|บทที่ ๕| ข้าชอบไทยเดิม ข้าส่งข้าเสริมคำพูดบ้านข้า ข้าแต่งกับเอ็งเอ็งเป็ของข้า ใครเรียกภรรยาแต่ข้าเรียกเมีย
นับถอยหลังเข้าสู่วันที่สองของการปฏิบัติภารกิจฟื้นฟูกิจการของปู่กับย่าให้ได้กำไร30 % ภายใน 3เดือน แต่ตอนนี้เดซี่ยังมืดแปดด้านและยิ่งมืดมนหนักหน่วงเมื่อพยายามโทรติดต่อแดดดี๊กับหม่ามี้เท่าไหร่ๆพวกเขาทั้งคู่ก็ไม่รับสาย เดซี่ไม่อยากคิดว่าตัวเองโดนเท ซึ่งใครจะเทก็เทได้แต่นี่แดดดี๊กับหม่ามี้สุดที่รัก ไม่น่าจะใจร้ายทำกันได้ลงคอ
แวบหนึ่ง เดซี่นึกไปถึงสิ่งที่สัตบรรณพูดว่าเธอไม่รู้ว่ายังมีคนที่ใจร้ายกว่าเขา...หรือเขาหมายถึงแดดดี้หม่ามี้เธอ.. ไม่จริงใช่ไหม? เธอไม่ได้กำลังโดนพ่อแม่บังเกิดเกล้าหลอกลอยแพส่งมาทิ้งให้ตายอดตายอยากอยู่ที่บ้านนอกนี้หรอกนะ?
คิดแล้วเจ็บจุก แต่ต้องรีบสลัดความคิดนั้นแล้วสั่งตัวเองให้ฮึดสู้พยายามเข้มแข็ง ทั้งที่ในใจอยากร้องไห้และอยากได้อ้อมกอดอุ่นๆ ของใครสักคน
นั่งเศร้าๆตามลำพังเหม่อมองแปลงผักอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ซึ่งมีทั้งผักกาด กวางตุ้งผักบุ้ง คะน้า มะเขือเทศ มะเขือเปราะ ร่มรกบกใบบานเบ่งอวดความเขียวชอุ่มรับแดดอุ่นๆยามเช้าดูสดชื่นอยู่ตรงหน้าด้วยสภาพจิตใจห่อเหี่ยว แล้วถามตัวเอง ... จะปล่อยให้แต่ละวันของตัวเองผ่านไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของบรรดาผักกาดกวางตุ้ง ผักบุ้ง พวกนี้นะเหรอ? โอว พระเ้า ไม่นะ...เดซี่ไม่อยากจะต้องเอาชีวิตที่เหลืออยู่มาทิ้งไว้กับบ้านนอกนี่เลย
จังหวะกำลังเฟลมาก จู่ๆเสียมเหล็กอันเป้งถูกโยนมาบนพื้นดินตรงหน้า เดซี่ใสะดุ้งพรวดหันไปเจอะกับหน้าเข้มๆ ยกยิ้มมุมปากของสัตบรรณ
“นี่ นาย จะบ้ารึไง! โยนมาได้ ถ้าเกิดโดนหัวฉันจะว่าไง?”
เขาไหวไหล่ไม่ยี่หระ “แล้วโดนหรือยังล่ะ?”
เดซี่เถียงไม่ออก ได้แต่โมโหกัดฟันกรอด
“เคยบอกไว้ว่าไง? อยู่ที่นี่ต้องหัดทำตัวให้เป็ประโยชน์ถอนหญ้าพรวนดิน เสร็จแล้วรดน้ำ เข้าใจไหม” สัตบรรณออกคำสั่งเดซี่ขยับปากกำลังจะโต้กลับ แต่เขาเลิกคิ้วสูงทำหน้าเข้ม “หรือถ้าไม่อยากทำ ก็โน่นกลับไปเก็บกระเป๋าแล้วย้ายก้นออกไปจากบ้านผมซะ”
“อ๊ายยย! นี่นายไล่ฉันอีกแล้วนะ”
“แล้วจะทำหรือไม่ทำ?”
