วันงานวิชาการใกล้เข้ามา ผมรู้สึกถึงความคืบหน้าของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมแปลกใจนิดหน่อยที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้โง่เง่าขนาดนั้น ผมท่องทำนองเสนาะใช้ได้หลังจากฝึกได้เพียงสองสัปดาห์ ไม่ต้องพูดถึงนุ่นเพราะนุ่นทำได้ดีั้แ่วันแรก ถึงแม้จะเป็บทกลอนที่ครูไพลินบอกว่ามันยากมากก็ตาม มีอย่างเดียวที่ผมติดขัดคือการเขียน ผมเขียนผิดบ่อยเพราะแต่เดิมก็แทบไม่มีความรู้เื่การเขียนเลย ผมเขียนคำง่าย ๆ ยังไม่ถูกด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่ทำให้ผมมีกำลังใจอยู่ได้แม้ว่าจะโดนครูไพลินดุหรือโดนเพื่อนหัวเราะเยาะก็คือ การได้ใกล้ชิดนุ่น ทุกครั้งที่เราต้องฝึกอ่านทำนองเสนาะเราจะได้ยืนเคียงข้างกัน ท่องประสานเสียงกันในตอนแรกก่อนจะแยกกันท่องทีละคน หรือการฝึกเขียนฝึกพูด ผมก็ได้ยืนข้าง ๆ นุ่นเสมอ นั่นทำให้ผมลืมเสียงหัวเราะไร้สาระของคนอื่นและหน้าตาบึ้งตึงของครูไพลินไปได้
เื่ดี ๆ สำหรับผมอีกอย่างก็คือ ผมกับนุ่นต้องฝึกครั้งสุดท้ายในวันเสาร์ก่อนสัปดาห์การแข่งขัน วิเศษสุด ๆ ผมดีใจจนแทบจะะโแต่ผมกลั้นเอาไว้ ผมจะกลับไปะโระหว่างทางกลับบ้านเพราะที่นั่นเป็เส้นทางส่วนตัวของผม เป็ที่ที่ผมแสดงอารมณ์ได้โดยไม่มีใครเห็น
“บัวก็ต้องมาด้วยเหรอ”
เสียงนุ่นกับบัวคุยกัน ผมเก็บของใส่กระเป๋าพร้อมทั้งเงี่ยหูฟัง
“ใช่”
“มาด้วยกันไหม”
“ดี ปั่นจักรยานมากันเถอะ”
ผมหูผึ่งเลย รีบเก็บกระเป๋าแล้วกระชากคอเสื้อไอ้หนึ่งออกมานอกห้อง
“วันเสาร์มึงมาโรงเรียนไหม”
“มาทำไม”
“กูมาซ้อมแข่งไง”
“ก็นั่นไง แล้วกูเนี่ยจะมาทำไม”
“มาเป็เพื่อนกู”
“จะดูการ์ตูน”
“บัวก็มา”
“รู้แล้ว มาซ้อมร้อยมาลัยไง”
“เออ นั่นแหละ ๆ มึงก็มาสิ แล้วพอซ้อมเสร็จก็ไปเล่นกัน”
“อยากเล่นกับนุ่นสินะถึงได้มาชวนกู”
“แล้วจะมาไหม”
“ไม่รู้ กูคิดก่อน”
ผมตื่นเต้นสุด ๆ เพราะนั่นเป็ครั้งแรกของผมที่จะได้ใช้เวลากับนุ่นในวันที่ไม่ใช่วันปกติ ไอ้หนึ่งก็แสนดี มันยียวนไปเท่านั้นแต่สุดท้ายมันก็ขี่จักรยานมารับผมที่บ้านั้แ่เช้า ครูไพลินนัดผมตอนเก้าโมง แต่พวกเรามาถึงก่อนครึ่งชั่วโมงเลยนั่งเล่นกันที่หน้าเพิงร้านข้าวซึ่งปิดในวันนั้น ไม่นานก็มีจักรยานคันหนึ่งขี่มาทางด้านหน้าโรงเรียน ผมชะเง้อคอมองเหมือนเต่ายืดคอ แต่ไอ้หนึ่งก็กดไหล่ผมให้นั่งลงอย่างเดิม
“ไม่ใช่ จักรยานของบัวก็ต้องเป็จักรยานผู้หญิงสิ” จริงอย่างที่มันว่า จักรยานที่กำลังขี่มาเป็จักรยานผู้ชาย ผมจึงยอมนั่งลง สักพักผมก็ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของผู้หญิงหลายคนดังขึ้น ผมจึงยืดคออีก
