บทที่เก้า
แผนเพลงพิณ
บ่ายวันนั้นแสงแดดยามฤดูร้อนทอดผ่านแนวไม้รอบศาลาริมสวนเหมาะให้ออกไปเดินเล่น ฟ่านหนิงสวมชุดผ้าแพรสีเข้มเดินทอดน่องไปตามทางราวกับกำลังชมสวนเล่น แต่ในใจกลับหมุนวนด้วยแผนการที่ผุดขึ้นมาไม่มีเื่ใดบังเอิญมีแต่นางที่วางแผนเอาไว้
เมื่อตอนที่ก้าวผ่านเรือนเล็กที่อยู่ลึกเข้าไปในสวนที่ปกติมักจะเงียบสงัดแต่ครั้งนี้เสียงพิณอันอ่อนหวานพลันลอยออกมาเป็คลื่นเสียงใสกระทบหู คล้ายสายน้ำไหลผ่านหิน นุ่มนวลแต่ขาดเรี่ยวแรงไปเล็กน้อยแต่ก็นับว่าพอใช้ได้อยู่บ้าง ฟ่านหนิงหยุดเท้าพลันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยดวงตาฉายแววสนใจ “เสียงนี้...” นางกระซิบเบาๆราวกับถามตนเอง
สาวใช้คนสนิทหวังจิ้งเหมยที่ติดตามอยู่ด้านหลังรีบก้าวเข้ามา“คุณหนูอยากทราบว่าเป็ผู้ใดบรรเลงหรือเ้าคะ?”
ฟ่านหนิงหัวเราะในลำคอเบาๆแสร้งทำทีเป็ไม่สนใจมากนัก แต่แล้วก็เอ่ยออกไป “เ้าลองไปดูเสียหน่อยเถิดเข้าไปอย่างลับๆ เสียหน่อย แต่ถ้ามีคนเห็นก็ไม่เป็”
หวังจิ้งเหมยพยักหน้ารับรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้เรือนเล็ก นางสอดตัวเข้าไปในช่องเล็กหลังเรือน ท่าทางลับๆล่อๆ ราวกับจะซ่อนตนแต่ก็กลับไปเตะตาฟ่านลี่กำลังบรรเลงพิณจากที่อาจารย์พิณสอนให้มองตามฟ่านลี่ชะงักเล็กน้อย แอบเหลือบตามองไปยังทางนั้นอย่างสงสัยตนจำได้ว่านั้นคือสาวใช้ของฟ่านหนิง มาทำอะไรที่นี่? แต่เพียงครู่เดียวสาวใช้คนนั้นก็หายไป
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งหวังจิ้งเหมยกลับออกมาเมื่อเห็นฟ่านหนิงรออยู่จึงรีบเข้าไปกระซิบสิ่งที่พบเห็นมา “ตอนนี้อาจารย์สอนพิณที่จ้างมากำลังฝึกสอนคุณหนูรองอยู่เ้าค่ะ เสียงเมื่อครู่เป็คุณหนูรองกำลังบรรเลงพิณอยู่”
ดวงตาของฟ่านหนิงแวววับขึ้นในทันทีแต่กลับมิได้ทำอะไรในเวลานั้น นางเพียงแสร้งทำเป็ไม่ใส่ใจเดินทอดน่องกลับไปที่เรือนตนเอง รอเวลาอย่างสงบ
จนเมื่ออาจารย์พิณจากไปแล้วฟ่านหนิงก็ก้าวออกมาเรือนอีกครั้งสีหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองแสร้งทำออกมาอย่างเด่นชัด เสียงโวยวายดังลั่นทั่วลานสวนบุปผากลางจวน“อาจารย์ผู้นั้นเป็ใครกันถึงได้สอนฟ่านลี่เพียงไม่กี่ครั้งก็เล่นพิณได้เชี่ยวชาญเพียงนี้! หากเป็เช่นนี้ไม่เท่ากับว่าฟ่านลี่จะก้าวนำข้าไปแล้วหรือ! เหตุใดข้าฝึกตั้งนานกว่าจะถึงขั้นนี้ได้”