เดซี่เงยคอมองเขาสลับกับมองเสียมบนพื้นดินอย่างโกรธๆ
“เออๆ ทำก็ทำ”ใครจะคิดว่าระดับเดซี่จะต้องยอมลงให้กับคนบ้าป่าเถื่อนไร้อารยธรรมอย่างหมอนี่ยิ่งคิดยิ่งแค้น ผู้ชายบ้า ไม่เป็สุภาพบุรุษเอาเสียเลยแต่เพื่อไม่เปิดโอกาสให้เขามีข้ออ้างไล่เธอออกจากบ้านเธอจึงจำเป็ต้องหลับหูหลับตาทำๆ ไป
สัตบรรณสั่งงานเธอเสร็จก็ขึ้นรถกระบะขับออกไปพอคล้อยหลังชายหนุ่มไปแล้ว เดซี่นั่งถอนหญ้าพรวนดินไปด้วยความคับแค้นใจสุดๆตามลำพังโดยไม่ได้สังเกตเห็นว่าสายตาของชวนชมมองผ่านช่องหน้าต่างห้องครัวมาดูเธออยู่อย่างสมน้ำหน้าสุดๆ... หึ! ยัยคุณหนูตกกระป๋อง...
~♫~☆·.¸¸.·´`·.¸¸.♥·.¸¸.·´`·.¸¸.·☆~♫~
อากาศร้อนขึ้นใน่กลางวัน รดน้ำพรวนดินแปลงผักยังได้ไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสิบของแปลงผักทั้งหมดก็กินเวลาหมดแล้วใน่เช้าพักเบรกประทังความหิวด้วยมื้อเที่ยงที่ป้าแย้มทำให้ซึ่งเป็แค่ข้าวผัดหน้าตาง่อยๆจนอิ่มรอดตายไปอีกวัน แล้ว่บ่ายก็ฝืนทำต่อไม่ไหวเลยมานอนหมดสภาพอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะละกอข้างๆ แปลงผัก ลมพัดเย็นสบายทำให้เธอเผลอหลับไปโดยไม่เห็นรถของสัตบรรณที่ขับกลับเข้ามา
ขณะกำลังเคลิ้มฝันว่าได้นอนอยู่บนเตียงนอนนุ่มๆในห้องนอนบ้านตัวเองที่แอร์เย็นฉ่ำและมีบริวารคอยรับใช้ จู่ๆในความฝันเห็นชวนชมเดินเข้ามา หน้าตาท่าทีดูเยาะหยันเธอมากๆ
“คุณเดซี่ คุณเดซี่”
ไม่แค่เห็นหน้าในฝัน เดซี่ยังได้ยินเสียงของชวนชมรวมทั้งโดนมือของชวนชมสะกิดที่ไหล่ ฝันอะไรเหมือนจริงขนาดนี้
“คุณเดซี่!”เสียงที่ดังกังวานขึ้นอีกระดับของชวนชมทำให้เดซี่สะดุ้งรู้สึกตัว
ที่แท้ชวนชมยืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ
“คุณเสือให้มาเรียกน่ะ เห็นว่ามีเื่สำคัญจะคุยด้วย”ชวนชมมองเดซี่ด้วยหางตา เสร็จแล้วก็เดินสะบัดก้นกลับเข้าหลังครัวไปเดซี่นิ่วหน้ามองตามหลังชวนชมไปอย่างงงๆ ...ตาบ้านั่นมีเื่สำคัญอะไรของเขา?...แอบสังหรณ์ใจว่าคงจะไม่ใช่เื่ดี
สัตบรรณนั่งรออยู่บนเรือนเดซี่ทำเป็เอามือปาดเหงื่อลิ้นห้อยสร้างภาพว่าตัวเองทุ่มเททำสวนผักให้เขาอย่างจริงจังให้สมกับบุญคุณท่วมหัวที่เขาให้ที่อยู่ที่กินแต่สัตบรรณไม่ได้หูหนวกตาบอดเขาเห็นแล้วแหละตอนที่แม่เ้าประคุณนอนสบายใจเฉิบอยู่บนแคร่เมื่อกี้ แต่เขาไม่ได้ว่าอะไรตีหน้าเข้มบอกกับเธอเสียงขรึมๆ ว่า