“นั่นแหละ ๆ คันสีส้ม”
ผมเห็นแล้ว นุ่นเป็คนขี่มา นำหน้าอีกสองคันซึ่งตามมาติด ๆ
“ไป ๆ ไปรอตรงนั้น” ไอ้หนึ่งชี้ไปทางโรงอาหารซึ่งอยู่ติดกับรั้วโรงเรียน ผมตามมันไปโดยไม่ต้องคิด เราวิ่งไปถึงที่โรงอาหารก่อนที่นุ่นจะขี่มาถึง
ไอ้หนึ่งรีบโบกไม้โบกมือให้พวกผู้หญิงทันที ส่วนผมก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ พยายามทำท่าทางที่คิดว่าเท่ที่สุด
“มากันนานแล้วเหรอ ครูไพลินมาหรือยัง” เสียงบัวถามขึ้นทันทีที่มาถึงหน้าโรงอาหาร
“ยัง ๆ เอาไปจอดดี ๆ” ไอ้หนึ่งชี้ไปทางที่จักรยานของพวกเราจอดอยู่ก่อนแล้ว ผมมองตามนุ่นไป พยายามอย่างมากที่จะไม่มองนุ่นนานจนเกินไปแต่ผมทำพลาด ผมจ้องนุ่นไม่วางตาเพราะความเท่ของนุ่นชนะท่านั่งของผมแบบกินขาด นุ่นใส่เสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่กับกางเกงยีนตัดขาซึ่งตัดให้สั้นแค่เข่า เสื้อด้านหน้าถูกยัดไว้ในกางเกงนิดหน่อย ข้างหลังปล่อยชายไว้ ผมมองนุ่นจนนุ่นเดินมาถึง
“มองอะไร”
“หือ”
“มองเหมือนมีอะไรจะพูด”
“เปล่า ๆ แค่มองว่าจอดดีหรือยัง”
“ไปเถอะ ไปซ้อมกันพลาง ๆ”
ผมรีบะโยืนอย่างไม่รีรอ แล้วเดินตามนุ่นไป
“ชิ” เสียงไอ้หนึ่งคงหมั่นไส้ผม
เราเข้าไปนั่งในห้องเรียนกันสองคน นุ่นหยิบกระดาษบทกลอนที่ครูไพลินให้ไว้ออกมาจากกระเป๋า
“เอานี่ ท่องสิ”
“ท่องพร้อมกันไม่ได้เหรอ”
“ดินซ้อมเยอะ ๆ จะได้ไม่โดนครูดุ”
“ก็ได้”
ผมจำใจท่องไปแบบเขิน ๆ มันไม่เหมือนตอนอยู่กับครูเลยสักนิด ผมท่องผิดจังหวะไปบ้าง วรรคไหนต้องจบด้วยเสียงสูง ผมก็ลืมกดเสียงจนต่ำ นุ่นแตะเข้าที่หน้าขาทุกครั้งที่ผมท่องผิด แต่แทนที่จะเจ็บผมกลับมีความสุข จนเกือบคิดว่าตัวเองเป็พวกบ้าไปซะแล้ว
ไม่นานครูไพลินเข้ามาขัดขวางความสุขของผม จากนั้นพวกเราก็ซ้อมกันจนถึงเที่ยง แล้วก็ชวนกันขี่จักรยานออกไปยังร้านค้าหน้าวัด สั่งข้าวผัดคนละจาน พอบ่ายก็กลับเข้าไปซ้อมอีกจนถึงบ่ายสอง ่เวลานั้นผมแทบลืมไปเลยว่าผมคือเด็กที่ไม่มีใครสนใจ ลืมไปเลยว่าผมเป็เด็กคนนั้นที่โชคร้ายแค่ไหน นุ่นทำให้ผมเป็คนโชคดีได้ตลอดเวลาจริง ๆ พอครูปล่อยให้กลับ พวกเราก็สุมหัวกันที่โรงอาหารก่อนจะเดินไปทางด้านหลังซึ่งมีทางเดินดินเล็ก ๆ พาพวกเราไปสู่คลองข้างโรงเรียน ไอ้หนึ่งรีบถอดเสื้อแล้วะโลงน้ำทันที เสียงน้ำตูมตามพร้อมกับเสียงกรี๊ดกร๊าดของพวกผู้หญิง ผมเริ่มเบื่อไอ้หนึ่งขึ้นมาอีกรอบเพราะมันเล่นม้วนหน้าไปรอบหนึ่งก่อนจะะโลงน้ำ ทำเอาพวกผู้หญิงปรบมือกันใหญ่
