ซูตงเฉินฉวยโอกาสจากการจำลองการฝึกทางทหารโดยแสร้งทำเป็นว่ากำลังคนไม่เพียงพอและจัดสรรให้องครักษ์แสงและองครักษ์เงาทำสิ่งต่างๆ มากมาย เพื่อให้ไม่มีเวลามาจับตาดูพวกเขา ในที่สุดสามีของแม่นมเหวย ซึ่งเป็นคนของฮ่องเต้ก็ได้ส่งฎีกาลับออกไป
สิบกว่าปีที่ผ่านมาเขายังคงจงรักภักดีต่อฮ่องเต้และรัชทายาทไม่เปลี่ยนแปลง ในปีนั้นที่เขาปกป้องพระราชนัดดาองค์โตของฮ่องเต้ให้หลบหนีออกจากเมืองหลวงอย่างลับๆต่อมาก็ถูกจับตายและไม่มีข่าวคราวใดกลับมาอีกผู้บังคับบัญชาของเขายังคิดว่าเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ตำหนักตงกงไปแล้วด้วยซ้ำทว่าในเวลานี้กลับได้รับข่าวจากเขา พวกเขาจึงตกใจมาก และรีบนำไปกราบทูลต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ทันที
ฎีกาฉบับนี้มีเนื้อความยาวมากซึ่งรายงานเรื่องราวที่เผชิญในตอนนั้นและเรื่องทั้งหมดที่รัชทายาททรงฝากฝังพระราชนัดดาองค์โตของฮ่องเต้ไว้กับซูตงเฉินเมื่อสิบกว่าปีก่อนอย่างละเอียดทำให้ฮ่องเต้ยิ่งอ่านยิ่งตกพระทัยมากขึ้นเรื่อยๆ
รัชทายาทและพระชายารัชทายาทไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะถูกไฟคลอกทั้งสองถูกวางยาพิษ ทว่าคนของตำหนักตงกงที่ส่งไปตามหมอหลวงที่สำนักหมอหลวงอย่างต่อเนื่องนั้น พวกเขาไปแล้วไม่เคยได้กลับมาอีกเลย คนของตำหนักตงกงที่เหลือไม่ได้ถูกพิษ ทว่าถูกสังหารโดยนักฆ่าชุดดำที่โผล่มาในยามราตรีองครักษ์ของตำหนักตงกงต่อสู้สุดชีวิตเพื่อขัดขวางไม่ให้นักฆ่าออกจากตำหนักบรรทมของรัชทายาทและพระชายารัชทายาททว่ากลับมีคนจุดไฟเผาทั่วบริเวณจนเห็นตำหนักตงกงค่อยๆ กลายเป็นทะเลเพลิงท่ามกลางความโกลาหล รัชทายาททรงรับสั่งให้แม่นมของพระราชนัดดาและสามีของนางรวมทั้งแม่นมเหวยกับสามี พาพระราชนัดดาของฮ่องเต้หนีออกไป เพื่อให้ศัตรูไม่ทันระวังแม่นมของพระราชนัดดาจึงทิ้งบุตรที่เพิ่งเกิดของตนเองไว้ที่ตำหนักตงกง เพื่อให้เขาสวมรอยเป็นพระราชนัดดา แล้วพาหลานชายตัวจริงของฮ่องเต้หนีออกจากวังและรีบมุ่งหน้าไปทางตอนใต้โดยอาศัยจังหวะตอนช่วงชุลมุนเนื่องจากมี ‘กระดูกของเด็กทารกที่ปลอมเป็นพระราชนัดดาของฮ่องเต้’ และชายารัชทายาทอยู่ในซากปรักหักพังของตำหนักตงกง จึงไม่มีคนสงสัยระหว่างทางหลบหนีของพวกเขาจึงค่อนข้างปลอดภัยเพราะไม่มีคนไล่ตามฆ่าหลังจากนั้นจึงส่งข้อความให้ซูตงเฉินโดยทั้งสองฝ่ายนัดพบกันครึ่งทางฮูหยินของซูตงเฉินกำลังตั้งครรภ์พอดีและยังไม่ถึงกำหนดคลอด ทว่ากลับถูกพวกคนต่ำทรามทำร้ายจึงคลอดก่อนกำหนดทั้งยังคลอดยาก หลังจากคลอดก็ตกเลือดจนเสียชีวิต ซูตงเฉินประกาศว่าฮูหยินได้ให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝดและให้พระราชนัดดาของฮ่องเต้กับบุตรชายของเขาอยู่ด้วยกัน โดยเขาได้จัดการคนที่อยู่ในห้องคลอดตอนนั้นเรื่องนี้จึงกลายเป็นความลับ เนื่องจากพระราชนัดดาของฮ่องเต้บังเอิญได้รับพิษเล็กน้อย ทั้งยังระหกระเหินอยู่หลายวัน ร่างกายของเขาจึงอ่อนแอ ซูตงเฉินดูแลเขาด้วยชีวิตและจิตใจ และมักจะเฝ้าอยู่ข้างกายทั้งคืนเขาตามหาหมอเลื่องชื่อจากทั่วทุกสารทิศ ตามหากระทั่งหมอผีจากเผ่าอี๋เขารวบรวมยาสมุนไพรล้ำค่ามาโดยไม่คิดเสียดายเงินทอง เพื่อรักษาพระราชนัดดาของฮ่องเต้ทุกวิถีทางดูแลอย่างเอาใจใส่ ในที่สุดร่างกายของพระราชนัดดาก็ค่อยๆฟื้นตัวและสบายดีจนถึงทุกวันนี้ พระราชนัดดาของฮ่องเต้ชอบอ่านตำราและมีพรสวรรค์เป็นเลิศตอนนี้กำลังเล่าเรียนอยู่ที่สำนักกั๋วจื่อเจียนและฝึกศิลปะการต่อสู้กับอันกั๋วกง เขาอยู่ดีกินดีและมีความสุขเป็นอย่างมาก ซูตงเฉินได้จัดเวรยามปกป้องพระราชนัดดาของฮ่องเต้ทั้งกลางวันและกลางคืนทั้งยังมีองครักษ์แสงหนึ่งคนและองครักษ์เงาสองคน องครักษ์ทั้งสามคนกำกับดูแลอยู่ตลอดเวลาดังนั้นสามีของแม่นมเหวยจึงหาโอกาสส่งข่าวออกมาได้ยากทว่าตัวตนของเขายังไม่ถูกเปิดเผยและอดทนมาสิบกว่าปี ในที่สุดเร็วๆนี้ก็หาช่องว่างได้เสียที จึงได้ส่งจดหมายลับให้ฮ่องเต้เพื่อรายงานเรื่องนี้ และขอความกรุณาในการตัดสินของฝ่าบาท
ฮ่องเต้ทรงอ่านทวนฎีกาอยู่หลายครั้งก่อนจะค่อยๆ สงบลง
รัชทายาทของเขายังมีเลือดเนื้อเชื้อไขหลงเหลืออยู่เมื่อฮ่องเต้ทรงครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ พระทัยที่เย็นชาแข็งกระด้างมาหลายปีก็อ่อนโยนลงเล็กน้อยบุตรภรรยาเอกของพระองค์ลืมตาดูโลกเมื่อตอนที่พระองค์ยังเป็นพระโอรสอยู่มีความรุ่งเรืองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทันทีที่เกิดมาก็ทำให้พระองค์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมกุฎราชกุมารโดยจักรพรรดิองค์ก่อนและไม่นานก็ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ พระองค์รักพระโอรสคนแรกของตนเองมากเมื่อพระชนมายุได้ห้าพรรษา พระโอรสก็ถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาท นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นผู้อบรมสั่งสอนพระโอรสด้วยตนเองทั้งยังทรงคัดเลือกนักปราชญ์เลื่องชื่อและแม่ทัพไร้เทียมทานผู้โด่งดังหลายคนมาเป็นพระอาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้ให้แก่พระโอรส
ลวี่เอ๋อร์ของพระองค์เป็นรัชทายาทที่โดดเด่นที่สุดมีพรสวรรค์และชาญฉลาด ขยันหมั่นเพียร กตัญญูรู้คุณ เป็นมิตรกับน้องชาย น้องสาว และรักใคร่กลมเกลียวกับพระชายารัชทายาทที่พระองค์ทรงเลือกให้ไม่นานก็ให้กำเนิดหลานชายคนโต การมีมกุฎราชกุมารเช่นนี้ ไม่ว่าพระองค์ที่เป็นฮ่องเต้หรือขุนนางใหญ่ในราชสำนักต่างก็คิดว่าการมีผู้สืบทอดราชวงศ์ต่อไปคงเจริญรุ่งเรืองไม่ต่ำกว่าร้อยปี
อย่างไรก็ตามไม่คาดคิดว่าจะมีคนใจกล้าบ้าบิ่น ฉวยโอกาสที่พระองค์อยู่ไกลจากเมืองหลวง สังหารทั้งครอบครัวของรัชทายาทอย่างโหดเหี้ยมในฐานะที่พระองค์เป็นฮ่องเต้ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังหาฆาตกรตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังไม่พบทั้งยังไม่สามารถล้างแค้นให้พระโอรสที่พระองค์รักที่สุดได้ ทุกครั้งที่นึกถึงทำให้พระองค์ควบคุมแรงกระตุ้นในพระทัยที่ต้องการเข่นฆ่าผู้คนจำนวนมากได้อย่างยากลำบากโชคดีที่เจิ้งอี้เฉิงและคนอื่นๆ มีประสบการณ์ในการดูแลบ้านเมือง พวกเขาจึงห้ามปรามและเกลี้ยกล่อมอย่างละมุนละม่อมแผนการชั่วร้ายของศัตรูจึงไม่ประสบผลสำเร็จและบ้านเมืองก็ไม่ได้ตกสู่สถานการณ์วุ่นวาย
