ตอนที่ 25
ชุมนุมขอทานดอยตะวัน
หลังจากปลอมแปลงตัวเป็ขอทานเดินทางออกจากหมู่บ้านเย้ยอรุณจ่านจือกับซื่อเหมี่ยนและอี้เซินเดินทางล่วงเลยเป็เวลาสองวันทั้งสามจึงบรรลุถึงเชิงเขาดอยตะวัน ตอนนี้เป็เวลายามซิ้ง(ประมาณแปดนาฬิกา) ค่ำคืนที่ผ่านมาทั้งสามใช้สถานที่เชิงเขาแห่งนี้เป็ที่พักผ่อนหลับนอนเมื่อทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยเสร็จสิ้นแล้วทั้งหมดจึงเตรียมออกเดินทางขึ้นดอยตะวันในทันที
เป็ดั่งที่าุโขอทานพเนจรหวงเกาฉือคาดการณ์ไว้สองวันที่ผ่านมาทั้งสามเดินทางในคราบของยาจกขอทานมิมีคนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้ากลุ่มใดสะกิดความสงสัยแม้แต่น้อยหากมิได้ปลอมแปลงตัวออกเดินทางดั่งเช่นปกติคิดว่าคงถูกคร่ากุมตัวแล้วพี่สาวทั้งสองของจ่านจือคงหนีไม่พ้นต้องถูกสังหารระหว่างทางอย่างแน่นอน
ส่วนตัวของจ่านจือ หลิวกงกงมีคำสั่งให้คร่ากุมตัวกลับไปยังหมู่ตึกกระเรียนฟ้าด้วยมีเื่ข้องใจบางประการที่้าเค้นถามเอาจากเขาสุดท้ายชะตากรรมคงไม่แตกต่างจากพี่สาวทั้งสองอยู่ดีดังนั้นทั้งสามจึงเดินทางด้วยความราบรื่นระหว่างทางพบพานขอทานจำนวนมากทุกคนกำลังเดินทางขึ้นดอยตะวันเช่นกันขอทานทุกคนเมื่อพบหน้ากันต่างเคาะไม้ไผ่ลงกับพื้นสามครั้งเป็การทักทาย
ศิษย์ของขอทานพเนจรมีอยู่ทั่วแผ่นดินถึงแม้ท่านผู้เฒ่าจะยังมิได้ก่อตั้งพรรคหรือสำนักตามทีขอทานน้อยใหญ่ต่างสมัครใจที่จะเข้าร่วมอุดมการณ์เดียวกันถึงแม้ว่าจะเป็ขอทานแต่ทุกคนกลับมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งตรงกันข้ามกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ที่ดูแล้วสกปรกมอมแมมน่ารักเกียจในสายตาของผู้รากมากดีมีอันจะกินเห็นขอทานเหล่านี้สกปรกน่ารังเกียจบางคนตระหนี่ขี้เหนียวเพียงเศษอาหารที่เหลือยังมิยอมแบ่งปันให้กับพวกเขา
ซึ่งในความเป็จริงแล้วเหล่าขอทานทุกคนถูกสั่งสอนให้คอยช่วยเหลือผู้เดือดร้อนโดยไม่แบ่งฐานะยากดีมีจนสิ่งตอบแทนต่างมิได้้าสิ่งใดมากนักเพียงแบ่งปันน้ำใจใส่เศษข้าวปลาอาหารที่เหลือรับประทานลงในชามปากบิ่นที่พกพาติดตัวซักเล็กน้อยถือว่าใช้ได้แล้ว
แต่ปณิธานอันยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นเหล่าขอทานต่างมีอุดมการณ์เดียวกันนั่นคือขับไล่คนชั่วผู้รุกรานแผ่นดินให้สิ้นไปดังตัวอย่างที่ผ่านมาในภาวะาเหล่าขอทานนับหมื่นคนต่างช่วยกันบุกทำลายค่ายทหารกับกองกำลังต่างชาติผู้รุกรานแผ่นดินจนแตกกระเจิงหนีไปเป็การช่วยเหลือทางการได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเหล่าผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์กลับหดหัวรักตัวกลัวตายทำตัวดั่งเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดองทำนองนั้น
เมื่อทั้งสามเดินทางเข้าเขตพื้นราบซึ่งใช้เป็สถานที่จัดการชุมนุมของเหล่าบรรดาขอทานมองออกไปเห็นขอทานน้อยใหญ่ต่างทยอยเดินทางมามิขาดสายทั้งสามจึงเดินแทรกเข้าไปในขบวนขอทานกลุ่มหนึ่งซึ่งเดินทางมาชุมนุมในครั้งนี้เห็นบนที่ราบเป็พื้นดินขนาดใหญ่โตกว้างขวางบัดนี้ได้ถูกจัดสร้างเป็พื้นเวทีแบบง่าย ๆ ยกสูงจากพื้นดินราวสามถึงสี่วา ด้านข้างของเวทีสุมด้วยกองฟืนและเศษไม้สำหรับใช้เป็เชื้อไฟให้แสงสว่างในเวลาค่ำคืน
การปลอมตัวมางานชุมนุมขอทานจำเป็ต้องเปลี่ยนชื่อแซ่จ่านจือใช้ชื่อว่าหานชง ซื่อเหมี่ยนใช้ชื่อมู่เหวิน ส่วนอี้เซินถูกเรียกหาว่าเกาจงหลังจากเดินสำรวจจนทั่วบริเวณแล้วทั้งสามเลือกเข้าไปตีสนิทกับขอทานน้อยอายุเยาว์ผู้หนึ่งในการสนทนาขอทานน้อยผู้นั้นบัดนี้กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ด้านหนึ่งของสถานที่ทั้งสามจึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับจ่านจือส่งเสียงกล่าวทักทายว่า
“รบกวนสหายสักครู่ มิทราบว่าสหายน้อยพอจะทราบหรือไม่? การชุมนุมจะเริ่มขึ้นเวลาใดข้าพเ้าชื่อหานชง ส่วนสองท่านนี้มีชื่อว่ามู่เหวินกับเกาจงเราสามคนเพิ่งสมัครเข้าเป็ศิษย์ของท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรเมื่อหกเดือนก่อนจึงไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมปฏิบัติมากนัก จึงอยากรบกวนสอบถามสหายสักหน่อยจะได้หรือไม่?”
ขอทานน้อยผู้นั้นรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับแสดงความกระตือรือร้น สองมือรีบประสานทั้งที่ยังคงกำไม้เท้าซึ่งเป็ลำไม้ไผ่อยู่ในมือทั้งสามรีบประสานมือตอบกลับไป ได้ยินทานน้อยผู้นั้นส่งเสียงเจื้อยแจ้วเจรจาว่า
“มิเป็การรบกวนสหายทั้งสามอย่าได้เกรงใจ ข้าพเ้าเอง้าหาผู้คนสนทนาเป็เพื่อนอยู่พอดีหากสหายทั้งสามมีสิ่งใดใคร่ซักถามเชิญตามสบายเชิญสหายทั้งสามมานั่งพักผ่อนบริเวณนี้ก่อนหากมัวยืนสนทนาเกรงว่าจะเมื่อยล้าเสียเปล่า ๆ เพระว่าอีกนานโขเชียวงานชุมนุมจึงจะเริ่ม”
“ขอบคุณสหายท่าน เชิญพี่มู่กับพี่เกานั่งลงก่อน สหายน้อยเชิญนั่งลงด้วยกันเราทั้งสามเพิ่งเดินทางมาจงหยวนเป็ครั้งแรก หากกระทำสิ่งใดผิดพลาดไปหรือมิถูกต้องรบกวนแนะนำสั่งสอนด้วยจะถือเป็พระคุณอย่างใหญ่หลวง”
จ่านจือรีบกล่าวขอบคุณแล้วเชื้อเชิญซื่อเหมี่ยนกับอี้เซินนั่งลงซึ่งในตอนนี้นางทั้งสองอยู่ในคราบของบุรุษใช้ชื่อมู่เหวินกับเกาจงเมื่อเชื้อเชิญพี่สาวทั้งสองแล้วจ่านจือรีบเชิญขอทานน้อยผู้นั้นนั่งลงพร้อมกันดูจากลักษณะภายนอกขอทานน้อยผู้นั่นน่าจะมีอายุไม่เกินยี่สิบปีหรือไม่ก็อ่อนวัยกว่าจ่านจือเล็กน้อยเมื่อนั่งลงแล้วขอทานผู้นั้นรีบกล่าววาจาแนะนำตัวเองว่า
“ข้าพเ้ามีชื่อว่าอาฉินถิ่นเดิมอยู่ทางตอนใต้เมืองกวางโจวในมณฑลกว่างตง(กวางตุ้ง)เมื่อเข้าร่วมอุดมการณ์กับท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรจึงเดินทางมาขอทานยังภาคกลางจงหยวน หากจดจำมิผิดน่าจะห้าหกปีได้แล้วกระมัง? ครั้งนี้เมื่อได้ทราบข่าวการชุมนุมของพี่น้องขอทานจงหยวนข้าพเ้าจึงได้เดินทางขึ้นดอยตะวันมาเข้าร่วมการชุมนุมแล้วพวกเ้าทั้งสามเดินทางมาจากสถานที่ใด?”
