บทที่3
ตอน บ้านพักกลางเขาวงกตกับภูตในโคมตะเกียง
เซกิตื่นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในที่ที่คล้ายจะเป็บ้านพักตากอากาศแบบญี่ปุ่นขนาดใหญ่ เมื่อเลื่อนประตูเปิดออกไปด้านนอกก็เห็นเมืองใหญ่ แต่เธอไม่รู้ว่าเป็เมืองอะไร และไม่รู้ว่าจะต้องเดินทางไปอย่างไร ที่สำคัญ เมื่อเปิดประตูด้านหน้าออกไปแล้วกลับพบเพียงแต่สวนที่ถูกสร้างให้เหมือนเขาวงกตขนาดใหญ่ ถัดจากรั้วบ้านไปน่าจะสักห้าเมตรได้ ทั้งสี่ทิศของบ้านถูกล้อมไปด้วยสวนเขาวงกตและป่าที่มีการปลูกต้นไม้วางเรียงแบบแปลกๆ เหมือนตั้งใจทำให้เส้นทางดูคดเคี้ยว ดูแล้วน่าจะต้องใช้เวลาอยู่นานมากแน่ ๆ กว่าจะเดินผ่านป่าเขาวงกตไปได้ ต่อให้ผ่านไปได้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเจอกับถนนหลักหรือไม่ ขณะที่เด็กสาวกำลังพยายามมองสอดส่องเส้นทางของเขาวงกตอยู่ทันใดนั้น เธอก็ต้องใกับประกายแสงจากด้านในสายคาดเอบิที่เธอสวมใส่ ประกายแสงสว่างวาบแล้วดับวูบซ้ำๆอยู่อย่างนั้นไม่หยุด เธอจึงล้วงมือเข้าไปในเอบิแล้วก็ต้องพบกับบางอย่างที่เหมือนจะติดตัวเธอมาโดยไม่ได้ตั้งใจ มันคือโคมตะเกียงของเธอเอง ดีที่เ้าคุณปู่สั่งทำให้ขนาดเล็กพกใส่ติดตัวได้ อย่างน้อยเธอก็ยังมีของที่เป็เครื่องยืนยันได้ว่าเธอมาจากไหน หากหนีออกไปได้ ก็จะได้ใช้ประโยชน์ตอนขอความช่วยเหลือจากคุณตำรวจ
ขณะที่เธอกำลังคิดเื่โคมตะเกียงอยู่นั้นเอง อยู่ดีดี แสงสว่างนั้นก็สว่างวาบขึ้นมาจนเธอแสบตาจนเซกิทำโคมตะเกียงพลัดหลุดจากมือแล้วหล่นกระแทกพื้นจนชิ้นส่วนแตกละเอียดปรากฏหินสีแดงก่ำส่องประกายสีเงินและสร้อยไข่มุกสีขาว
“แย่แล้ว!!” เซกิร้องอุทานเสียงดัง เมื่อเห็นว่าโคมตะเกียงของตนเองแตกเสียหาย เธอรีบวิ่งไปคว้าตัวเรือนตะเกียงและหินก้อนที่กระเด็กหล่นออกมาแต่แล้วเธอก็สังเกตุเห็นว่าด้านในหินสีแดงเหมือนจะมีชิ้นส่วนอะไรบางอย่างฝังอยู่ เซกิรีบเก็บหินนั่นไว้ในเอบิดังเดิมแล้วพยายามเอื้อมมือไปเก็บรวบรวมชิ้นส่วนตะเกียงที่เหลือ แต่เมื่อเธอกำลังจะเข้าไปเก็บชิ้นส่วนที่แหลกละเอียดอยู่บนพื้นนั้น หินสีแดงก็มีประกายแสงสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง หินนั้นลอยออกมาจากสายรัดเอบิของเซกิ พร้อมกับสาดแสงสีแดงไปทั่วห้องอีกครั้งก่อนจะปรากฎให้เห็นร่างของผู้ชายตัวเล็กมีใบหน้าอ้วนๆกลมๆ ที่ค่อยๆ ลอยหล่นลงมาที่พื้นห้อง เซกิยืนมองผู้ชายตัวเล็กคนนั้นที่ยืนหันหลังแล้วมองไปซ้ายทีขวาทีอย่างเงียบๆ เธอเห็นเขาหันหัวมองทางซ้ายทีขวาทีอยู่สองสามครั้งแล้วก็หันหลังกลับมา ทำให้ทั้งคู่ได้เห็นหน้ากันครั้งแรก ชายตัวเล็กมีท่าทีดีใจจนยิ้มกว้างไม่หยุด