“ดิน ทำบ้างสิ” บัวะโบอกผม
ไอ้หนึ่งก็โบกไม้โบกมือให้ผมจากในน้ำ ผมหันไปมองนุ่นแวบหนึ่ง รอยยิ้มที่ตั้งใจจะยิ้มให้ผมหรือเปล่าผมไม่สน แค่เห็นนุ่นยิ้มแล้วหันมาทางผม ผมก็เริงร่าแล้ว ผมถอดเสื้อออกแล้วโยนไปข้าง ๆ ะโไปอย่างมั่นใจ แต่ทันทีที่ตัวผมกระแทกโดนน้ำ ผมก็เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง พอตะกายขึ้นมาเหนือน้ำได้ ผมก็ต้องรีบหันหน้าไปทางที่ไม่มีใครอยู่เพราะรู้สึกได้ว่าหน้าตาแสนเ็ปของผมมันคงแสดงออกชัดเจนแน่ ๆ
เสียงปรบมือของพวกที่นั่งดูอยู่ริมคลองทำให้ผมต้องรีบทำใจแข็งแล้วแสร้งว่ายน้ำเล่นสนุกสนาน หวังว่าคงไม่มีใครดูออกว่าผมลงน้ำในท่าที่ไม่ดีนัก
“เฮ้ย ดินมาทางนี้ ๆ”
ไอ้หนึ่งเรียกผม แต่เสียงนุ่นขัดขึ้นก่อนที่ผมจะไปตามที่มันเรียก
“ลึกหรือเปล่า อย่าไปเลยตรงนั้น หนึ่งก็กลับมาเถอะ”
“ไม่ลึก มาเถอะ”
ผมว่ายไปหามัน แล้วรัดคอพามันกลับมาที่พวกผู้หญิงนั่งอยู่
“มึงจะพากูกลับมาทำไม”
“ก็นุ่นบอกว่าลึก มึงไม่ได้ยินเหรอ”
“ไม่ลึกจริง ๆ”
“ถึงไม่ลึกก็อย่าไปเลย มันไกลฝั่งเกินไป”
ไอ้หนึ่งขึ้นจากน้ำแล้วไปนั่งทำหน้าเซ็งข้าง ๆ บัว ผมจะขึ้นตามมันแต่เกิดลื่นแล้วไถลลงไปในน้ำอยู่สองรอบ พอขึ้นฝั่งได้ก็เห็นว่าที่เข่าเป็แผล เืออกซิบ ๆ และแสบ แต่ไม่มีใครเห็น ผมก็ไม่ได้บอกใคร พวกเรานั่งคุยเล่นกันต่อไม่นานก็แยกย้ายกันกลับ
ผมเดินกลับบ้านเองด้วยสภาพที่เปียกและแผลที่เข่า ย่านั่งอยู่ที่แคร่และมองจ้องเขม็งมาทางผม พอผมเดินเข้าไปใกล้ ย่าก็คว้าเอากิ่งของต้นอะไรไม่รู้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ ๆ แคร่มาหนึ่งกิ่ง รูดใบของมันออกจนเกลี้ยง เหลือก้านเขียว ๆ แล้วยกขึ้นโชว์ให้ผมดู
“มานี่เลย ออกไปเที่ยวเล่นั้แ่เช้า ป่านนี้เพิ่งถึงบ้าน”
ผมเดินเข้าไปใกล้พยายามจะอธิบายว่าผมไปไหนมา
“ผมไปโรงเรียน ครูให้ไปซ้อมแข่งภาษาไทย”
“แข่งอะไร ไม่ต้องมาโกหก ไม่ได้โดนนานแล้ว มันเลยดื้อด้านใช่ไหม”
“ผมไม่ได้ไปเล่นจริง ๆ”
“ไม่ได้เล่นเหรอ น้ำคลองก็ไม่ได้เล่นเหรอ แล้วตัวเปียกอะไรมา” ย่าพูดแล้วก็เดินตรงปรี่เข้ามาฟาดผมสามครั้งติด ๆ
“ไปเลย ไปอาบน้ำแล้วมาดูน้อง ย่าจะไปทำกับข้าว ถ้าไม่มาดูน้องวันนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว”
ย่าขว้างไม้อันนั้นเข้าไปในพงหญ้า ผมไม่พูดอะไร ไม่งอแง ไม่เถียง ผมรู้ดีว่าผมต้องผิดไปหมดทุกเื่อยู่แล้ว……............