“พวกเราสามคนอาศัยอยู่แถบทะเลสาบซีหู เมืองหังโจวมณฑลเจ๋อเจียงพอดีเพิ่งเดินทางมาจงหยวนได้รับข่าวการชุมนุมเช่นกันจึงได้รีบเดินทางขึ้นดอยมาเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ขอเรียนตามตรงเราทั้งสามไม่ค่อยทราบธรรมเนียมสักเท่าใด?”
อี้เซินดัดเสียงห้าวกระด้างดั่งบุรุษแม้แต่จ่านจือกับซื่อเหมี่ยนพอได้ฟังยังอดหัวร่อขบขันในใจมิได้ดังนั้นซื่อเหมี่ยนนางเองจึงแกล้งดัดเสียงเป็บุรุษกล่าวเสริมเติมต่อทันทีว่า
“ถูกต้อง นอกจากไม่ทราบธรรมเนียมแล้วเราสามคนในวัยเยาว์ลำบากยากแค้นแสนลำบากดังนั้นจึงมิได้อ่านเรียนเขียนอ่านเหมือนคนทั่วไปเราสามคนได้ยินขอทานกลุ่มหนึ่งสนทนากันเื่การชุมนุมจึงรีบเดินทางเข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้หากมีสิ่งใดแนะนำสั่งสอนรบกวนสหายน้อยสอนสั่ง”
ขอทานน้อยผู้นั้นพอได้ฟังอี้เซินกับซื่อเหมี่ยนกล่าวเช่นนั้นแสดงสีหน้ายิ้มย่องอย่างออกนอกหน้าจ่านจือแลเห็นเช่นนั้นรีบหยอดคำพูดไปอีกหลายประโยคว่า
“พี่ชายทั้งสองกล่าวเล่ามาทั้งหมดล้วนถูกต้องถึงแม้เราสามคนจะไม่รู้หนังสือแต่ด้วยชื่อเสียงของท่านผู้เฒ่าทำให้เราทั้งสามคิดจะเข้าร่วมเป็พี่น้องขอทานทั้งหลายจุดประสงค์หนึ่งเพื่ออุดมการณ์อันน่าภาคภูมิใจอันที่สองเราทั้งสามคนั้แ่เข้าร่วมอุดมการณ์ยังมิเคยได้พบหน้าท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรสักครั้งเดียวครานี้จึงอยากจะพบเห็นท่านผู้เฒ่าสักครั้งเพื่อคารวะนับว่ามาไม่เสียเที่ยวแล้วสหายน้อยเป็งูเ้าถิ่นคงรู้จักผู้คนมากมายดูจากลักษณะท่าทางของสหายน่าชื่อถือคบหาไม่ทราบว่าสหายได้พบหน้าท่านผู้เฒ่าล่าสุดเมื่อใด?”