“ปู่เดชกับย่ามะลิเคยพูดบ่อยๆ ว่าถ้าวันนึงหลานสาวของท่านมาที่นี่ที่แรกที่อยากให้เห็นคือนาข้าวเพราะว่ามันคือสมบัติชิ้นแรกของท่านวันนี้คนงานบางส่วนทยอยทำพื้นที่สำรองน้ำเตรียมเพาะปลูกพืชไร่หลังฤดูทำนาถ้าอยากศึกษาดูงานั้แ่ขั้นตอนแรก ไหนจะยังมีโรงสีกับโรงงานแปรรูปอึกถ้าอยากสร้างผลงานให้สำเร็จในเวลาที่จำกัดก็คงต้องเริ่มศึกษาเรียนรู้ซะั้แ่ตอนนี้ ไม่งั้นไม่ทันแน่”
เดซี่ฟังอย่างอึ้งๆ
“แล้วเอ่อ... นายจะพาฉันไปเหรอ?”
ชายหนุ่มไหวไหล่แทนคำตอบ
เดซี่เดินตามคนร่างสูงไปที่ลานจอดรถหน้าบ้านจังหวะเธอมุ่งหน้าไปที่รถกระบะโฟร์วีลเ้าของร่างสูงกลับเดินเลี้ยวเข้าหารถมอเตอร์ไซค์เก่าๆทำเอาเธอที่กำลังจะฉวยมือจับประตูรถต้องชะงัก
“เอ้า คุณ ยืนทำอะไรตรงนั้น?” เขาส่งเสียงเข้ามาถามพร้อมกวักมือ
“มาซ้อนมอไซค์ผมนี่”
เดซี่ยืนมองมอเตอร์ไซค์เก่าอย่างอึ้งๆ สัตบรรณยกยิ้มมุมปาก
“นี่อย่าบอกนะว่านั่งซ้อนมอไซค์ไม่เป็ เฮ้อท่าจะเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อซะล่ะมั้ง” เขาเอามือกอดอกลอยหน้าลอยตาแขวะเธอเธอกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วเชิดหน้าท้าทายแววตาอวดเก่ง
“ฉันไม่ได้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” แล้วก็จำใจยอมเดินมานั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์เขา
ในชุดเสื้อยืดสีชมพูสวยเก๋กับกางเกงสแลคสีน้ำตาลฟิตหุ่นซึ่งแบรนด์เนมทั้งตัวยันรองเท้าแตะคีบเดซี่ก้าวขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนอานรถมอเตอร์ไซค์ เธอทำท่ายงโย่โยงโหย่อย่างเก้ๆกังๆ เหมือนกับจะตกไม่ตกแหล่ สัตบรรณแอบชำเลืองมองผ่านกระจกแล้วขำอดไม่ได้ที่จะคิดแผนแกล้งเธอเล่นด้วยการออกรถกระตุกจนเธอใเอามือมาสวมกอดเอวเขาจ้าละหวั่นส่วนเขานั้นหัวเราะขำเสียจนแผ่นหลังกระเพื่อมไหว
เดซี่โวยวายเสียงหลง “ว๊าย! ตาบ้า นี่แกล้งฉันเหรอ?” เธอดึงมือตัวเองกลับมาแล้วเปลี่ยนไปจับที่ขอบเบาะรถด้านข้างแทน
สัตบรรณกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แม้พยายามปั้นหน้านิ่งขรึมเอ่ยตอบเสียงเรียบ แต่ทว่าในน้ำเสียงก็ยังเจือปนไปด้วยความขำแบบสุดๆ
“เปล่าสักหน่อย คุณนั่งไม่ดีเองแล้วยังจะมาโทษผม ... เตือนไว้ก่อนถนนที่นี่เป็หลุมเป็บ่อ ถ้าไม่กอดเอวผมแน่นๆ ล่ะก็ ตกไปสะโพกครากอย่ามาโทษละกัน”
เดซี่ฟังแล้วกัดฟันกรอด เขาจงใจแกล้งเธอพันเปอร์เซ็นต์เห็นๆ อยู่ว่ารถกระบะมีก็ไม่ยอมขับ ดันขี่มอเตอร์ไซค์ คงจงใจจะให้เธอกอดเอวล่ะสิเธอไม่หลวมตัวกอดเป็ครั้งที่สองให้เสียมือหรอก!