“ธ...เธอ...” เซกิตั้งใจจะเอ่ยทักแต่ก็ต้องใกับเสียงร้องของอีกคน
“เจอแล้ว!!เย้ เย้ เย้!!” ชายตัวเล็กร้องะโเป็ภาษาจีนที่เซกิคุ้นเคย เขาะโโลดเต้นไปมา ก่อนจะะโไปคว้าสร้อยไข่มุกและก้อนหินที่หล่นอยู่บนพื้น
“ไม่ได้นะ!!นั่นของฉัน!!” เซกิรีบแย้งขึ้น
“ก็ใช่นะซิ” คนตัวเล็กเปลี่ยนเป็ยืนท้าวเอวมองหน้าเซกิด้วยความหงุดหงิด เธอยืนมองคนตัวเล็กที่ทำท่าเหมือนจะโมโหเธอมากๆแล้วก็นึกขำอยู่ในใจ ท่าทางไม่เหมือนโมโหเลยสักนิด ตัวเล็กแค่นี้ ทำท่าเป็โมโหคนอื่นแล้วใครเค้าจะเชื่อ
“งั้นก็วางลงสิจะมาหยิบของฉันทำไม?” เธอต่อว่าพลางเขยิบตัวเข้าไปใกล้ แต่แทนที่คนตัวเล็กจะะโหนี เขากลับะโลอยขึ้นกลางอากาศหยิบพัดออกมาจากกิโมโนตัวจิ๋วที่ใส่อยู่แล้วฟาดลงกลางหัวเซกิอย่างจัง
“โอ้ย!!” เด็กสาวล้มลงกับพื้น มือทั้งสองข้างยกขึ้นมากุมหัวตัวเอง ด้วยความรวดเร็ว “ทำอะไรเนี่ย!” เธอกร่นว่าในขณะที่ดวงตาของเธอเองก็รื้นไปด้วยน้ำตา คนตัวเล็กที่กลับลงมายืนที่พื้นแล้วก็ยังไม่วายยืนท้าวเอวแล้วเอาพัดชี้ไปทางเซกิที่กำลังลูบกระหม่อมตัวเองด้วยหวังว่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดให้คลายลงได้
“เ้า! ถูกลักพาตัว!” คนตัวเล็กประกาศเสียงดัง
“ฉันรู้อยู่แล้วมั้ยล่ะ!” เซกิเงยหน้าขึ้นมามองชายตัวเล็กแล้วก็ต้องใกับสีหน้าของเขาในตอนนี้ ดวงตายิ้มแย้มกลับกลายเป็ถมึงทึงคิ้วเรียวเล็กๆ ขมวดยู่จนแทบจะรวมกันอยู่ตรงกลางใบหน้า เซกิเลือกที่จะไม่สนใจว่าคนตัวเล็กจะโกรธอยู่หรือไม่ เขาไม่มีสิทธิมาหยิบของๆ เธอ “แล้วเธอล่ะ เป็ใคร มาหยิบของฉันไปทำไม”
“ฉันเป็ภูตชื่อว่าลื่อจิ่ง ว่าที่เสนาบดีของท่านหวางกุยหรง มีหน้าที่ดูแลเ้าไงล่ะ!!”
“ดูแลฉันเนี่ยนะ?”
“ใช่ อ่ะนี่ สร้อยของเ้า ใส่เอาไว้สิ” เซกิรับสร้อยจากลื่อจิ่งมาสวมแล้วซ่อนเอาไว้ใต้สาบเสื้อชุดกิมิโนของเธอ ไม่นานนัก เซกิก็รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเธอ ตอนแรก เธอเหมือนจะได้กลิ่นน้ำทะเลจางๆแต่แล้วก็มีเสียงลม ตามมาด้วยลมพายุที่หมุนรอบตัวเธอ ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในสร้อยไข่มุกที่เธอสวมอยู่ “เมื่อกี้...”
