“ท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าท่านเข้าผิดห้องหรือไม่ บางทีดึกแล้วท่านอาจจะความจำเลอะเลือน เช่นนั้นแล้ว ข้าจะเรียกให้จื่อหยางมานำทางท่านกลับตำหนักของท่านก็แล้วกัน” เมื่อพอจะตั้งสติได้แล้ว แม้จะเพียงแค่น้อยนิด เยี่ยนหลีก็พยายามที่จะหาทางออกให้แก่สถานการณ์ที่แสนจะอึดอัดนี้ให้แก่ตนเอง
“หืม เหตุใดเ้าจึงได้คิดว่าเปิ่นหวางนั้นเข้าผิดห้องด้วย เ้าคือพระชายา ส่วนเปิ่นหวางก็คือสามี สองสามีภรรยานอนร่วมเรียงเคียงหมอนมีสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องรึ” เมื่อเสวียนเยว่กล่าวจบ เยี่ยนหลีก็แทบอยากจะใช้สองมือของนางฟาดไปแรงๆ ที่ต้นแขนของอีกฝ่ายสักทีสองทีเพื่อเป็การเรียกสติที่อาจหล่นหายไป หากแต่สุดท้ายแล้วนางก็ทำได้เพียงแค่แอบคิดในใจเพียงเท่านั้น
เพ้ย!!! สองสามีภรรยา พูดมาได้ยังไง ถามภรรยาอีกทั้งสี่ของเ้าแล้วรึยัง! ทั้งอนุ ทั้งชายารอง โดยที่อีกฝ่ายเ่าั้ล้วนถูกผู้เป็สามีเช่นเขาเชิดชูมากกว่าตัวนางที่เป็ถึงพระชายาเสียด้วยซ้ำ
เยี่ยนหลีอยากที่จะนึกสาปแช่งอีกฝ่ายแรงๆ สักที หากแต่ที่พอจะทำได้นั้น ก็คงจะมีเพียงค่อนแคะอีกฝ่ายอยู่ในใจเบาๆ ก็เท่านั้นเอง
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ว่า ห้องนอนนี้ออกจะดูเล็กไปสักหน่อยเมื่อต้องนอนร่วมกันถึงสองคน หากคืนนี้ท่านอยากที่จะนอนอยู่ที่นี่ เช่นนั้นข้าจะย้ายออกไปนอนที่ห้องข้างๆ ก็แล้วกัน” พูดจบเยี่ยนหลีก็เตรียมลุกออกจากเตียง ด้วยนางก็ไม่ปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชายผู้นี้มากสักเพียงใด
“อืม จริงดั่งที่เ้าว่า เมื่อเปิ่นหวางเข้ามานอนด้วย เตียงนี้ก็ดูจะเล็กเกินไปจริงๆ” เสวียนเยว่ทำท่าครุ่นคิด ประหนึ่งว่าตนนั้นเห็นด้วยกับสิ่งที่นางได้กล่าวมาไปเสียทุกอย่าง
“ใช่ไหม ข้าก็คิดเช่นนั้น ในเมื่อเตียงนี้เล็กเกินไปสำหรับเราทั้งสองคนแล้ว เช่นนั้นแล้ว สำหรับคืนนี้ เตียงนี้ข้ายกมันให้ท่านก็แล้วกัน” พูดจบเยี่ยนหลีก็เตรียมที่จะลุกออกจากเตียงนี้ให้เร็วไวที่สุด หากแต่ความเร็วของนางยังนับได้ว่าเชื่องช้าเยี่ยงเต่ามีอายุตัวหนึ่งก็เท่านั้นเมื่อเทียบกับความเร็วของเสวียนเยว่ เพราะเพียงแค่เยี่ยนหลีลุกขึ้นโดยที่ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากเตียง เสวียนเยว่ก็คว้าตัวนางขึ้นมาอุ้มพร้อมแนบไว้อกเรียบร้อยแล้ว
“ทะท่านมาอุ้มข้าด้วยเหตุอันใด ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้เลยนะ” เยี่ยนหลีไม่ชินเลยจริงๆ ที่จะต้องแสดงท่าทีให้เหมือนกับเยี่ยนหลีคนก่อน แม้จะบอกว่าพวกนางมีหลายอย่างที่คล้ายกัน แต่การแสดงออกและความรู้สึกนึกคิดก็ยังพอที่จะมีสิ่งแตกต่างกันอยู่บ้าง อย่างเช่นกิริยาที่เยี่ยนหลีได้กล่าวออกไปเมื่อครู่นี้