จนถึงวันนี้ในที่สุดความจริงก็ได้ปรากฏ รัชทายาทของพระองค์ถูกคนลอบปลงพระชนม์ดั่งที่คาดไว้ทว่าสวรรค์ยังมีตา จึงทำให้หลานชายคนโตของพระองค์ยังมีชีวิตอยู่หลานชายที่เกิดจากพระชายาเอกยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้อยู่อย่างระทมทุกข์สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เขามีชีวิตที่ดี
ฮ่องเต้ทรงวางฎีกาลับลงก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินไปด้านนอกพระตำหนัก พระองค์ยืนอยู่บนบันไดสูง มองเมืองหลวงท่ามกลางสายฝนโปรยปรายในฤดูใบไม้ผลิ
เมืองหลวงขนาดใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกฝนในฤดูใบไม้ผลิช่างงดงามน่าทึ่ง คานแกะสลัก อาคารหลากสีสันตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เมื่อมองลงมาจากที่สูงบรรยากาศดูงดงามตระการตาราวกับทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ช่วงปีใหม่มีผู้คนมากมายหลั่งไหลมาจึงคึกคักเป็นอย่างยิ่งคณะทูตที่เดินทางมาจากตะวันตก ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักจะพักอยู่ที่นี่ราวสองสามเดือนเพื่อซื้อผ้าไหม ใบชา เครื่องเคลือบดินเผา หนังสือ ฯลฯ มากมายนับไม่ถ้วนก่อนจะจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ฮ่องเต้ราวกับทอดพระเนตรเห็นขบวนรถขบวนม้า หรือขบวนอูฐที่คดเคี้ยวทยอยออกจากเมืองไปยังเส้นขอบฟ้าอันไร้ขอบเขต และมีกลุ่มคนขนาดใหญ่ไหลทะลักเข้ามายังเมืองหลวงราวกับกระแสน้ำ
อาณาจักรที่พระองค์ปกครองนั้นเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง และมีอำนาจ ซึ่งพระองค์รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก ตลอดหลายสิบปีที่ขึ้นครองราชย์พระองค์คงไม่ได้ทำให้บรรพบุรุษผิดหวังดินแดนหลายหมื่นลี้นี้ไม่เคยเสียที่ดินไปแม้แต่น้อย และเงินในท้องพระคลังก็เพิ่มขึ้นทุกปีพระองค์คือฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องที่ทุกคนยกย่องตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือการเลือกมกุฎราชกุมารที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมือง เพื่อให้ประชาชนมีจักรพรรดิผู้ปรีชาสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอำนาจจักรพรรดิมั่นคงนิรันดร์ บ้านเมืองคงอยู่ตลอดไป
เมื่อครุ่นคิดมาถึงตรงนี้พระองค์ก็เปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญและภาคภูมิ ก่อนจะหันกลับมาตรัสกับหัวหน้าขันทีว่า “เรียกซูตงเฉินเข้าวังมาเดี๋ยวนี้”
ซูตงเฉินที่กำลังทำภารกิจจัดการฝึกทหารอยู่ที่ค่ายทหารซีซานอันห่างไกลเมื่อได้รับคำสั่งจึงเปลี่ยนจากชุดทหารเป็นชุดขุนนาง และขี่ม้าด้วยความรวดเร็วเพื่อเข้าวังหลวงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ห้องทรงงาน
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรซูตงเฉินที่กำลังคุกเข่าโขกศีรษะบนพื้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงเย็นชาว่า “เจ้ารู้โทษหรือไม่?”