“เป็สิ่งที่ท่านหวางกุยหรงทำให้เพื่อปกป้องเ้าน่ะส่วนกระดองเต่านี่ ข้าเก็บไว้ให้ก่อนแล้วกัน”
“ไม่ใช่หินหรอกเหรอ?” เธอย้อนถาม
“เป็หินที่ฝังกระดองเต่าัไว้ด้านในน่ะสิ” เขาชูก้อนหินขึ้นให้สะท้อนกับแสงอาทิตย์แล้วกวักมือเรียกให้เซกิเขยิบเข้ามาดูใกล้ๆ “กระดองเต่าอันนี้ เป็กระดองของท่านหวางกุยหรง ถ้าไม่มีสิ่งนี้ข้าก็จะหายไป”
“หายไป?”
“ใช่ หายไป”
“แล้วถ้าเธอหายไปฉันจะเป็ยังไง”
“เ้าก็จะผสานิญญาไม่ได้อีกเพราะข้าต้องเป็สื่อนำให้เ้ายังไงล่ะ”
“แล้วท่านหวางกุยหรงเค้าสร้างเธอจากกระดองชิ้นใหม่ไม่ได้เหรอ”
ผั่ว!! เสียงพัดฟาดลงกลางกระหม่อมเด็กสาวอีกครั้ง“โอ้ย!! ฉันเจ็บนะ!!” ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะตัวเล็กแต่แรงเยอะยิ่งกว่านักซูโม่เสียอีก เด็กสาวกุมหัวตัวเองพลางนั่งน้ำตาซึม
“ถามอะไรไม่เข้าเื่” เสนาบดีตั๋วจิ๋วบ่นอุบอิบกับตัวเอง แล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากด้านในเสื้อ “เอ๊า!! เปิดดูซะ”
“เอ๊ะ?” เซกิมองตามสิ่งที่ภูตประจำตัวพยายามยื่นม้วนกระดาษบางอย่างให้
“แผ่นหนังิญญาสัตว์เทพ”
“หยึยย แผ่นหนังอะไร ไม่เอาหรอก” เธอรีบถอยตัวหนีทันที
“แผ่นหนังอันนี้ได้มาจากหางของท่านหวางเป็เครื่องเรียกสัตว์เทพ ถ้าเรียกสำเร็จ แผ่นหนังนี้จะไหม้หายไปเองเ้าก็ไม่ต้องเก็บเอาไว้หรอก” ลื่อจิ่งอธิบายต่อโดยไม่สนใจมากนักว่า เซกิจะใกลัวหรือไม่
“เรียกอะไรฉันทำไม่เป็!!” เธอยังคง พยายามถดตัวถอยหนี
“โอ้ยอายุเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้รึไง! เอาไป!” ชายตัวเล็กโวยวาย
“ไม่!! อย่าเอามาใกล้นะ!!” เซกิคว้าเศษตะเกียงที่หล่นอยู่ใกล้ๆมาถือจ่อหน้าอีกฝ่ายไว้
“เอาไปเดี๋ยวนี้!!”
“ไม่!!”
“เอ๊ะ เ้านิจะเอาไม่เอา!!”