จ่านจือป้อนลูกยอให้ขอทานน้อยผู้นั้นไปลูกใหญ่แท้จริงแล้วที่เขาสนทนาเพียงเพื่อฆ่าเวลาและ้าสืบหาว่ามีผู้ใดที่มิใช่ขอทานปลอมตัวเข้าร่วมงานเพื่อก่อกวนบ้างหรือไม่ที่กล่าวถามออกไปมิได้มุ่งหวังคำตอบจากขอทานน้อยมากนักเพราะดูจากลักษณะคล้ายกับเพิ่งสมัครเข้าเป็ขอทานเช่นกันเพราะฟังจากคำพูดหลายประโยคจ่านจือพอจะดูออก พอเขาแกล้งยกยอปอปั้นเช่นนั้นขอทานน้อยผู้นี้รีบยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ พร้อมส่งเสียงแสดงความโอ้อวดรีบกล่าวตอบต่อทั้งสามว่า
“สหายท่านสายตาไม่เลวกลับดูออกว่าข้ามีหน้ามีตาถูกต้องแล้วข้าพเ้ารู้จักคุ้นเคยกับาุโมีตำแหน่งหลายท่านส่วนที่ท่านถามมาเมื่อครู่ว่าพบหน้าท่านผู้เฒ่าล่าสุดเมื่อใด? ล่าสุดข้าพเ้าได้พบเจอท่านผู้เฒ่าทางใต้เมืองฝอซันมณฑลกว่างตงเมื่อครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เองตอนนั้นข้าพเ้าเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านผ่านไปแถบนั้นพอทราบข่าวว่าท่านผู้เฒ่ามาข้าพเ้าจึงได้เข้าคารวะท่าน”
ขอทานน้อยผู้นั้นเว้นจังหวะแล้วใช้ความคิดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นกล่าววาจาบอกเล่าต่อทั้งสามว่า
“ในตอนนั้นนอกจากท่านผู้เฒ่าแล้ว ข้ายังได้พบกับผู้เฒ่าอีกสองท่านซึ่งได้แก่ผู้เฒ่าลำดับแปดกับผู้เฒ่าลำดับเจ็ดอยู่กับท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรด้วยแล้วยังมีจอมยุทธ์อีกผู้หนึ่งซึ่งท่านผู้เฒ่าให้ความไว้วางใจเป็พิเศษหลังจากนั้นอีกราวเจ็ดวันก่อนข้าเดินทางมาจงหยวน ได้พบพานกับท่านผู้เฒ่าอีกซึ่งท่านยังพำนักอยู่ฝอซันในครั้งนั้นท่านผู้เฒ่ายังได้แต่งตั้งให้ทั้งสองผู้เฒ่าที่ข้าพเ้าเล่าเมื่อครู่กับจอมยุทธ์ท่านนั้นเป็ตัวแทนของท่านเดินทางมาเป็ผู้นำในการชุมนุมในครั้งนี้ท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรเกรงว่าจะติดธุระด่วนต้องเดินทางไปกระทำอาจเดินทางมาล่าช้ากว่ากำหนดการเล็กน้อยแต่ท่านผู้เฒ่าบอกกล่าวว่าจะเดินทางมาสมทบภายหลังอย่างแน่นอน”
“แล้วมิทราบว่าท่านผู้เฒ่าเดินทางไปทำธุระยังสถานที่ใด? สหายพอจะทราบหรือไม่?เราสามคนเกรงว่าจะไม่ได้เข้าคารวะท่านผู้เฒ่าในคราวนี้วานสหายช่วยให้ความกระจ่างแต่เราทั้งสามคนด้วยเถิด”