ซูตงเฉินก้มศีรษะแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมรู้โทษพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงเรียบเฉย “เจ้ากระทำความผิดสิ่งใดหรือ? ”
ซูตงเฉินกล่าวอย่างใจเย็นว่า “หลอกลวงฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พลันโกรธเกรี้ยวพระองค์หยิบที่ทับกระดาษเลือดไก่แข็งรูปมังกรไร้เขาคู่ที่อยู่บนโต๊ะและเขวี้ยงใส่เขาซูตงเฉินไม่ได้หลบ ที่ทับกระดาษหนักๆ ไม่โดนศีรษะของเขา ทว่ากระแทกบนไหล่แล้วร่วงลงไปซูตงเฉินเอามือรับไว้เพราะเกรงว่าของตกแต่งล้ำค่าชิ้นนี้จะตกลงสู่พื้นจนได้รับความเสียหาย
ฮ่องเต้ตกพระทัยเล็กน้อยพลางตรัสเยาะเย้ย “เจ้าคิดว่าการที่เจ้าเลี้ยงจ้งเอ๋อร์มาจะสามารถชดใช้ความผิดได้ทั้งเรายังต้องซาบซึ้งต่อเจ้าใช่หรือไม่? ”
ซูตงเฉินโค้งคำนับ “กระหม่อมไม่กล้าคิดฝันเช่นนั้น เพียงแต่ในตอนนั้นทูลกระหม่อมได้มอบความไว้วางพระทัยให้กระหม่อมกระหม่อมจึงไม่กล้าละเลย แม้ร่างกายของกระหม่อมต้องแหลกละเอียดก็นับเป็นเรื่องเล็กการรับผิดชอบต่อสิ่งที่รัชทายาทฝากฝังถือเป็นเรื่องใหญ่กระหม่อมรู้ว่าตนเองกระทำผิด ไร้ข้อโต้เถียง ฝ่าบาทโปรดลงโทษ”
ความโกรธของฮ่องเต้ลดลงพระองค์ทอดพระเนตรซูตงเฉินอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตรัสถามด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “จริงหรือไม่ หากเราไม่ถาม เจ้าก็จะปิดปากเงียบตลอดไป? ”
ซูตงเฉินยืดตัวตรงและมองพระพักตร์ฮ่องเต้ “หลังจากกระหม่อมกลับมาถึงเมืองหลวง กระหม่อมต้องการพูดอยู่ตลอดเวลา ทว่าไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอย่างไรเพื่อให้ได้รับความไว้วางพระทัยจากฝ่าบาทกระหม่อมอายุน้อยไม่ค่อยรู้ความ จึงกังวลว่าหากพูดออกไป จ้งเอ๋อร์จะได้รับอันตรายถึงชีวิตรัชทายาททรงไว้วางพระทัยกระหม่อมมากจึงฝากฝังไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ หากต้องตายเป็นหมื่นๆครั้ง กระหม่อมก็ไม่ปฏิเสธ ทว่าไม่กล้ากระทำอันใดที่เป็นการทำร้ายจ้งเอ๋อร์ ดังนั้นกระหม่อมจึงไม่กล้าบอกผู้ใดและยิ่งไม่กล้าขอให้ผู้ใดมาช่วยตัดสินใจ แม้กระทั่งบิดาของกระหม่อมก็ยังไม่รู้เช่นนี้จึงได้ล่าช้าจนเวลาล่วงเลย กระหม่อมมีความผิด” เขาพูดพลางโขกศีรษะอีกครั้งด้วยท่าทีเหมาะสม
เมื่อฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นว่าเขาดูซื่อสัตย์และยุติธรรมใจกว้างและตรงไปตรงมา ไม่หลบเลี่ยง ไม่โยกโย้ ความโกรธในพระทัยจึงค่อยๆ บรรเทาลง พลางตรัสอย่างเย็นชาว่า “ยืนขึ้นและนั่งลงเถิด”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เมื่อซูตงเฉินรู้ว่าความยากลำบากผ่านไปแล้วจึงแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะลุกขึ้นถือที่ทับกระดาษมาวางบนโต๊ะด้วยความนอบน้อมและนั่งลงอีกฝั่ง
