กลางผืนป่าอันเงียบสงบ หยานเฉินไคค่อย ๆ ลืมดวงตาสีแดงขึ้น ภายหลังการบรรลุแก่นทองคำ กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ความเ็าที่เคยปกคลุมราวูเาน้ำแข็งไม่ได้หายไป หากแต่ถูกแทนที่ด้วยความสงบนุ่มลึก ราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยใต้แสงจันทร์
สายตาของเขากวาดมองไปรอบด้าน ก่อนจะหยุดลงที่หญิงสาวผู้หนึ่ง นางกำลังยืนถือกล้องถ่ายทอดสดอยู่ไม่ไกล
จี้หลันแทบลืมหายใจ ชายหนุ่มในชุดเซียนสีดำเดินเข้ามาช้า ๆ เส้นผมสีขาวดุจหิมะแรกเหมันต์พลิ้วไหวไปตามสายลม ใบหน้าหล่อเหลาราว์สรรค์สร้าง ดวงตาสีแดงลึกล้ำดุจมหาสมุทรโลหิต
ทุกย่างก้าวของเขาสงบนิ่ง แต่กลับทำให้หัวใจของนางเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมากระทบปลายจมูก เป็กลิ่นหอมสะอาด ปนความหวานเล็กน้อยจนยากจะอธิบาย
เพียงสูดลมหายใจเข้า หัวใจของจี้หลันก็สั่นไหวราวกับตกอยู่ในความฝันอันแสนหวาน แก้มของนางแดงระเรื่อ ดวงตาเหม่อลอยราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงชายหนุ่มตรงหน้า
หยานเฉินไคเอียงศีรษะเล็กน้อย"เ้า...ได้ยินข้าหรือไม่"
ไร้คำตอบ หญิงสาวยังคงยืนนิ่ง
หยานเฉินไคจึงหันไปมองกล้องที่กำลังถ่ายทอดสด ผู้ชมในห้องไลฟ์เพิ่มขึ้นเป็หลักหลายล้าน
ข้อความวิ่งผ่านหน้าจอแทบอ่านไม่ทัน
เขามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก หลังใช้ชีวิตร่วมกับชูเหยี๋ยนและชูหยวนมานาน เขาเริ่มเข้าใจคำหนึ่งของโลกมนุษย์"ความสนุก"
ปลายนิ้วของเขาขยับเบา ๆ พลังปราณอ่อนโยนสายหนึ่งห่อหุ้มร่างของจี้หลัน"อะ...!"หญิงสาวร้องออกมาด้วยความใ
ร่างของนางค่อย ๆ ลอยขึ้นจากพื้น กล้องถ่ายทอดสด รวมถึงอุปกรณ์ทั้งหมด ลอยขึ้นตามไปอย่างน่าอัศจรรย์ ผู้ชมทั่วประเทศแทบหยุดหายใจ
หยานเฉินไคยิ้มจาง ๆ ก่อนเอ่ยถามผู้ชมผ่านกล้อง"พวกเ้า...สงสัยหรือไม่ว่าผู้ฝึกฝนแข็งแกร่งเพียงใด"
ห้องไลฟ์ะเิทันที
ข้อความนับไม่ถ้วนไหลผ่านหน้าจออย่างบ้าคลั่ง
"สงสัย!!"
"สาธิตเลย!!"
"ผมอยากเห็น!!"
หยานเฉินไคยกมือขึ้น พลังปราณโอบอุ้มจี้หลันให้ลอยเคียงข้างตน ก่อนทั้งสองจะทะยานขึ้นสู่ท้องนภา เสียงลมคำรามผ่านข้างหู ทะลุชั้นเมฆสีขาว จนแสงอาทิตย์สาดลงมาเต็มร่าง
เบื้องล่างผืนป่าและูเาทั้งหมดมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ จี้หลันมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง นี่คือโลก...ที่มองจากเหนือเมฆ
หยานเฉินไคยกมือขึ้นช้า ๆ กระบี่ไม้ปรากฏในมือ"จงดูให้ดี"เขาเพียงสะบัดกระบี่หนึ่งครั้ง
ฉัวะ!