สัตบรรณอมยิ้ม ขี่มอเตอร์ไซค์พาเดซี่ซ้อนท้ายผ่านถนนทางลัดข้างแปลงผักหลังเรือนเพื่อไปยังแปลงนาซึ่งแย้มและชวนชมสองแม่ลูกกำลังช่วยกันรดน้ำพืชผัก เห็นสัตบรรณขี่มอเตอร์ไซค์พาเดซี่ซ้อนท้ายผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็วแย้มมองตามพลางพูดขึ้นกับบุตรสาว
“นั่นคุณเสือหรือเปล่า แล้วใครซ้อนท้ายไปด้วย?”
“นั่นมันคุณเดซี่นี่แม่” ชวนชมเหลียวหลังมองตามแล้วแอบเบะปากที่แท้ที่ให้ไปเรียกเมื่อกี้ก็คือจะพากันไปเที่ยวนี่เอง แหม คิดแล้วโมโหไม่น่าไปตามให้เลย!
~♫~☆·.¸¸.·´`·.¸¸.♥·.¸¸.·´`·.¸¸.·☆~♫~
อากาศร้อนยามบ่ายโดยแทนที่ด้วยลมเย็นๆที่พร่างพรมอยู่ทุกทิศทุกทางซึ่งถึงแม้ว่าพื้นถนนดินลูกรังขรุขระทุรกันดารจะดูเหมือนเป็อุปสรรคตัวฉกาจในการขับขี่แต่เดซี่ก็พบว่าสัตบรรณสามารถควบคุมการเคลื่อนตัวของรถมอเตอร์ไซค์ได้อย่างคล่องแคล่วหลบหลีกหลุมบ่อบนถนนอย่างชำนิชำนาญและภายใต้สภาพรอบด้านอันถูกรายล้อมไปด้วยแปลงนาหลังการเก็บเกี่ยวที่มีสีน้ำตาลแห้งขนาบตลอดสองข้างทางการได้นั่งซ้อนท้ายมองแผ่นหลังกว้างๆของสัตบรรณอยู่แบบนี้มันก็ทำให้เดซี่อดไม่ได้ที่จะพาตัวเองย้อนกลับไปยังเื่ราวในวัยเด็ก..