น้ำเสียงของนางดังพอที่จะเล็ดลอดออกไปถึงหูผู้อื่นในจวนก็นางออกไปโวยวายในที่แจ้งปานนั้นย่อมไปถึงหูฟ่านลี่ด้วยแน่นอน จะได้รู้ว่าฟ่านหนิงผู้เป็พี่สาวหน้าแดงก่ำยกมือตบโต๊ะจนลั่นสวนใบหน้างามส่ายหน้าอย่างผู้เสียใจหนักหนา ราวกับความไม่พอใจนั้นแทบฉีกอกตนเองออกมา
เมื่อมั่นใจว่าเสียงตนได้ยินไปทั่วแล้วฟ่านหนิงก็สะบัดแขนเสื้อเดินกลับเรือน ดวงหน้าที่เมื่อครู่ยังแสดงความคุกรุ่นบัดนี้กลับฉายรอยยิ้มบางเฉียบในใจพลันคิดการบรรเลงพิณของฟ่านลี่เมื่อครู่ ฝีมือเ้าก็นับว่าพอใช้ได้แต่เทียบกับข้ายังไม่ถึงขั้นหรอกนะฟ่านลี่ถ้าไม่ทะนงตนเกินไปก็จะรู้
ขอข้าเอาคืนก่อนเล็กน้อยแล้วกัน...ฟ่านลี่เื่ที่เ้าทำข้าเจ็บแค้นที่สุดข้ายังไม่คิด แต่ขอคิดเื่นี้ก่อน ชาติที่แล้วเ้าได้ดูละครสนุกจนสมใจเพราะคำร่ำลือว่าถังหลันชิงงามพร้อมถูกเล่าขานไปทั่วทั้งเมืองหลวงเมื่อถึงงานน้ำชาเ้าก็ฉวยโอกาสกล่าวท้าทายให้ข้ากับถังหลันชิงแข่งพิณกัน
ซึ่งเวลานั้นใครจะชนะจะแพ้ฟ่านลี่ก็พอใจทั้งนั้นเพราะตนเป้นผู้ชม แต่แน่นอนผลสุดท้ายเป็ฟ่านหนิงที่แพ้ไป ครานั้นนางก็ย่ามใจเกินไปจริงๆเพราะยังไม่รู้ความสามารถของถังหลันชิงทำเอาตัวเองขายหน้า
ภาพในความทรงจำชาติก่อนยังแจ่มชัดวันนั้นงานน้ำชาของฮูหยินติงเต็มไปด้วยคุณหนูสกุลใหญ่ ผู้คนจับกลุ่มหัวร่อคิกคักเมื่อถึงคราวแข่งบรรเลงพิณชาติก่อนฟ่านหนิงย่างก้าวออกไปอย่างมั่นใจเพราะในบรรดาศาสตร์แขนงต่างๆ เพลงพิณคือสิ่งที่นางภูมิใจที่สุด บรรดาคุณหนูทั้งหลายก็รู้เช่นกัน
แต่พอตอนถังหลันชิงบรรเลงจบ ทำเอาบทเพลงของนางหายลอยวับความมั่นใจนางหล่อวูบ เสียงพิณของถังหลันชิงดุจหงส์ร่ายรำบนผืนเมฆทุกท่วงทำนองเต็มไปด้วยความสง่างาม ฟ่านหนิงจนปัญญาจะแก้มือนางถูกถล่มด้วยสิ่งที่มั่นใจที่สุด แต่เสียงซุบซิบเยาะหยันยังดังแว่วในความทรงจำหลายคนที่เหมือนรอวันที่ฟ่านหนิงจะถูกโค่นล้มอยู่แล้ว เวลานั้นนางอับอายไปนับเดือนไม่กล้าออกจากจวน
แต่มาปัจจุบันดวงตาหญิงสาวเป็ประกายคมกริบชาตินี้ข้าจะดูละครของเ้าบ้าง ฟ่านลี่...เ้าจะเป็ผู้ถูกดึงขึ้นเวทีเองนางคลี่ยิ้มบางบนเรียวปาก...ภารกิจนี้นางไม่ขอลงไปแลก
วันงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนสกุลติงมาถึงใน่สายของวันลมพัดเอื่อยกลิ่นดอกไม้ที่เบ่งบานทั่วสวนของจวนลอยเคล้าในอากาศอย่างนุ่มนวลบรรยากาศภายในจวนใหญ่หรูหราสมกับเป็เ้ากรมอาญาทั้งลานศิลาและศาลาริมสระถูกประดับด้วยม่านแพรโปร่งสีอ่อน กลีบดอกไม้โรยรอบทางเดินบ่าวรับใช้ในจวนต่างขะมักเขม้นรับแขกแเื่ที่มาเยือนล้วนเป็สตรีจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงหลายคนเป็หน้าเดิมที่เคยมาร่วมงานเมื่อฤดูก่อน ต่างคุ้นเคยกันดี