หากเป็เยี่ยนหลีคนเดิม มีหรือที่นางจะกล้าเอ่ยปากต่อว่าหรือใช้น้ำเสียงที่เป็เชิงว่าออกคำสั่งกับชายที่กำลังอุ้มนางอยู่นี้ ถึงแม้จะเป็การกล่าวออกไปด้วยความเผลอตัวก็ตามที
“เหตุใดเปิ่นหวางต้องปล่อยเ้าลงด้วย ขาเ้าสั้น อีกทั้งยังเดินได้ช้า หากว่าเปิ่นหวางไม่อุ้ม แล้วเราจะถึงห้องนอนของเปิ่นหวางได้โดยเร็วอย่างไรกันเล่า” เสวียนเยว่ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่นิ่งเฉย ประหนึ่งว่าตนนั้นไม่รับรู้ถึงท่าทีของกระต่ายตื่นตูมตนหนึ่งที่ตัวเขากำลังอุ้มอยู่
“หะ ห้องนอนท่าน?” เยี่ยนหลีอุทานพร้อมด้วยเครื่องหมายคำถามเป็ร้อยเป็พันที่พร้อมใจกันแสดงออกมาทางสีหน้าของเธอในยามนี้
‘ห้องนอนหลัวชั่ว? เหตุใดเธอจะต้องไปนอนยังห้องนอนของอ๋องแปดผู้นี้ด้วย ตาย! งานนี้ได้ตายอีกรอบแน่ ๆ’ เยี่ยนหลีที่ตื่นตระหนกได้แต่คร่ำครวญภายในใจ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเฉลยถึงสาเหตุที่นางนั้นได้รับฟัง
“เ้ากล่าวว่า เตียงนอนนี้เล็กและคับแคบจนเกินไปไม่อาจรองรับเราทั้งสองคนได้ เช่นนั้นแล้ว เปิ่นหวางก็จะพาเ้าไปนอนที่เตียงนอนกว้างๆ ของเปิ่นหวางอย่างไรเล่า” เมื่อเสวียนเยว่กล่าวจบ เยี่ยนหลีก็แทบจะลืมหายใจไปในทันที
จะให้ไปนอนร่วมเตียงที่ตำหนักของอ๋องเสวียนเยว่อะไรก่อน ชะตาชีวิตเธอจะอยู่รอดได้จวบจนพ้นคืนนี้ไหม เยี่ยนหลีได้แต่ร่ำไห้อยู่ในใจในขณะที่สองมือน้อยๆ ก็ยังคงพยายามที่จะดันหน้าอกของเสวียนเยว่ออกห่างจากตัวเธอให้มากกว่านี้สักหน่อย
เยี่ยนหลีตัวเล็กเพียงเท่านี้ โดนเขาอุ้มขึ้นทีก็ตัวลอยเท้าไม่ติดพื้นแล้ว ใจหนึ่งคิดอยากจะลงก็อยาก แต่อีกใจก็กลัวว่าเสวียนเยว่จะโยนเธอทิ้งอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ด้วยเหตุนี้ เยี่ยนหลีจึงทำได้เพียงนอนตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดของเขาเพียงเท่านั้น
ในขณะที่เสวียนเยว่ที่ก้มลงมองพระชายาตัวน้อยที่กำลังสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดของตนเองก็เริ่มรู้สึกที่จะสงสารอีกฝ่ายขึ้นมาอยู่สักหน่อย
“อย่าดิ้น ถ้าตกลงไปอาจถึงตายได้เชียวนะ” เสวียนเยว่กล่าวข่มขู่อีกฝ่ายอย่างตั้งใจ เพราะยิ่งนางดิ้นมากเท่าไร หน้าอกนุ่มนิ่มของนางก็ยิ่งมาัักับตัวเขามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้ความอดทนที่มีภายในกายของเขานั้นลดลงได้อย่างรวดเร็ว
ภายหลังจากที่เสวียนเยว่กล่าวถ้อยคำข่มขู่นั้นออกไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เ้าตัวก็สังเกตได้ว่าคำขู่นั้นน่าจะได้ผลมากเลยทีเดียว เมื่อมือสองมือเล็กๆ ของเยี่ยนหลีได้เลิกทุบตีที่หน้าอกของเขาแล้ว อีกทั้งยังแปรเปลี่ยนมาเป็คล้องคอของเขาเอาไว้แน่นเสียด้วย