ปราณกระบี่รูปกากบาทพุ่งออกไป ท้องฟ้าถูกฉีกออกเป็รอยแยกมหึมาสองสาย หมู่เมฆนับไม่ถ้วนแยกออกจากกัน เกิดเป็เครื่องหมายกากบาทขนาดมหึมาที่มองเห็นได้จากพื้นดิน
ผู้คนนับล้านต่างเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกัน
จากนั้นพลังหยินสีฟ้าและพลังหยางสีทอง ค่อย ๆ รวมตัวเหนือฝ่ามือทั้งสองเบื้องซ้ายดวงแสงสีเงินเย็นเยียบขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เบื้องขวาดวงแสงสีทองร้อนแรงส่องประกายเจิดจ้า
ไม่นานทั้งสองก็มีขนาดมหึมาราวูเาลูกเล็ก แรงกดดันที่แผ่ออกมา ทำให้มิติรอบด้านเริ่มบิดเบี้ยว
หยานเฉินไคมองมันครู่หนึ่ง ก่อนใช้นิ้วทั้งสองข้างค่อย ๆ บีบเข้าหากัน ดวงพลังทั้งสองหดเล็กลง
เล็กลง
เล็กลง
จนเหลือเพียงลูกกลมขนาดเท่ากำปั้นแต่ภายในกลับอัดแน่นด้วยพลังหยินและหยางอันมหาศาล
เขายิ้มบาง ๆ ดวงตาสีแดงฉายแววซุกซนเป็ครั้งแรก"ะเิ"
สิ้นเสียง
ตูมมมมมม!!
แสงสีขาวปกคลุมฟ้าดิน คลื่นพลังหยินและหยางะเิออกพร้อมกันซีกหนึ่งของท้องฟ้า เมฆทั้งหมดระเหยหายไปในพริบตา อากาศร้อนจัดจนคลื่นความร้อนบิดเบือนทัศนียภาพ
ส่วนอีกซีกกลับถูกแช่แข็งด้วยไอเย็นสีฟ้า หมู่เมฆกลายเป็ผลึกน้ำแข็งระยิบระยับ กินอาณาเขตกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร
ผู้ชมในห้องไลฟ์รวมถึงจี้หลัน ต่างตกตะลึงจนไม่สามารถกล่าวคำใดออกมาได้
ในวันนี้ทั้งโลกได้ประจักษ์ด้วยตาของตนเองว่า...ผู้ฝึกฝนที่แท้จริง สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของสามัญชนได้เพียงใด
เสียงหัวเราะแ่เบาดังขึ้น"หึ..."เป็เสียงหัวเราะที่อ่อนโยน แตกต่างจากชายหนุ่มผู้เ็าที่ผู้คนรู้จักโดยสิ้นเชิง
หยานเฉินไคสะบัดชายแขนเสื้อเบา ๆ พลังปราณอันนุ่มนวลห่อหุ้มร่างของจี้หลัน ก่อนพาทั้งสองดำดิ่งลงจากท้องนภา สายลมพัดผ่านอย่างรวดเร็ว
แต่จี้หลันกลับไม่รู้สึกถึงแรงปะทะแม้แต่น้อย ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยประคองร่างของนางไว้ตลอดเวลา
เพียงไม่กี่อึดใจ ทั้งสองก็ค่อย ๆ แตะพื้นอย่างแ่เบา ปลายเท้าของหยานเฉินไคแตะพื้นหญ้า
ไร้เสียง ไร้ฝุ่นฟุ้งกระจาย ราวกับเขาเป็ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
หยานเฉินไคหันไปมองกล้องถ่ายทอดสดก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย เป็กันเอง"นี่...คือพลังของระดับแก่นทองคำของข้า"
ประโยคสั้น ๆ กลับทำให้ทั้งห้องไลฟ์เงียบกริบ
หลายล้านคนได้แต่มองหน้าจอด้วยความตกตะลึง สำหรับโลกปัจจุบันคำว่า "แก่นทองคำ"เป็เพียงตำนานที่แทบไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงอีกแล้ว