ฮูหยินทั้งหลายแต่งกายวิจิตรสวมเสื้อผ้าปักลายงามประณีต บางคนถือพัด บางคนห้อยถุงหอมคุณหนูที่ติดตามมาก็มีั้แ่วัยยังเยาว์จนถึงวัยออกเรือนต่างพยายามแต่งตัวงดงามเพื่อ่ชิงความโดดเด่นในสายตาคนรอบข้างเสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็แนวอ่อนหวาน สีฟ้า สีเขียวอ่อน สีเหลืองนวลละมุนตาแต่งเติมด้วยลวดลายดอกไม้ปักมืออ่อนช้อย
ท่ามกลางหมู่คนในชุดหวานละมุนฟ่านหนิงกลับปรากฏตัวด้วยชุดผ้าแพรสีส้มตัดแดงเข้ม ลวดลายปักด้วยดิ้นทองเมื่อเดินเข้ามากลางงานก็ราวกับเปลวไฟต้องทุกสายตา สะดุดตาและโดดเด่นจนบ่าวรับใช้ต้องแอบเงยมองแม้จะไม่ใช่สีที่คุณหนูทั้งหลายมักเลือกใส่มางานน้ำชาแต่กับฟ่านหนิงกลับยิ่งเสริมให้ผิวขาวนวลและดวงตาคมเฉียบของนางเด่นชัดยิ่งขึ้น
เมื่อเข้ามาในงานเหล่าคุณหนูต่างจับกลุ่มตามความสนิทสนม บ้างพูดคุยเื่เครื่องประดับบ้างหัวเราะคิกคักเื่ข่าวลือจากตระกูลนั้นตระกูลนี้ บรรยากาศสนุกสนานและครึกครื้นเสียงหัวเราะเบาๆ แว่วอยู่ทั่วทั้งศาลา
ฟ่านลี่เองก็มาร่วมงานเช่นกันวันนี้นางอยู่ในชุดผ้าแพรสีเขียวหยกอ่อนเรียบง่ายผมมวยครึ่งหนึ่งขึ้นสูงเสียบปิ่นดอกเหมยเงินประดับหยกนางจึงดูเรียบร้อยและอ่อนหวานเช่นสตรีทั่วไป และเพราะปกตินางไม่ค่อยได้ออกงานนัก เพื่อนที่นางคุ้นเคยจึงมีเพียงคนเดียวคือคุณหนูจากสายรองของสกุลหยางซึ่งวันนี้ก็มาร่วมงานด้วยทั้งสองเมื่อเจอกันก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม เดินคุยกันเบาๆ ห่างจากกลุ่มใหญ่
ฟ่านหนิงซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มของตนเองสายตาเหลือบมองตามน้องสาวกับคุณหนูสกุลหยางที่กำลังจะเดินออกจากวงสนทนานางไม่ยอมให้ทั้งสองหลุดจากสายตา จึงเอ่ยเรียกเสียงใส “ลี่เอ๋อร์เ้ากับคุณหนูหยาง มานั่งด้วยกันก่อนเถิด”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนแต่แฝงแววไม่อาจขัดได้ ฟ่านลี่กับคุณหนูหยางสบตากันก่อนด้วยสีหน้าฉงนแล้งถึงจะค้อมศีรษะเข้ามานั่งร่วมวง
เหล่าคุณหนูในกลุ่มของฟ่านหนิงเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พากันแอบเหลือบสายตาอย่างงุนงงบางคนขมวดคิ้ว บางคนมองสบตากันเงียบๆ เพราะตามปกติกลุ่มของฟ่านหนิงประกอบด้วยคุณหนูสายตรงจากฮูหยินเอกของตระกูลใหญ่พวกนางไม่เคยข้องแวะกับบุตรสาวสายรอง ยิ่งเป็บุตรสาวของอนุในตระกูลเดียวกันยิ่งไม่เคยได้รับเชิญให้นั่งร่วมโต๊ะสนทนาเช่นนี้มาก่อน