แต่แล้วด้วยระยะทางแค่ไม่กี่กิโลเมตรกินเวลาเพียงไม่ถึงสิบนาทีจุดหมายปลายทางที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพร้อมด้วยเสียงทุ้มๆของชายหนุ่มก็ปลุกเธอตื่นจากภวังค์
"ถึงแล้วคุณ เอามือออกจากเอวผมได้ละ"เดซี่สะดุ้งเฮือกเมื่อเพิ่งเห็นมือตัวเองกอดเอวเขาซะแน่น... เผลอทำไปได้ไงเนี่ย?..เดซี่รีบดึงมือเก็บเข้าที่กอดไว้กับอกอย่างเชิดๆ ทันควัน
สัตบรรณค่อยๆ พามอเตอร์ไซค์เข้าเลียบจอดข้างแปลงนาขณะที่นายสมานหัวหน้าคนงานกำลังขับรถไถพลิกดินปรับสภาพพื้นที่สำหรับเพาะปลูกพืชหลังนา
“นู่นเค้ากำลังทำอะไรอ่ะคุณ?” เดซี่ทำทีเป็สนใจใคร่รู้ขึ้นมา
“กลับหน้าดินเตรียมจะลงปอเทือง”
เดซี่นิ่วหน้าทันที “ปอเทืองเนี่ยนะ จะปลูกไปเพื่อ?”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “เฮ้อ คุณนี่ช่างไม่รู้อะไรไอ้เ้านี่แหละ สุดยอดพืชบำรุงดินล่ะแถมมันยังใช้เป็อาหารเลี้ยงวัวเลี้ยงควายได้ด้วย”
เดซี่เดินตามหลังฟังเขาสาธยายไปพลาง เบ้หน้าไปพลาง แล้วก็ยกมือปาดเหงื่อตามข้างแก้มไปพลาง
“และที่เด็ดที่สุดรู้ไหม ดอกปอเทืองเนี่ยนะเอามาลวกจิ้มน้ำพริกหรือไม่ก็ทำแกงอ่อม อร่อยอย่าบอกใคร”
“แย่งอาหารวัวควายว่างั้น?” เธอแขวะใส่
สัตบรรณหัวเราะ “ใครว่าแย่ง แบ่งปันกันกินต่างหาก” พร้อมกับสาวเท้ายาวๆไปที่เพิงไม้เล็กๆ หน้าบ้านพักของคนงานส้มฉุนกับเยาวภาลูกกับเมียของสมานกำลังนั่งแกะฝักเมล็ดปอเทืองแห้งอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ตรงเพิงหน้าบ้านเห็นชายหนุ่มเดินมาพร้อมด้วยหญิงสาวแปลกหน้าก็พากันลุกขึ้นให้การต้อนรับทันที
“คุณเสือ สวัสดีค่ะ” สองแม่ลูกยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อมต่อชายหนุ่ม
“หวัดดีครับน้าเยาว์ หวัดดีฉุน ไม่ไปโรงเรียนเหรอ?”
“ปิดเทอมครับคุณเสือ”
สัตบรรณเอามือยีผมเด็กชายเบาๆ “เทอมนี้ขึ้นชั้นม.สี่แล้วสิเรา?”
“ครับคุณเสือ” ส้มฉุนตอบ
เยาวภายกมือไหว้ชายหนุ่มอีกรอบ พลางเอ่ยว่า“น้าต้องขอบคุณคุณเสืออีกครั้งนะคะ ที่ช่วยเื่เรียนของไอ้ฉุนมันไม่งั้นมันคงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อแน่ๆ”
“ไม่เป็ไรครับน้าเยาว์น้าเยาว์กับน้าสมานช่วยดูแลปู่เดชกับย่ามะลิมานาน และฉุนก็เป็เหมือนน้องชายผมผมต้องดูแลทุกคนให้ดีที่สุดอยู่แล้ว”
เยาวภายิ้มรื้นน้ำตาดวงหน้าเปื้อนไปด้วยความซาบซึ้งพลางกล่าวว่า
“ทีแรกนะคะพวกเราก็คิดกังวลมากๆ ว่าหลังจากสิ้นคุณท่านไปแล้ว พวกเราจะหันหน้าไปพึ่งใคร แล้วไหนยังจะมีไร่นาและโรงสีกับโรงงานที่คุณท่านรักมากๆ นี่นับว่าโชคดีนะคะ ที่ได้คุณเสือมาคอยช่วยสานต่องานของคุณท่าน”
เดซี่เงี่ยหูฟังจนพอจะจับต้นชนปลายได้ใจความเล็กๆน้อยๆ ทำนองว่าหลังจากที่ปู่กับย่าของเธอตายไปแล้ว นายสัตบรรณก็ชุบมือเปิบเข้ามาสวมรอยเป็เ้าของที่นี่… ฮึ!ยิ่งคิดแล้วยิ่งเคือง เดซี่แอบเหล่หางตาเขม้นมองชายหนุ่มด้วยความหมั่นไส้ ... หมอนี่ชักจะเหิมเกริมมากไปแล้ว!!