จ่านจือรีบกล่าวถามขอทานน้อยผู้นั้นทันทีทั้งเขากับซื่อเหมี่ยนและอี้เซินต่างคิดเห็นตรงกันว่าขอทานน้อยผู้นี้มีพิรุธหลายอย่างแต่คำพูดของมันช่างกล่าวได้อย่างแเีมิกุกกักติดขัดแต่อย่างใดอีกทั้งยังแสดงสีหน้าท่าทางน่าเชื่อถืออีกด้วยหากทั้งสามมิได้พบกับท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรมาก่อนคงเชื่อในคำพูดของขอทานน้อยผู้นี้โดยมิสงสัย
ทั้งสามเพิ่งจะแยกกับท่านผู้เฒ่ามาเพียงสองวันท่านผู้เฒ่าเองเป็ผู้บอกกล่าวต่อทั้งสามกับปากของท่านว่าสิบกว่าปีมานี้ท่านอาศัยอยู่ทางเหนือไม่เคยเดินทางเข้าจงหยวนหรือแม้กระทั่งเดินทางลงใต้แม้แต่ครั้งเดียว เมื่อได้ฟังวาจาของมันผู้นี้ทั้งสามจึงแกล้งเป็ทารกไร้เดียงสามิรู้ความตามสถานการณ์อี้เซินรู้สึกคันปากเอ่ยซักถามต่อมันทันทีว่า
“นั่นนะสิสหายรีบบอกกล่าวแก่เราทั้งสามตามความเป็จริงหากครั้งนี้ท่านผู้เฒ่าเดินทางมาไม่ทันการชุมนุมพอพี่น้องทั้งหลายแยกย้ายไปหมดสิ้นเราทั้งสามจะสอบถามใครเกี่ยวกับที่อยู่ของท่านผู้เฒ่าขอเพียงสหายน้อยบอกมาว่าท่านผู้เฒ่าไปทำธุระยังสถานที่ใด? เราทั้งสามจะรีบเดินทางเสาะหาตัวท่านให้พบเพื่อคารวะท่านสักครั้งให้จงได้”
ขอทานน้อยผู้นั้นเมื่อได้ยินจ่านจือกับอี้เซินคาดคั้นซักถามมากเข้าคล้ายจะมีเื่ราวใดปิดบังซ่อนเร้น ดังนั้นมันจึงรีบกล่าวตัดบทตอบว่า
“เื่นี้เห็นทีข้าพเ้าไม่อาจจะให้คำตอบกับสหายทั้งสามได้”
“เป็เพราะสาเหตุใด ในเมื่อสหายอยู่กับท่านผู้เฒ่าไฉนถึงไม่อาจให้คำตอบแก่เราทั้งสามได้เล่า?”
ซื่อเหมี่ยนกล่าวถามสวนไปทันที
“ เื่นี้เป็ความลับมิอาจแพร่งพรายท่านผู้เฒ่าเพียงบอกกับผู้เฒ่าาุโอีกสองท่านกับจอมยุทธ์ท่านนั้นที่ข้าพเ้าได้บอกเล่าไปเมื่อครู่ผู้ซึ่งท่านได้แต่งตั้งให้มาทำหน้าที่ในการชุมนุมในครั้งนี้ข้าพเ้าเป็เพียงขอทานปลายแถวแม้จะรู้จักคนอยู่มากก็ตามแต่มิได้ยินคำพูดของท่านผู้เฒ่าด้วยหูตัวเองที่ข้าพเ้าบอกว่าท่านผู้เฒ่าจะเดินทางไปที่ใดนั้นข้าพเ้าเพียงได้ฟังจากาุโทั้งสองกับจอมยุทธ์ท่านนั้นอีกทอดหนึ่งหากสหายทั้งสามอยากจะทราบจริง ๆ ข้าพเ้าจะพาสหายทั้งสามไปพบกับขอทานาุโทั้งสองแล้วสหายทั้งสามซักถามเอาจากปากท่านเองจะไม่ดีกว่าหรอกรึ?”
จ่านจือรู้กระจ่างแจ้งแก่ใจั้แ่แรกว่าขอทานผู้นี้กล่าววาจาพกลมหากมันบ่งบอกว่าท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรเดินทางไปที่ใด หาเชื่อถือได้ไม่จึงแสร้งกล่าวตอบไปว่า
“เช่นนั้นเราสามคนคงต้องรบกวนสหายแล้ว าุโทั้งสองที่สหายกล่าวถึงท่านอยู่ที่ใดในตอนนี้เราสามคนอยากซักถามเกี่ยวกับท่านผู้เฒ่าให้แน่ชัดรบกวนสหายนำพาเราสามคนไปพบกับท่านาุโทั้งสองตอนนี้ได้หรือไม่?”