แต่วันนี้...เ้าของพลังระดับนั้นกลับยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา
หยานเฉินไคหันมองจี้หลัน ร่างของหญิงสาวยังสั่นเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ภายในแววตาเต็มไปด้วยทั้งความตื่นตะลึง ความเลื่อมใส และความหวาดหวั่น
ในสายตาของนาง ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีขาวเบื้องหน้า ไม่ต่างจากเทพเ้าผู้เดินอยู่บนโลกมนุษย์
หยานเฉินไคนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนนึกถึงชูเหยี๋ยนและชูหยวน หากเป็สองคนนั้น...คงบอกให้เขาพูดดี ๆ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
"ขออภัยดูเหมือนว่า...เ้าจะหวาดกลัวข้ามาก"น้ำเสียงนั้น อบอุ่นอย่างประหลาด ไร้ความเ็า ไร้แรงกดดัน ราวกับกำลังปลอบใจเด็กน้อยคนหนึ่ง
คำพูดเพียงไม่กี่คำ ทำให้หัวใจของจี้หลันเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม นางรีบส่ายหน้าอย่างลนลาน แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
หยานเฉินไคทอดสายตามองไปรอบด้าน ผืนป่ากว้างใหญ่เต็มไปด้วยร่องรอยจากคลื่นพลังเมื่อครู่ ต้นไม้นับไม่ถ้วนโค่นล้ม พื้นดินแตกร้าว
ภาพเบื้องหน้าราวกับเพิ่งถูกอาวุธทำลายล้างกวาดผ่าน เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้น พลังสีเขียวบริสุทธิ์ค่อย ๆ แผ่กระจายออกจากฝ่ามือ คล้ายละอองแสงแห่งชีวิต
สายลมอ่อนพัดผ่าน ต้นไม้ที่หักโค่นเริ่มตั้งตรงอีกครั้ง กิ่งไม้ผลิใบอ่อน
ดอกหญ้าค่อย ๆ เบ่งบาน พื้นดินที่แตกร้าวสมานตัวกลับคืน ผืนป่าทั้งผืนค่อย ๆ ฟื้นคืนชีวิตอย่างช้า ๆ
ภาพอันน่าอัศจรรย์ทำให้ผู้ชมทั่วประเทศตกตะลึงอีกครั้ง
แต่หยานเฉินไคกลับขมวดคิ้วน้อย ๆ เขามองผืนป่าที่กำลังฟื้นตัวก่อนพึมพำกับตนเอง"ช้าเกินไป...ข้ายังไม่เชี่ยวชาญนัก"เขาถอนหายใจเบา ๆ"น่าขายหน้าจริง ๆ"
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าหล่อเหลาของเขา กลับมีสีแดงจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่พวงแก้ม ราวกับกำลังเขินอายที่ทำได้ไม่ดีพอ
ภาพนั้น...ทำให้ผู้ชมทั้งประเทศถึงกับนิ่งงัน เทพเซียนผู้ทำให้ท้องฟ้าแยกออกจากกัน กลับกำลังหน้าแดง
เพราะคิดว่าตนฟื้นฟูป่าได้ช้าเกินไป ความแตกต่างอันรุนแรงนี้ ทำให้หลายคนถึงกับเผลอยิ้มออกมา
ภายในคฤหาสน์ตระกูลชู
ชูเหยี๋ยนและชูหยวนกำลังนั่งดูการถ่ายทอดสดผ่านจอโทรทัศน์ เมื่อเห็นหยานเฉินไคหน้าแดง ทั้งสองหันมองหน้ากัน ก่อนร้องออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย"เขาดูเหมือนมนุษย์แล้ว!"