“ไม่เอา เธอรู้ว่าใช้ยังไงก็เรียกมาให้ฉันสิ!” เซกิยื่นคำขาด
“หึ งั้นต้องเจอ”
ลื่อจิงเก็บแผ่นหนังซ่อนไว้ในเสื้อตามเดิมแล้วใช้มือตัวเองยกพัดชี้ขึ้นเหนือหัว คนตัวเล็กใช้มือฟาดพัดลงกระทบกับพื้นเสื่อเสียงดังสนั่น หลังจากนั้นก็มีเสียงกระดิ่งและระฆังดังประสานก้องกังวาลไปทั่วห้อง ประกายแสงสีน้ำเงินปรากฎขึ้นตรงหน้าของทั้งสองแล้วขยายขนาดออกเป็วงกลมวงใหญ่ล้อมรอบตัวของทั้งคู่เอาไว้
“ทำอะไรน่ะเ้าอ้วน!!” เซกิมองแสงสีน้ำเงินที่ล้อมรอบตัวเธอเอาไว้ด้วยความหวาดระแวง แต่ดูเหมือนลื่อจิ่งจะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก
“ห้ะ!! พูดอะไรน่ะ ลื่อจิ่ง ฉันถามว่าเธอจะทำอะไร!!?” เด็กสาวยังคงะโถามเสียงดังไม่หยุด แต่คนตัวอ้วนก็ไม่ได้สนใจ เขายังคงดำเนินพิธีต่อไป
“ข้าขอเปิดดวงเนตรทิพย์!!” คนตัวเล็กะโพุ่งเข้าไปตรงหน้าของเซกิแล้วใช้พัดในมือ จิ้มไปที่กลางหน้าผากของเด็กสาว
ทันใดนั้นเอง เด็กสาวก็เหมือนได้เห็นเงาอะไรบางอย่างลอยอยู่ตรงของเธอ ตอนแรกเธอเห็นเงาลางๆ ของเขี้ยวกับหนวดเส้นสองเส้นลอยกวัดแกว่งไปมาและเขากวางอันไม่ใหญ่มาก แต่แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ เธอแน่ใจแล้วว่าเธอเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ลักษณะเหมือนกับรูปแกะสลักที่วางอยู่ในสำนักฮวงจุ้ยของพ่อใช่แล้ว สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอคือเต่าั เหมือนกับรูปสลักที่พ่อของเธอเอาตั้งไว้ที่หน้าประตูสำนัก
“นี่มัน...” กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกลิ่นน้ำทะเลและกลิ่นไม้สนลอยอบอวลคลุ้งเต็มไปหมด
“โตแล้วสินะ แม่หนูลี่จิ่น” เสียงๆ หนึ่งลอยเข้ามา เป็เสียงของผู้หญิงหรือผู้ชายเธอเองก็บอกไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็เสียงที่แหบทุ้มและฟังดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ไม่ทันที่เธอจะได้ตอบอะไร ภาพตรงหน้าก็หายไปพร้อมกับประกายแสงสีน้ำเงิน เหลือแต่เพียงตัวเธอเองกับคนตัวเล็กที่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้าพร้อมกับม้วนแผ่นหนังในมือ
“เมื่อกี้เสียงอะไรน่ะ” เธอเอ่ยถาม
“เสนาบดีเฉียนผู ว่าที่สัตว์เทพประจำตัวของเ้า”
“สัตว์เทพประจำตัวของฉันหรอ”
“แต่ก็ต้องอัญเชิญให้ได้ก่อนด้วยตัวของเธอเอง”
“แล้วถ้าไม่ทำล่ะ?”
“โอ้ย อยากจะซี้แหงแก๋ ก็แล้วแต่เลย!!” คนตัวเล็กกระฟัดกระเฟียดเดินออกไปนั่งที่
บันไดทางเดินตรงชายคาหน้าประตูบานเลื่อน “เื่มาก เด็กผู้หญิงมันยุ่งยาก เื่มากจริงๆ เลย”
เด็กสาวเห็นดังนั้นก็กำหมัดแน่น เซกิประคองตัวให้ลุกขึ้นนั่งคุกเข่า แล้วจ้องมองคนตัวเล็กด้วยแววตามุ่งมั่น “ถ้าไม่ทำ แล้วคุณพ่อ คุณแม่ จะเป็ยังไง?” เธอตัดสินใจเอ่ยถามอีกครั้ง
“ก็ไม่เป็อะไรหรอกทุกคนน่ะมีสัตว์เทพของตัวเอง” ลื่อจิงตอบเสียงเนือย “แต่ภูตอย่างข้า วันนึงก็ต้องดับสลาย ถ้าเ้าไม่เรียกิญญาสัตว์เทพของตัวเอง วันนึงข้าก็จะไม่อยู่แล้วใครจะอยู่ช่วยดูแลเ้าล่ะ” คนตัวเล็กเอียงคอกลับมามองเซกิ ทำให้เธอเห็นใบหน้ากลมที่เหมือนว่าจะมีหยาดน้ำตาไหลลงมาตามแก้มอ้วนๆนั่น
“แล้วอีกอย่าง...เ้าจะหยุดโต”
“ห้ะ?!” เด็กสาวอุทานเสียงหลง
“เ้าจะไม่สามารถกลายเป็หญิงสาวที่มีลูกได้”
“....”