“รบกวนสหายน้อยด้วย”
ซื่อเหมี่ยนกับอี้เซินกล่าวขอร้องพร้อมกัน
ขอทานผู้นั้นเมื่อเห็นทั้งสามกระตือรือร้น้าพบกับขอทานาุโสองท่านที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่เป็ผู้นำการชุมนุมในครั้งนี้รีบกล่าววาจาเลี่ยงไปว่า
“ข้าพเ้าต้องขออภัยสหายทั้งสามด้วยตอนนี้ท่านาุโทั้งสองยังเดินทางมาไม่ถึง เอาเป็ว่าหลังจากเลิกการชุมนุมแล้วข้าพเ้าจะแนะนำให้สหายทั้งสามได้รู้จักเป็การส่วนตัวหากมีเื่ใดที่้าซักถามสหายทั้งสามค่อยเรียนถามตอนนั้นจะสะดวกกว่าอีกอย่างรบกวนสหายทั้งสามช่วยแจ้งข่าวนี้ไปยังขอทานคนอื่น ๆ ด้วยข้าพเ้าเองมีธุระต้องไปกระทำ ดังนั้นข้าพเ้าจึงมิอาจอยู่สนทนากับเ้าทั้งสามต่อได้ดังนั้นข้าพเ้าขอตัวก่อนแล้วอีกสองชั่วยามค่อยพบเจอกันเชิญสหายทั้งสามตามสบายเถิด”
กล่าวจบขอทานผู้นั้นรีบผละไปอย่างรวดเร็วแต่ด้วยฝีเท้าที่รุดไปช่างดูไม่คล้ายขอทานน้อยสักเท่าใด จ่านจือแอบสังเกตเห็นแววตาที่สาดประกายของผู้มีวิชาฝ่ามือติดตัวพร้อมกับฝีเท้าตอนจากไปเมื่อครู่อย่างน้อยจะต้องมีวรยุทธ์ไม่ต่ำกว่าสี่ขั้นอย่างแน่นอน
เมื่อขอทานน้อยผู้นั้นจากไปแล้วทั้งสามจึงปรึกษากันว่าจะกระทำเช่นไรต่อไป จ่านจือรีบกล่าวแสดงความคิดเห็นก่อนว่า
“พี่สาวทั้งสองท่านมีความคิดเห็นเป็เช่นไร? ข้าพเ้าดูจากฝีเท้าและแววตาขอทานผู้นี้มีวิชาติดตัวมิใช่ชั่วเลยทีเดียวแล้วขอทานาุโสองท่านที่ขอทานผู้นั้นกล่าวถึงเป็ผู้ใดกัน ใช่เป็ผู้ที่ท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรกล่าวถึงหรือไม่?นี่ก็เหลือเวลาอีกสองชั่วยาม กว่าจะเริ่มการชุมนุมข้าพเ้าว่าเรามาหารือแผนการขั้นต่อไปก่อนจะดีกว่า”
“พี่ใหญ่เองสังเกตเห็นว่าขอทานน้อยผู้นั้นมีวิชาติดตัวฟังจากคำพูดคงเป็คนกลุ่มเดียวกันกับขอทานาุโสองคนที่มันกล่าวถึงข้าเองยังมิกล้าคาดเดาว่าเป็คนของสำนักใด เ้าละอี้เซินคิดเห็นเป็เช่นไร?”
“ข้าพเ้าเองเดาไม่ออกว่าเป็คนของค่ายพรรคสำนักใด ขอทานาุโที่คนผู้นั้นกล่าวถึงเมื่อครู่เราทั้งสามล้วนยังไม่เคยพบหน้ารอให้ถึงเวลาชุมนุมแล้วค่อยว่ากันอีกที ว่าพวกเราจะกระทำเช่นไรต่อไป ศิษย์พี่กับเซี่ยวจือว่าดีหรือไม่?”
“อี้เซินที่เ้ากล่าวมาข้าเห็นด้วยกับเ้าเซี่ยวจือเ้าละคิดว่าเช่นไร?”
ซื่อเหมี่ยนกล่าวเห็นด้วยกับศิษย์น้องอี้เซินพร้อมหันมากล่าวถามจ่านจือว่ามีความคิดเห็นเช่นไร จ่านจือจึงรีบกล่าวตอบไปว่า
“ทำตามที่พี่สาวรองกล่าวมาก็ดีเหมือนกันรอให้เราเห็นหน้าผู้ที่แอบอ้างว่าเป็ตัวแทนของท่านผู้เฒ่าขอทานพเนจรก่อนแล้วถึงเวลานั้นค่อยคิดอ่านอีกทีว่าจะกระทำเช่นไร ข้าพเ้าว่าเราใช้เวลาที่เหลือนี้แยกย้ายกันสำรวจและสืบสาวเื่ราวไปพลางๆ ก่อนจะดีหรือไม่?”