สิ้นเสียงทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน รอยยิ้มของพวกนางเต็มไปด้วยความยินดี เพราะบุรุษผู้เคยเ็าราวกับรูปสลักน้ำแข็ง
ในที่สุด...ก็เริ่มมีสีหน้า มีอารมณ์ และมีความรู้สึก เหมือนมนุษย์ธรรมดาเสียที
ในเวลาเดียวกัน
ภายในห้องประชุมของตระกูลเทียน.ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ผู้าุโทุกคนจ้องมองภาพจากการถ่ายทอดสดด้วยใบหน้าซีดเผือด
เมื่อได้ยินหยานเฉินไคกล่าวด้วยตนเองว่า"นี่คือพลังของระดับแก่นทองคำของข้า"
หลายคนถึงกับหลับตาลงอย่างหมดหวัง
ผู้าุโผู้หนึ่งถอนหายใจยาว"พอเถอะ..."ตระกูลเทียนของเรา...ไม่ควรเป็ศัตรูกับคนผู้นี้ั้แ่แรก"
อีกคนพยักหน้าช้า ๆ"ต่อให้เป็บรรพบุรุษของโลกปัจจุบัน...ก็ไม่มีผู้ใดแสดงพลังได้ถึงเพียงนี้"
"เขา...แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันหลายสิบเท่า"
"สัตว์ประหลาด..."
"นี่คือสัตว์ประหลาดโดยแท้"
บรรยากาศภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
มีเพียงสองคนเท่านั้น ที่ยังคงยืนอยู่
เทียนห่าว...และเทียนอวี่
เทียนอวี่กำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน ดวงตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา"แก่นทองคำบ้าอะไร!"
"ข้าไม่เชื่อ!ไม่มีทาง!"เขาหายใจหอบหนัก สายตาจับจ้องใบหน้าหล่อเหลาของหยานเฉินไคบนหน้าจอ ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกริษยา ทั้งพร์ ทั้งรูปลักษณ์ ทั้งพลัง
ราวกับ์มอบทุกสิ่งให้ชายคนนั้นเพียงผู้เดียว
ทันใดนั้นเทียนอวี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนกดส่งของขวัญมูลค่าหนึ่งล้านหยวนเข้าสู่ห้องถ่ายทอดสด
ข้อความสีทองอันโดดเด่นปรากฏขึ้นทันที[เทียนอวี่ : เซียนชุดดำ...ข้าจะสังหารเ้าให้ได้!]
ภายในผืนป่า
หยานเฉินไคกวาดสายตามองข้อความที่เลื่อนผ่านหน้าจอ เมื่อเห็นข้อความสีทองนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ เลือนหาย
ดวงตาสีแดงโลหิตเย็นเยียบลงอีกครั้ง กลิ่นอายสังหารอันบางเบา แผ่กระจายออกจากร่างอย่างเงียบงัน อุณหภูมิรอบตัวลดต่ำลงหลายองศา แม้แต่จี้หลันยังรู้สึกหนาวสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุ
หยานเฉินไคจ้องข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง.ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง"ตระกูลเทียน..."เขาหัวเราะเบา ๆ
"ฮะ..."