แต่เมื่อเป็คำพูดจากฟ่านหนิงเองใครเล่าจะกล้าขัด? จึงได้แต่นั่งนิ่งฟังโดยไม่กล้าเอ่ยอะไร
ระหว่างนั้นบทสนทนาก็ดำเนินไปเรื่อยๆจากเื่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เป็กระแสใหม่ในเมืองเื่การปักผ้าลายดอกเหมยที่กำลังนิยมในหมู่คุณหนูผู้ดี ไปจนถึงข่าวลือเล็กๆว่าเรือนสกุลฉู่เพิ่งจะเชิญอาจารย์สอนร่ายรำมาจากแคว้นใต้บ้างก็เอ่ยแซวกันเื่งานหมั้นของคุณหนูตระกูลใดที่กำลังจะประกาศในฤดูถัดไป
เสียงหัวเราะเบาๆดังสลับกับเสียงพัดกระทบฝ่ามือ ลมฤดูคิมหันต์พัดต้องปลายผมของแต่ละนางปลิวเบาๆบรรยากาศดูงดงามและละเมียดละไม
แล้วทันใดนั้นคุณหนูคนหนึ่งในกลุ่มก็เหลือบสายตาไปยังมุมศาลาอีกด้านแล้วกระซิบเบาๆ แต่พอให้ทุกคนได้ยิน “นั่น...คุณหนูถังถังหลันชิงใช่หรือไม่? ข้านึกอยู่ว่าวันนี้จะได้เห็นนางแสดงฝีมือหรือไม่กันนะ”
ทุกสายตาในวงหันตามไปทันทีถังหลันชิงในชุดสีขาวปักลายดอกไป่เหอ [1]สีเทาเงิน นั่งนิ่งอยู่ข้างมารดาฮูหยินถังผู้กำลังสนทนากับฮูหยินตระกูลใหญ่สองคน นางนั่งตัวตรง สีหน้านิ่งเรียบไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แววตาเย็นสงบแต่ไม่เฉื่อยชา
คุณหนูที่เอ่ยขึ้นเมื่อครู่พูดต่อด้วยเสียงต่ำ“ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าสตรีที่เติบโตในชายแดนจะมีความสามารถอะไรหรือไม่ จะต่างจากพวกเรามากน้อยเพียงใด”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนยิ้มมุมปากอย่างมีนัยบ้างหัวเราะเบา บ้างเพียงเงียบไว้ด้วยความระมัดระวัง
ฟ่านหนิงเองก็หันมองตามไปเช่นกันแววตานางนิ่งแต่ในใจกลับครุ่นคิดคำนวณอย่างเงียบงัน
ขณะนั้นเองหยางชิงหลานเพื่อนสนิทที่สุดของฟ่านลี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงฟังดูเป็ธรรมชาติแต่แฝงด้วยความท้าทาย “ข้าเคยได้ยินแต่เื่เลื่องลือว่าคุณหนูถังผู้นี้รูปโฉมงดงามนักแต่หากจะว่าด้านความสามารถ ข้าว่าก็ใช่ว่าจะเหนือกว่าผู้อื่นเสมอไป เพื่อนของข้า..คุณหนูรองฟ่าน ฟ่านลี่ของเราก็ใช่ว่าจะด้อยกว่า”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของฟ่านหนิงเต้นรัวอย่างพอใจดี! หยางชิงหลานเ้าช่างรู้จังหวะนักเห็นทีเื่ที่ข้าแสร้งอาละวาดสัปดาห์ก่อนเ้าน้องสาวคนดีของนางเก็บเอาไว้ไม่ได้เลยสินะ ฟ่านลี่คงเล่าให้เพื่อนสนิทฟังแล้วหยางชิงหลานถึงได้พูดเข้าข้างสหายอย่างมั่นอกมั่นใจเช่นนี้