“ดีเหมือนกันเผื่อบางทีอาจจะได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมบ้างเช่นนั้นพี่ใหญ่จะไปทางด้านนี้ ส่วนอี้เซินเ้าไปทางที่ขอทานน้อยผู้นั้นจากไปเซี่ยวจือเ้าไปทางด้านริมเขาก็แล้วกันแล้วก่อนเริ่มการชุมนุมครึ่งชั่วยามนัดพบเจอกันบริเวณนี้”
กล่าวจบทั้งสามต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศจ่านจือมุ่งตรงไปทางด้านริมเขาซึ่งเป็ที่ลาดชันมองต่ำลงไปเห็นเป็หุบเหวมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น เขาเดินสำรวจบริเวณนั้นมิพบเห็นสิ่งใดผิดปกติจึงมองลงไปด้านล่างเป็หุบเหวมีชะง่อนหินขึ้นอยู่เรียงรายอีกทั้งยังปกคลุมไปด้วยเส้นเถาวัลย์อยู่มากมาย
จ่านจือพลันหวนระลึกนึกถึงตอนอาศัยอยู่ที่หุบเขาสายรุ้งตอนที่เขาออกเก็บสมุนไพรในป่าลึกล้วนเป็หุบเหวเช่นนี้ ถึงแม้จะอันตรายแต่เขาเคยปีนป่ายมาแล้วไม่ต่ำกว่าพันครั้งยิ่งตอนที่ฝึกวิชาตัวเบาด้วยแล้วเขาใช้หุบเหวเ่าั้เป็สถานที่ทดสอบฝีเท้าในตอนนั้นจ่านจือใช้ท่าร่างวิ่งขึ้นลงเสมือนกับเป็พื้นราบมิปานตอนนี้เมื่อนึกถึงความหลังจึงเกิดสนุกะโทิ้งร่างลงไป เมื่อทิ้งร่างลงมาได้ราวสิบวารีบใช้ปลายเท้าสะกิดกับปลายชะง่อนหินหยิบยืมพลังแล้วทิ้งร่างลงไปอีกราวสิบวา
จ่านจือะโลงมารวมระยะทางความลึกได้ราวห้าสิบวาเขายังมองไม่เห็นก้นหุบเหวจึงคิดว่ากลับขึ้นไปก่อนดีกว่าฉับพลันทันใดนั้นสายตาไปสะดุดเข้ากับต้นหญ้าสีดำสนิทต้นหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่ระหว่างรอยแตกของซอกหินผา
จ่านจือรีบพุ่งร่างเข้าไปหาทันทีบริเวณนั้นเป็หน้าผาชันราบเรียบไม่มีที่ให้หยั่งเท้าแต่ประการใดแต่นั่นมิเป็ปัญหาใหญ่โตสำหรับเขาจ่านจือมือซ้ายคว้าดึงต้นหญ้าสีดำสนิทมิมีสีอื่นปะปนต้นนั้น พอออกแรงดึงต้นหญ้าสีดำหลุดออกจากซอกหินติดมือมาโดยง่ายดาย
ดังนั้นเขาจึงใช้มือขวาตบเข้าหาหน้าผาราบเรียบแล้วหยิบยืมพลังพลิ้วร่างกลับขึ้นมายังตำแหน่งที่ยืนอยู่เมื่อครู่ เมื่อยืนทรงตัวอย่างมั่นคงแล้วเขาสำรวจต้นหญ้าสีดำในมือด้วยสีหน้าแสดงความยินดีพร้อมกับส่งเสียงกล่าวกับตัวเองว่า
“หญ้าัดำ เซี่ยวจือเ้าเสาะหาจนทั่วหุบเขาสายรุ้งมิเคยพบเห็นแม้แต่เพียงใบเดียวนึกไม่ถึงว่าจะมาเจอเข้าที่นี่ขอบคุณ์”
จ่านจือพิศมองต้นหญ้าที่เขาเรียกชื่อว่าหญ้าัดำในมือแล้วส่งเสียงกล่าวกับต้นหญ้าัดำในมือว่า
“เ้ารู้หรือไม่? ว่าข้าพเ้าเสาะหาเ้าอยู่หลายปีที่แท้เ้ามาหลบอยู่ที่นี่เอง สรรพคุณของเ้าช่างวิเศษนักสามารถแก้พิษได้หลายชนิดทีเดียวอีกทั้งยังใช้ห้ามเืสมานแผลทั้งภายนอกภายในได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์นัก”
หยกเหินลม/ชลชโลทร