สตรีผู้นี้รักและลุ่มหลงตัวเขาอย่างหัวปักหัวปำจริงๆ นะหรือ เสวียนเยว่ตั้งคำถามกับตนเองในใจ หากว่านางรักในตัวเขาจริง การที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันเช่นนี้ ไม่ใช่ว่านางจะต้องแสดงมารยายั่วยวนกันสักหน่อยหรืออย่างไร แต่ที่เห็นในตอนนี้ เหตุใดถึงมีเพียงท่าทีที่อยากจะหลบหนีเขาอยู่ร่ำไปเสียมากกว่า
“ขะ ข้าไม่ไปได้หรือไม่ เกรงว่าถ้าตื่นมา จื่อหยางไม่เจอข้า นางจะต้องร้อนใจเป็แน่” เยี่ยนหลีพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะมาหาข้ออ้างและเหตุผลมาแย้งไม่ให้อ๋องแปดผู้นี้หิ้วนางกลับตำหนักเขาไปด้วย
“สาวใช้ของเ้า เปิ่นหวางจะให้คนของเปิ่นหวางไปแจ้งแก่นางเอง และข้าวของทั้งหมดของเ้า จะย้ายตามไปที่ตำหนักของเปิ่นหวางอีกทีภายในวันพรุ่งนี้” เสวียนเยว่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจในท่าทีที่ขัดขืนและตื่นตูมของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
“ย้าย เหตุใดต้องย้าย” เยี่ยนหลีถามด้วยความตกอกใครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ทำไมวันนี้ถึงมีเื่ให้ใจเต้นได้มากมายถึงเพียงนี้
“ฝ่าาทรงรับสั่งให้เปิ่นหวางมีอ๋องน้อยได้แล้ว เช่นนั้นแล้ว นับจากนี้คงต้องรบกวนเปิ่นหวางเฟยแล้ว” เสวียนเยว่กล่าวพลางก้มกระซิบลงที่ข้างหูเยี่ยนหลีเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแหบพร่า ซึ่งนั้นก็สร้างความขนลุกขนชันให้อีกฝ่ายได้ไม่น้อย
“ทะ ท่านเองก็มีอนุมากมายถึงเพียงนั้น เช่นนั้นแล้ว เหตุใดท่านไม่ลองเลือกพวกนางมาสักคนเล่า” เยี่ยนหลีพยายามที่จะหาทางรอดเล็กๆ ให้ตัวเอง
‘จะมามีอ๋องน้อยอะไรกันก่อน ชีวิตนางจะอยู่รอดถึงวันนี้หรือวันพรุ่งไหมก็ไม่รู้’
“พวกนางเป็เพียงอนุ จะให้มีบุตรกับเปิ่นหวางก่อนเปิ่นหวางเฟยได้เช่นไรกัน ถ้าเปิ่นหวางเฟย้าให้เปิ่นหวางมีอ๋องน้อยกับอนุสักนางแล้วละก็ เช่นนั้นคืนนี้ เห็นทีว่าเราต้องรีบกันสักหน่อยแล้ว”
“รีบ? รีบเื่อันใด ท่านช่วยพูดให้มันชัดเจนกว่านี้จะได้หรือไม่” เยี่ยนหลีไม่เข้าใจถ้อยคำครึ่งๆ กลางๆ ของอีกฝ่ายแต่อย่างใด และก่อนที่จะสงสัยสิ่งใดให้มากความต่อจากนี้ เสวียนเยว่ก็ได้ตอบคำถามของผู้เป็ชายาได้อย่างหน้าตาเฉยว่า...
“รีบอุ่นเตียงให้เปิ่นหวางสักทีอย่างไรเล่า” เมื่อจบประโยคนี้ เสวียนเยว่ก็อุ้มพระชายาตัวน้อยที่กำลังตกตะลึงในคำตอบอยู่นั้นมุ่งหน้าไปยังตำหนักของตนที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของจวนอ๋องนี้ทันที
เดี๋ยวนะ เสวียนเยว่นะ