นางยกสายตาขึ้นมองหยางชิงหลานแวบหนึ่งก่อนจะตวัดตามองไปยังฟ่านลี่ คล้ายว่ามีความอึดอัดใจบางอย่างในใจไม่กล้าพูดออกมาสีหน้าของนางดูลังเลประหนึ่งเกรงใจและไม่สบายใจฟ่านลี่เมื่อเห็นสายตาของพี่สาวเช่นนั้นกลับยิ่งยืดอกแอบภูมิใจแต่แสร้งก้มหน้าราวกับถ่อมตัว
บรรยากาศในวงสนทนาเงียบไปชั่วขณะมีเพียงเสียงลมพัดผ่านม่านแพรโปร่งเบาๆ ที่แขวนประดับศาลาสูง จนได้ฟ่านหนิงก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เช่นนั้นวันนี้ก็รอดูเถิดว่าคุณหนูถังจะได้แสดงความสามารถหรือไม่”
คำพูดนั้นไม่มีอะไรหวือหวา แต่ทุกคนในวงต่างรู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่แ่เบาลอยขึ้นทว่าภายในใจของฟ่านหนิงกลับเอ่ยอีกประโยคหนึ่งอย่างชัดเจน ‘แน่นอน นางต้องแสดงอยู่แล้วไม่เช่นนั้นภารกิจของข้าก็ไม่สำเร็จนะสิ!’แววตานางส่องประกายวาววับราวประกายคม
ท่ามกลางงานเลี้ยงน้ำชาในสวนที่ฮูหยินฟางจัดขึ้นเป็ประจำในแทบทุกฤดูนั้นนับเป็งานที่ไม่ใช่พิธีการแต่กลับสำคัญกับเหล่าสตรีเพราะนอกจากจะเป็การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ยังเป็ที่ให้คุณหนูจากแต่ละสกุลใหญ่จะแสดงความสามารถให้เหล่าฮูหยินทั้งหลายได้จับตามองเพื่อชั่งน้ำหนักในใจ ถ้าพบสตรีงามความสามารถเหมาะสมอาจจะทำให้สองสกุลเกี่ยวดองกันก็ได้ดังนั้นบรรยากาศในสวนพฤกษาของจวนเ้ากรมอาญานี้จึงเต็มไปด้วยความคึกคัก
กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยคลุ้งไปทั่วศาลากลางสระถูกจัดเตรียมด้วยโต๊ะเตี้ยและเบาะปักลายงดงามรายล้อมด้วยต้นหลิวที่ใบไหวเอนตามแรงลม เมื่อบรรดาคุณหนูฮูหยินมาถึงเป็จำนวนหนึ่งแล้วก็ทยอยเข้ามานั่งเรียงรายเริ่มงานเลี้ยงแต่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าต่างคนต่างพยายามรักษากิริยาแต่เผยความโดดเด่นของตน
ไม่นานนักอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในแขนงต่างๆก็ทยอยเข้ามาในศาลา เริ่มต้นด้วยอาจารย์ด้านกวีนิพนธ์ซึ่งยกเื่บทกลอนขึ้นมากล่าวว่า“การร้อยถ้อยคำไม่ต่างจากการร้อยอัญมณีหากมีแสงสว่างย่อมเปล่งประกายจับใจ”จากนั้นจึงเชื้อเชิญคุณหนูหลายคนออกมาแต่งกลอนต่อวรรคสั้นๆที่ยกขึ้นเป็บทนำ เสียงหัวเราะเบาๆ แว่วดังเมื่อบางวรรคยังอ่อนฝีมือแต่หากบางคนสามารถแต่งได้ลื่นไหลก็ได้รับเสียงชื่นชมและการปรบมือจากฮูหยินทั้งหลาย
