็งจะรับรู้เรื่องราวระหว่างเราทั้งหมด” เสียงนั้นสะกดให้อินทิราค่อยๆ เลื่อนมือไปหมุนสายสิญจน์ช้าๆ วิญญาณหญิงนางรำแสยะยิ้มอันน่าสยดสยองเพ่งจิตเข้าควบคุมอินทิรา เพียงเสี้ยววินาที ดวงจิตที่มากด้วยโมหะก็พุ่งออกจากต้นไทรเข้ามาแนบชิดติดกายหญิงสาว
“ถอดมันออก แล้วข้าจักทำให้เอ็งเห็นทุกอย่าง” เสียงอันเยือกเย็นพูดกรอกหู หลังจากนั้นอินทิราพยายามเพิ่มแรงในการแกะให้มากขึ้น เธอใช้แรงกระชากมัน หากแต่สายสิญจน์ที่ถูกมัดเป็นเงื่อนตายทำให้ยากต่อการถอด ดวงตาเลื่อนลอยมองตรงยังสายสิญจน์อย่างแน่วแน่พร้อมๆ กับมือน้อยๆ ที่เพิ่มแรงมากขึ้นจนคะนิ้งเห็นผิดสังเกต เธอมองดูอินทิราครู่หนึ่งเมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงเขย่าตัว
“อิงค์ อิงค์ อิงค์ เธอเป็นอะไร” อินทิราไม่มีท่าทีจะฟัง ยังคงมุ่งมั่นถอดสายสิญจน์ออกเสมือนไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง
“อิงค์” คะนิ้งเพิ่มเสียงพร้อมกับเขย่าตัวเธอแรงขึ้น นั่นจึงทำให้อินทิราหลุดออกจากภวังค์และมีอาการเหนื่อยหอบจนผิดสังเกต เธอทิ้งตัวเอนไปทางเพื่อน ก่อนที่คะนิ้งจะประคองเอาไว้
“เธอเป็นอะไร” น้ำเสียงแสดงถึงความเป็นห่วงเปล่งออกมาจาก
“ฉันไม่รู้ ฉันรู้เพียงว่าเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก”
“เมื่อกี้ ฉันเห็นเธอเอาแต่แกะสายสิญจน์เส้นนี้”
“ฉันไม่ได้ทำ”
“เธอทำ”
คำยืนยันจากคะนิ้งทำให้อินทิราเงียบกริบ พลางเลื่อนสายตามองมาที่ข้อมือตัวเองพบรอยแดงเป็นจ้ำจากการจิกเนื้อตัวเองเพื่อเอาสายสิญจน์ออก หลักฐานนั้นทำให้อินทิราพูดไม่ออก
“เธอมีอะไรที่อยากจะพูดกับฉันไหม” คะนิ้งถามด้วยแววตามุ่งมั่น
“เธอเชื่อเรื่องวิญญาณไหม” อินทิราถามคะนิ้งไม่แน่ใจนักว่าจะรู้สึกเหมือนกันไหม
“ไม่รู้สิ แต่พ่อกับแม่ฉันท่านไม่เชื่อ”
“ถ้าพ่อแม่เธอไม่เชื่อ เหตุใดจึงยอมให้คนบูชาต้นไทรนั้นในมหาวิทยาลัย”