“เสื่อมเสียมากนะลองคิดดูพ่อกับแม่เ้าจะ...โอ้ยย!!” คนตัวเล็กหันกลับมาก็พบว่าสิ่งที่กระแทกหัวตัวเองเมื่อกี้เป็เศษโคมตะเกียงที่หล่นแตกอยู่ในห้อง
“เ้า ปาอะไรมาใส่ข้าน่ะ!!”
“เมื่อกี้สำหรับที่ฟาดหัวฉันไปสามที” พูดจบมือเรียวเล็กก็หยิบเศษโคมตะเกียงอีกอันขึ้นมาปาใส่คนตัวเล็กอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ลื่อจิ่งกลับหลบได้
“หนอยแหน่ะ!! ยัยเด็กแสบ!!” เขาะโร้องโวยวาย
“แล้วเมื่อกี้สำหรับที่โกหกว่าฉันจะไม่โต ฉันน่ะ เป็สาวแล้วย่ะ!!” เด็กสาวปาเศษโคมตะเกียงอีกครั้ง
โป้กก!!
“โอ๊ยย!! ฉันเจ็บนะ อย่าให้ออกไปได้ฉันจะไปฟ้องท่านหวาง!!!” คนตัวเล็กหมุนตัวกลับมาชี้นิ้วใส่เด็กสาวด้วยความโกรธ
“ฉันจะทำ”
“หะ...” ก่อนที่จะได้ต่อว่าอะไรเซกิ เธอก็พูดในสิ่งที่ลื่อจิ่งเองก็ไม่คิดว่า จะง่ายขนาดนี้
แหม...บีบน้ำตานิดหน่อยเองนะเนี่ย
“ฉันจะอัญเชิญเสนาบดีเฉียนผูด้วยตัวเองให้ได้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ก็ดี...” ว่าที่เสนาบดีตัวน้อยค่อยๆะโเพื่อให้ตัวเองลอยกลับเข้าไปในห้องโถงได้โดยเร็ว
“อะ...รับไป”
เด็กสาวรับม้วนหนังสัตว์เทพอันบางเท่ากระดาษมาแล้วกางออก ด้านในมีอักษรภาษาจีนเขียนเอาไว้เต็มแผ่น พื้นหลังของกระดาษเป็รูปวาดประหลาดที่ถูกวาดด้วยน้ำหมึกสีแดงไม่เข้มมากนักจึงไม่กลบสีตัวอักษรที่เขียนอยู่
“ท่านหวางกุยหรง เป็หนึ่งในลูกัทั้งเก้าเป็สัตว์เทพจาก์ ที่มาจุติและคอยดูแลผู้คน แล้วก็สัตว์เทพประจำตระกูลหวางของพวกเธอ...” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมามองลื่อจิ่งเพื่อรอฟังสิ่งที่เขาจะเล่าอย่างใจจดใจจ่อ
“ที่จริงแล้วเราเจอกันเร็วไป...เ้าควรจะได้ทำพิธีปลุกพลังตะเกียงเป็ปีสุดท้ายเสียก่อนแล้วข้าถึงจะให้สิ่งนี้กับเ้าได้”
“อ้าว แล้วทำไมถึงให้สิ่งนี้กับฉันตอนนี้ล่ะ?”
“ก็เพราะว่าเ้าถูกลักพาตัวน่ะซิ!!” คนตัวเล็กตอบด้วยความหงุดหงิด ลื่อจิ่งหันมายืนท้าวสะเอวมองเด็กสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“แต่จะเรียกสัตว์เทพได้ ก็ต้องหัดวาดวงแหวนเวทย์ของตัวเองก่อนล่ะนะ”
“วาดวงแหวนเวทย์?” เซกิเอียงคอด้วยความสงสัย
“ใช่ ปู่เ้าไม่ได้สอนรึ?”