ถัดจากนั้นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวาดภาพก็ยกหัวข้อเกี่ยวกับการสะท้อนธรรมชาติในฝีแปรงขึ้นมาคุณหนูที่กล้าออกมาล้วนเลือกวาดดอกเหมย ดอกบัว หรือูเายามหมอกเมฆาเคลื่อนต่างคนต่างตั้งใจวาดอย่างสุดฝีมือ แม้จะมิใช่ผลงานเอกอุ แต่ก็ถือเป็การแสดงให้เห็นความสามารถที่สกุลอบรมมาเช่นกัน
ต่อมาก็เป็การแสดงพู่กันตัวอักษรอันแสนวิจิตรค่อยๆ ปรากฏบนกระดาษขาวสะอาด ราวกับหงส์ัโลดแล่นฟ่านหนิงเองก็นั่งชมอยู่ไม่ห่างแววตาเรียบทว่าในใจกลับจับตามองถังหลันชิงอยู่เงียบๆ เพราะรู้ดีว่า่เวลานั้นกันจะเข้ามาแล้ว
ครั้นหมุนเวียนมาถึงศาสตร์แขนงดนตรีเครื่องดนตรีหลากชนิดถูกนำมาวางเรียงบนแท่น ไม่ว่าจะเป็ขลุ่ย ผีผา กลองหนังหรือซอ คุณหนูแต่ละสกุลต่างออกมาแสดงความสามารถกันอย่างรื่นเริงเสียงดนตรีประสานกันดังก้องไปทั่วเรือนหอศาลา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องพิณยี่สิบเอ็ดสายที่ตั้งเด่นอยู่กลางศาลาเลย
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากบังอาจบรรเลงพิณแล้วต่อจากนั้นคุณหนูใหญ่ฟ่านขึ้นมาแสดงจะกลายเป็การขายหน้าตนเองทันทีเพราะชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่สกุลฟ่านในด้านพิณนั้นเลื่องลือเกินกว่าผู้ใดจะกล้าเทียบ
ขณะที่บรรยากาศเงียบงันหลังจบการสีซอก็มีเสียงใสเจื้อยแจ้วดังขึ้นจากด้านหนึ่ง“วันนี้คุณหนูใหญ่ฟ่านจะไม่บรรเลงพิณหรือเ้าคะพวกเราตั้งใจรอฟังนักเชียว”เสียงของคุณหนูอวี่เอ่ยในสิ่งที่คนอื่นคิดเช่นกันนางทำเป็ว่าเอ่ยอยากร่าเริงสดใสเช่นนิสัย
แต่มันทำให้สายตาทุกคู่พลันหันมาจับจ้องฟ่านหนิงทันทีรอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นที่มุมปากนาง ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่ติดขัดอันใดพลางหันไปสั่งสาวใช้คนสนิทเบาๆ ให้ไปนำพิณส่วนตัวของตนมา เพราะในครั้งนี้นางจะมิใช่พิณที่ทางงานจัดเตรียมแต่เป็พิณที่นางรักและฝึกฝนมากับมือั้แ่เยาว์วัย
ไม่นานนักหวังจิ้งหยูก็กลับมาพร้อมกล่องไม้แกะสลักลายเถาวัลย์เลื้อยพันเมื่อเปิดฝากล่องออก พิณยี่สิบเอ็ดสายเนื้อไม้หอมแดงถูกขัดเงาถูกยกออกมาความงามสง่างามของมันทำให้ผู้คนต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับกระซิบกันว่าพิณนี้คือ “เมฆาอวลสุรีย์”พิณชั้นเลิศที่หาชมได้ยากที่แท้อยู่กับคุณหนูใหญ่ฟ่านมาตลอดนี่เอง