การสนทนาระหว่างสัตบรรณกับสองแม่ลูกคนงาน ดำเนินไปอย่างออกรสออกชาติจนเดซี่เกือบกลายเป็อากาศธาตุ สักพักสัตบรรณก็หันมาทางเดซี่ และกล่าวแนะนำ
“เอ่อ น้าเยาว์ ส้มฉุน นี่คุณเดซี่”
สองแม่ลูกยกมือไหว้ทำความเคารพเธอ
“สวัสดีค่ะคุณเดซี่”
“สวัสดีครับคุณเดซี่”
เดซี่จากที่เหล่มองชายหนุ่มอย่างขวางๆ พลันรีบหันไปแจกยิ้มหวานสวมมาดคุณหนูผู้เลอศักดิ์ใส่สองลูกอย่างทันควันแต่จริงๆ แล้วเขาควรจะต้องแนะนำสองแม่ลูกให้เรียกเธอว่าคุณหนูเดซี่สิถึงจะถูก แต่ก็เอาเถอะอย่างน้อยไม่โดนมองว่าเป็คนงานหรือเป็ลูกจ้างของนายสัตบรรณก็ถือว่าใช้ได้
"หวัดดี" เดซี่รับไหว้แบบเชิดๆ
“คุณเดซี่จะมาศึกษางานที่ไร่นี่สักระยะ น้าเยาว์กับส้มฉุนช่วยดูแลหน่อยนะ”สัตบรรณกล่าวฝากฝังราวกับว่าตัวเองเป็ผู้ปกครองนำบุตรหลานมาส่งโรงเรียนในวันเปิดเทอมวันแรกทำเอาเดซี่มองเมินไปทางนาไร่อันแห้งแตกระแหงเบื้องหน้าอย่างหมั่นไส้เขาอีกตามเคย
"เดซี่" สัตบรรณเรียกเ้าของใบหน้าเชิดๆ ผ่านน้ำเสียงเข้มเล็กน้อย"นี่น้าเยาว์กับส้มฉุน แล้วก็ที่เห็นขับรถไถดินอยู่กลางไร่นู่น น้าสมานคุณคอยเรียนรู้งานในไร่จากพวกเขาก็แล้วกัน" ชายหนุ่มบอกเหมือนเป็คำสั่งเดซี่แทนที่จะยิ้มรับหรือกล่าวขอฝากเนื้อฝากตัว เธอกลับไหวไหล่อย่างเชิดๆ พลางบอก
"ฉันคงไม่มีความจำเป็ที่จะต้องเรียนรู้งานที่นี่” คุณหนูผู้เย่อหยิ่งเอ่ยตอบอย่างขวางโลก“ผลประกอบการจากการเอาที่ดินทำเลสวยเป็ร้อยๆไร่มาปลูกปอเทืองมันจะได้อะไรเท่าไหร่กัน เสียแรง เสียเวลา" แล้วก็หันไปลอยหน้ากลอกตามองฟ้าซึ่งแดดบ่ายร้อนเปรี้ยงอย่างเซ็งๆ นี่แค่เดินไม่กี่ก้าวไม่ทันจะได้ลงมือทำงานด้วยซ้ำยังต้องปาดเหงื่อขนาดนี้
สองแม่ลูกเห็นท่าทีถือตัวและแสนเย่อหยิ่งของหญิงสาวก็เหลียวมองหน้ากันเงียบๆ
สัตบรรณหัวเราะหึเบาๆ ในลำคอ พลางเอ่ยขึ้น
"คุณอย่าเพิ่งพูดสบประมาทอะไรตอนนี้ ถ้าคุณยังไม่รู้จักมันดีพอเพราะสักวันคุณอาจจะต้องกลืนน้ำลายตัวเอง" เดซี่ทำเป็ฟังเมินๆ อย่างหูทวนลมเยาวภาอ่านสายตาของเดซี่กับสัตบรรณออกว่าสองคนนี้ต้องไม่ค่อยกินเส้นกันสักเท่าไหร่และเพื่อเป็การช่วยปรับปรุงสถานการณ์ตึงเครียดให้ผ่อนคลาย นางจึงชักชวนทั้งคู่นั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่