“คุณปู่? คุณปู่มัตสึยามะน่ะนะ?”
“ก็ใช่น่ะสิ!!เ้านี่เข้าใจอะไรยากจัง” ลื่อจิ่งกางพัดแล้วพัดให้ตัวเองเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการหงุดหงิด
“ก็แล้วมันเป็ยังไงล่ะ?” ต่อให้เห็นลื่อจิ่งแสดงอาการแบบนั้นแต่เซกิก็ไม่ลดละความพยายาม
“ก็รูปเดียวกับที่เห็นแผ่นบนหนังจากหางของท่านหวางนั่นไงเล่า!!”
เซกิได้ดังนั้นก็ตัดสินใจรวบเก็บแผ่นหนังในมือ เธอตัดสินใจแล้วว่า เธอจะก้าวข้ามผ่านการอัญเชิญสัตว์เทพให้ได้ด้วยตนเอง ถึงแม้จะต้องทนกับพี่เลี้ยงจอมโหดที่ดูเหมือนจะหงุดหงิดไปเสียทุกอย่างก็เถอะ แต่ถ้าปีนี้จะเป็ปีสุดท้ายที่เธอจะต้องปลุกพลังตะเกียงโดยไม่มีคุณย่ากับคุณปู่แล้วก็น้องสาวแล้วล่ะก็ อย่างน้อย ก็ขอให้คนที่อยู่ข้างๆ เธอตอนนี้ เป็ผู้ดูแลและเป็เพื่อนที่น่ารักกับเธอหน่อยก็แล้วกัน
“นี่ คุณว่าที่เสนาบดี”
“ว่าไง?”
“ไหนๆ เธอก็ต้องอยู่ช่วยฉันอัญเชิญเสนาบดีเฉียนผูอยู่แล้วน่ะนะ”
“อืม...” ลื่อจิงตอบอย่างไม่จริงจังนัก
“ฉันคิดว่า เรามาเป็เพื่อนกันเถอะนะ” เซกิเอ่ยพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้กับเขา ใครจะไปรู้ ว่าประโยคง่ายๆ กับรอยยิ้มที่ใสซื่อของเด็กสาวตรงหน้านั้น ทำเอาลื่อจิ่งหยุดชะงักแล้วต้องหันกลับมามองด้วยความใ ดวงตาแวววับของเด็กสาวที่สะท้อนให้เห็นอยู่ในดวงตาตี่เล็กของเขาทำให้เขาอดนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้ แต่ว่าที่เสนาบดีตัวน้อยก็เงียบอยู่ได้ไม่นาน เขาฟาดพัดเข้ากับมืออีกข้างหนึ่งของตัวเองเพื่อรวบเก็บแล้วหันกลับมาพูดกับเธอด้วยท่าทางที่อ่อนโยนมากขึ้น
“ปกติข้าไม่ อะแฮ่ม...เมกเฟรนด์กับใครง่ายๆหรอกนะจะบอกให้...อะแฮ่ม”
“ดีจังเลยนะ” เธอตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกว่าเดิม
ทั้งสองเปิดดูม้วนกระดาษด้วยกัน แล้วคนตัวเล็กก็เริ่มใช้พัดของตนวาดรูปวงแหวนเวทย์ด้วยประกายแสงสีน้ำเงินให้เซกิดูเป็ตัวอย่าง เด็กสาวรับพัดจากว่าที่เสนาบดีตัวน้อยมาแล้วแกว่งมือวาดวงแหวนเวทย์บนอากาศ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ง่าย เพราะประกายแสงสีน้ำเงินที่เธอวาดนั้นดูเหมือนจะไม่ยอมประติดประต่อเป็รูปตามที่เธออยากให้เป็เสียเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น เด็กสาวก็ยังไม่ลดละความพยายามของตัวเอง ดูเหมือนว่าการผจญภัยนี้ จะต้องใช้เวลาฝึกอะไรเพิ่มเติมอีกมากมายเลยทีเดียว
พูดคุยกับนักอ่าน: ขอแอบบอกว่า ถ้ายอดรีดเกิน 100 เราจะทำตอนพิเศษมาให้อิ่มเอมใจกันเรื่อยๆ เลยนะะะะ