ความสนใจที่แตกกระจายไปในบทสนทนาพลันถูกละทิ้งสิ้นทุกสายตาล้วนจับจ้องยังร่างระหงของฟ่านหนิงที่กำลังจัดวางพิณลงบนแท่นหินอ่อนขาวแล้วนั่งลงใบหน้าของนางสงบนิ่งสูดหายใจให้ผ่อนคลาย แล้วปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ ลูบไปตามสายราวกับหยั่งฟังเสียงลมหายใจของมันก่อนจะจรดลงเบาๆให้เสียงแรกบังเกิด
ท่วงทำนองก็พลันพรั่งพรูออกมาดุจน้ำพุทะลักจากภูผาความประณีตของจังหวะบรรเลงสะกดทุกโสตของผู้ร่วมงานแต่ไม่กี่ลมหายใจต่อมาเสียงสายพิณที่ขาดดัง เปรี๊ยะ! ก้องสะท้อนราวกับฟ้าผ่ากลางวันที่สดใสทั้งบรรยากาศอันเสนาะหูเมื่อครู่พลันเงียบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคนชัดเจนฟ่านหนิงชะงักไป สายตาจับจ้องที่สายเอ็นพิณที่ขาดสะบั้นสะบัดไปด้านข้างนางก้มมองปลายนิ้วเรียวของตนที่ถูกสะบัดบาดจนเกิดรอยแผลเล็กๆ เืซึมสีแดงสดตัดกับผิวขาวนวลยิ่งดึงดูดสายตาของผู้คนให้ใและพูดคุยกระซิบกันเบาๆ
“โอ๊ะ...สายพิณขาดหรือ?” เสียงคุณหนูผู้หนึ่งอุทานออกมาเบาๆ
แววตาของเหล่าคุณหนูและบุตรสาวตระกูลใหญ่พากันจับจ้องมายังฟ่านหนิงด้วยความใปนเสียดายแต่เพียงพริบตาเดียว ฟ่านหนิงก็เก็บสีหน้าตื่นตระหนกได้แเี ริมฝีปากโค้งยิ้มบางน้อยๆก่อนจะลุกขึ้นยืน ก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบอ่อนโยน
“ทำให้ทุกคนใ ต้องขออภัยจริงๆ พิณตัวนี้มีอายุหลายสิบปีแล้วคงถึงเวลาเสื่อมสภาพ สายพิณขาดก็ไม่ใช่เื่แปลกวันนี้คงต้องหยุดการบรรเลงไว้เพียงเท่านี้ เสียดายยิ่งนักที่ไม่อาจเล่นต่อไปได้” เพราะต่อให้มีพิณตัวอื่นแต่นิ้วของนางมีรอยแผลแล้วฝืนเล่นก็ไม่เต็มที่ นางประสานมือเอ่ยจบก้าวลงจากแท่น
หวังจิ้งหยูสาวใช้คนสนิทรีบยกกล่องพิณเข้ามาเก็บพิณที่ขาดสายด้วยท่าทางระมัดระวังฟ่านหนิงเดินลงจากแท่นสายตามองต่ำ สีหน้าของนางเผยความเศร้าเล็กน้อยเหมือนเสียดายแต่ในอกกลับกู่ร้องด้วยความสะใจ ทุกสิ่งเป็ไปตามแผน! นางตั้งใจขีดรอยไว้ที่สายพิณเมื่อบรรเลงไม่กี่จังหวะก็ขาด นับว่าแเี ไม่มีผู้ใดสงสัยแม้นิ้วมีแผลแต่ก็เล็กน้อยแลกกับการปิดหนทางซ้ำรอยอดีต
ชาติที่แล้วเมื่อนางเล่นจนจบตอนนั้นฟ่านลี่ก็เสนอให้ถังหลันชิงขึ้นมาบรรเลงต่อเพื่อจะลากถังหลันชิงมาฆ่าให้อับอาย แต่ผลลัพธ์คือเป็นางที่ต้องอับอายยับเยินต่อหน้าผู้คนแทน! นั้นยิ่งทำให้ฟ่านลี่พอใจกว่าเดิมเสียอีก ครั้งนี้นางจึงแสดงต่อให้จบไม่ได้
หลังฟ่านหนิงเดินลงมาเสียงของคุณหนูอวี่ก็ดังขึ้นตัดบรรยากาศอีกครั้ง“ช่างน่าเสียดายนักที่สายพิณขาดมิหนำซ้ำปลายนิ้วคุณหนูใหญ่ฟ่านยังได้รับาเ็อีกเช่นนี้พวกเราคงอดได้ยินเสียงพิณไพเราะต่อแล้วกระมัง”
[1] ดอกไป่เหอ (ดอกลิลลี่)