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
เสียงหัวเราะไม่ได้แสดงความยินดี แต่กลับทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูก
เขาเงยหน้ามองกล้อง ดวงตาสีแดงราวกับมองทะลุไปถึงผู้ที่อยู่ปลายทาง
"หากเ้า...แข็งแกร่งกว่าบิดาบุญธรรมของข้า ปราชญ์สูงสุด โจวหยาง"หยานเฉินไคยกมือแตะลำคอตนเองเบา ๆก่อนกล่าวทีละคำ"ข้ายินดี...ตัดศีรษะของตนเองมอบให้เ้า"
"แต่หากทำไม่ได้..."สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งหมื่นปี"ครั้งหน้า...ข้าจะเป็ฝ่ายไปหาพวกเ้าเอง"
สิ้นประโยคทั้งห้องไลฟ์ที่มีผู้ชมนับล้านคน ตกอยู่ในความเงียบอย่างสมบูรณ์
นับจากวันนั้น ชื่อของหยานเฉินไค ได้กลายเป็ฝันร้ายของตระกูลเทียน
ไม่ว่าผู้ใดจะถูกส่งมานักรบ แม่ทัพหรือแม้แต่บรรพบุรุษ ตราบใดที่เลือกยืนอยู่ฝ่ายตระกูลเทียนและหมายเอาชีวิตเขา
ปลายทางก็มีเพียงหนึ่งเดียว ความตาย
หยานเฉินไคไม่เคยเป็ฝ่ายก่อศึก แต่หากอีกฝ่ายชักดาบ เขาจะไม่ลังเลที่จะตอบโต้
เด็ดขาด รวดเร็ว และไร้ความปรานี
ใน่แรก เขาเคยละเว้นผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเชื่อว่าความผิดไม่ควรตกถึงผู้บริสุทธิ์ ทว่า...ดวงตาวิเศษของเขากลับเผยให้เห็นภาพอนาคตสายหนึ่ง
ภาพของผู้ที่รอดชีวิต เติบโตขึ้นพร้อมความแค้น และหวนกลับมาเพื่อสังหารผู้คนที่อยู่เคียงข้างเขา
นับแต่นั้นเป็ต้นมา หยานเฉินไคจึงไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูที่เลือกเดินบนเส้นทางเดิมได้ย้อนกลับมาอีก
การไล่ล่าดำเนินอยู่หลายวัน จนท้ายที่สุดชื่อของตระกูลเทียนก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากโลกผู้ฝึกตน
ผู้คนต่างหวาดกลัว แต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีผู้ใดรู้สึกเห็นใจตระกูลเทียน
เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตระกูลแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านการกดขี่ ปล้นสะดม และเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์
หลายคนถึงกับกล่าวว่า"พวกเขาเลือกเดินเข้าสู่หายนะด้วยตนเอง"
"กล้าดูิ่ผู้ที่แม้แต่ฟ้าดินยังยอมรับ..."
"ช่างโง่เขลานัก"
เมื่อศัตรูหมดสิ้น
หยานเฉินไคก็กลับมาใช้ชีวิตดังเดิม เขาเดินเล่นตามท้องถนน รับประทานอาหารร้านเล็ก ๆ พูดคุยกับผู้คนอย่างสุภาพ คอยช่วยเหลือผู้เดือดร้อนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ราวกับบุรุษผู้เด็ดขาดในสนามรบและชายหนุ่มผู้แสนอ่อนโยน เป็คนละคน
ผู้คนค่อย ๆ ค้นพบความจริง ความเ็าของเขา มิได้หันเข้าหาผู้บริสุทธิ์ แต่หันเข้าหาศัตรูเท่านั้น จากความหวาดกลัว จึงแปรเปลี่ยนเป็ความเคารพ และความศรัทธา
จำนวนผู้ชื่นชมหยานเฉินไคเพิ่มขึ้นทุกวัน น่าแปลกที่ไม่มีใครกล้าทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าเขา
ทุกคนต่างให้เกียรติและรักษาระยะอย่างเหมาะสม เพราะต่างรู้ดีว่า บุรุษผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนผู้นี้ หากต้องชักกระบี่ขึ้นเมื่อใด
ย่อมไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้
ไม่นานนักสมญานาม "เซียนชุดดำ"ก็ค่อย ๆ ถูกกล่าวถึงน้อยลง ผู้คนเริ่มเรียกเขาด้วยอีกชื่อหนึ่ง ชื่อที่เปี่ยมไปด้วยทั้งความเคารพและความเกรงขาม"จักรพรรดิหยาน"
แม้แต่รัฐบาล
ก็เลือกเปิดช่องทางความร่วมมือกับเขาอย่างตรงไปตรงมา เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่า การเป็มิตรกับจักรพรรดิหยาน ย่อมดีกว่าการยืนเป็ศัตรูอย่างไม่อาจเทียบชั้นได้