“คุณเสือกับคุณเดซี่มากันเหนื่อยๆ นั่งพักก่อนนะคะ เดี๋ยวน้าไปเอาน้ำเย็นๆกับขนมมาให้” พลางหันไปบอกกับบุตรชาย “ฉุน มาช่วยแม่ยกน้ำกับขนมมาให้คุณๆเขาหน่อยลูก”
เด็กชายลุกขึ้นตามคำสั่งของมารดาอย่างว่านอนสอนง่ายแล้วสองแม่ลูกก็คล้อยหลังเข้าในบ้านพัก
บนแคร่ไม้ไผ่ใต้เพิงพักสัตบรรณนั่งลงเอนหลังเอกเขนกพิงกับต้นเสาเดซี่ปรายหางตามองสภาพแคร่และเพิงพักอันซอมซ่อแล้วแอบเหยียดปากด้วยความรู้สึกรังเกียจแต่ครั้นพอต้องยืนนานๆ ก็ชักจะทนเมื่อยไม่ไหว ยอมนั่งลงในที่สุด
แล้วก็โดยไม่ได้มีคำสนทนาอะไรรอบตัวมีเสียงสายลมยามบ่ายพัดโบกโบยกลิ่นเหม็นขี้วัวขี้ควายโชยกรุ่นมาทักทายเป็ระยะๆเดซี่กลอกตามองบนแล้วมองบนอีกอย่างโคตรเซ็งแล้วอดจะถามตัวเองไม่ได้... นี่เราจะต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ต่อไปอีกตั้งสามเดือนจริงๆเหรอ?...
สักพักสองแม่ลูกยกเครื่องดื่มกับขนมมาให้
ขนมสีเหลืองฟูสวยหน้าตาน่ารับประทานใส่อยู่จานที่ทำด้วยใบตองถูกวางลง
“ขนมตาลค่ะคุณเสือ คุณเดซี่ นี่น้าทำเองนะคะ รับรองว่าสะอาดปราศจากสารกันบูด”
สัตบรรณยิ้มรับ “ขอบคุณครับ” แล้วหยิบขนมตาลขึ้นชิม“อื้มม... อร่อยมาก”
เดซี่ปรายหางตามองชายหนุ่มสีหน้าท่าทางการกินขนมอย่างเอร็ดอร่อยของเขาชวนกระตุ้นต่อมหิวให้เดซี่ไม่น้อยขณะเดียวกันเครื่องดื่มสีเหลืองอ๋อยถูกวางลงตรงหน้าเธอ
เดซี่นิ่วหน้ามอง “น้ำอะไร?”
เด็กชายส้มฉุนยิ้มแฉ่ง “น้ำเก๊กฮวยครับ”พร้อมกับวางน้ำสีเหลืองชนิดเดียวกันอีกแก้วในมือให้กับสัตบรรณสัตบรรณรับไปยกซดรวดเดียวหมดเกลี้ยงแก้วแล้วก็ทำหน้าเย็นชื่นใจโชว์เดซี่ เดซี่เบ้ปากใส่ พลางบอกกับส้มฉุนว่า
“หึ กินไม่เป็หรอก ฉันขอ มัชฉะลาเต้ หรือไม่ก็ไอซ์คาปูชิโน่แทนละกัน”
สัตบรรณขึ้นเลย “เดี๋ยวนะ! ฝันกลางวันหรือเปล่าคุณเบิ่งตาดู ที่นี่มีของแบบที่ว่านั่นเสียที่ไหน”
เดซี่เถียงคอแห้งผาก “ก็คนมันกินไม่เป็นี่กินเข้าไปเกิดท้องไส้ฉันแปรปรวนขึ้นมาจะทำไง?”
“สรุปไม่กิน?” สัตบรรณตั้งท่าจะฉวยแก้วน้ำนั่นไปดื่มเองแต่มือไวๆ ของเดซี่คว้ามันไว้
“เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ จะกินสักหน่อยก็ได้”เดซี่บอกแก้เกี้ยว แล้วก็ยกแก้วเครื่องดื่มขึ้น แค่ทำเป็จิบๆ เท่านั้นแหละแต่พอััถึงรสชาติอันหอมหวานเย็นฉ่ำชื่นใจซาบซ่านไปถึงทรวงเดซี่ก็เลยเผลอยกซดจนหมดแก้วแบบไม่รู้ตัว แถมหนำซ้ำยังหยิบขนมตาลขึ้นมากินอย่างหน้าตาเฉยเมินต่อสายตาของสัตบรรณที่มองมาอย่างยิ้มๆ อีกด้วย
เห็นเดซี่เริ่มจะมีท่าทีที่อ่อนลงสัตบรรณจึงลุกขึ้นจากแคร่เดินไปคุยงานกับนายสมาน ปล่อยโอกาสให้เดซี่ได้ศึกษาเรียนรู้งานจากเยาวภาและส้มฉุนเดซี่แม้จะไม่ได้อยากรู้เื่การทำไร่ทำนาแต่พอต้องถูกมัดมือชกให้ทำหน้าที่ฟื้นฟูกิจการของปู่กับย่า เธอจึงค่อยๆเปิดใจถามนั่นถามนี่เกี่ยวกับนาไร่ของปู่กับย่าจากเยาวภา
เยาวภาเล่าว่าตนเองได้มาอาศัยพึ่งใบบุญปู่เดชกับย่ามะลิตั้แ่ยังสาวๆจนกระทั่งมีสามีและมีลูก พร้อมทั้งได้ย้อนความเล่าถึงตอนที่ปู่เดชและย่ามะลิยังอยู่ พวกท่านรักนาไร่แห่งนี้มาก เพราะเป็สมบัติชิ้นแรกของชีวิตและพวกท่านก็ยึดอาชีพหลักคือการทำนา ส่วนรายได้อื่นๆที่เพิ่งจะมีเพิ่มขึ้นมาภายหลังคือตลาดสดริมคลองกับโรงสีและโรงแปรรูป
เยาวภาอธิบายกับเดซี่ว่าแปลงนาที่นี่จะปลูกข้าวเพียงปีละครั้งใน่ฤดูฝนซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์จะส่งไปจำหน่ายกับตลาดกลางรับซื้อในตัวจังหวัดและเก็บไว้บริโภคในครัวเรือนอีก 10 เปอร์เซ็นต์พอหมดฤดูทำนาก็มักจะปลูกพืชไร่จำพวกถั่วกับปอเทือง ตลอดชีวิตของพวกท่านก็จะวนเวียนทำอยู่อย่างนี้เป็ประจำ
เดซี่ฟังแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนถ้าเธอต้องเดินตามรอยปู่กับย่า ชีวิตคงแสนจำเจและแร้นแค้นน่าดู ซึ่งคนอย่างเธอจะไม่มีวันทิ้งความสุขสบายมาย่ำต๊อกเป็ชาวนาชาวไร่อยู่ที่นี่ไปจนแก่ตายอย่างปู่กับย่าแน่นอน!
. . . つづく