ฮ่องเต้หยิบที่ทับกระดาษขึ้นมาหมุนเล่นพระองค์จ้องมองด้วยพระเนตรเฉียบคมครู่หนึ่งแล้วจึงตรัสถาม “เด็กคนนั้นชื่อซูอวี้จ้ง? ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ซูตงเฉินพยักหน้า สายตาของเขาบริสุทธิ์และจริงใจ “ตอนนั้นกระหม่อมคิดว่า หากพระราชนัดดาของฮ่องเต้กลับไปหาบรรพบุรุษตนเองไม่ได้ตลอดชีวิตก็จะให้เขาเป็นเพียงบุตรชายของกระหม่อมตลอดไป หากเป็นบุตรของภรรยาเอก ในอนาคตย่อมต้องเข้าสู่สนามรบอย่างแน่นอนซึ่งมันอันตรายเกินไป ด้วยเหตุนี้กระหม่อมจึงให้เขาเป็นบุตรชายคนเล็กของภรรยาเอกแทนเขาชอบอ่านตำรา หากต้องการภาพวาดตัวอักษรที่มีชื่อเสียงซึ่งมีอยู่เพียงชิ้นเดียวหรือแบบปรับปรุงกระหม่อมก็หามาให้ได้ ภายหลังเมื่อเขาเติบโตขึ้น กระหม่อมจะมอบทรัพย์สินส่วนตัวจำนวนมากให้เป็นชื่อของเขาเพื่อรับประกันว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความกังวล อยู่ดีกินดีไปชั่วชีวิต”
ก่อนที่จะเรียกซูตงเฉินมาพบฮ่องเต้รับสั่งให้บ่าวรับใช้ในวังที่อยู่ปรนนิบัติในห้องทรงงานทั้งหมดออกไป และเหลือทิ้งไว้เพียงผู้บัญชาการองครักษ์เงาที่คอยแอบคุ้มกันด้วยเหตุนี้ตอนที่ทั้งสองคนพูดคุยกันจึงไม่มีเรื่องที่ต้องห้ามจนเกินไป
เมื่อได้ยินว่าซูตงเฉินพิจารณาอย่างรอบคอบและจัดการอย่างเหมาะสมความโกรธเกรี้ยวในพระทัยของฮ่องเต้จึงมลายหายไป ซูตงเฉินเป็นสุภาพบุรุษที่จริงใจเป็นแม่ทัพที่กล้าหาญ การที่หลานชายของพระองค์มีบิดาที่รักใคร่และมีอาจารย์ที่เข้มงวดเป็นแบบอย่างเช่นนี้ถือว่าไม่เลวจริงๆ ทว่าพระองค์หาได้แสดงความพอพระทัยออกมา ตรงกันข้ามกลับทรงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หลานชายคนโตของเรา บุตรของพระชายาเอกแห่งรัชทายาท นึกไม่ถึงว่าจะถูกเลี้ยงดูในฐานะบุตรคนเล็กของภรรยาเอกเจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก”
ซูตงเฉินยิ้มแหย “กระหม่อมไม่มีทางเลือก ตอนนั้นเพียงคิดว่าในครอบครัวของกระหม่อมไม่สงบ การเป็นบุตรภรรยาเอกของกระหม่อมเกรงว่าจะเป็นเสี้ยนหนามตำใจใครบางคนเช่นกันหากกลับมาเมืองหลวง ส่วนใหญ่จะต้องได้รับความไม่เป็นธรรม ดังนั้น… จึงไม่ได้ไตร่ตรองมากนัก”
“อืมเรารู้ว่าเจ้ามีแม่เลี้ยงที่เยี่ยมยอด” ฮ่องเต้ยิ้มเยาะแล้ววางที่ทับกระดาษลง “ตอนนี้เร็วเกินกว่าจะพูดอันใด เราจะจัดการนัดพบเด็กคนนั้นหากเขาเป็นหลานชายของเราจริง เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
“กระหม่อมรับคำสั่ง” ซูตงเฉินประสานมือคำนับ
ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ “ในวาระสุดท้ายของชีวิต รัชทายาททรงไว้วางใจเจ้า สุดท้ายเขาก็ไว้ใจคนไม่ผิด”
ซูตงเฉินขอบตาแดงก่ำ “กระหม่อมเกลียดตนเอง… ที่ตอนนั้นไม่ได้อยู่ข้างกายทูลกระหม่อม”
ฮ่องเต้อารมณ์อ่อนไหวเป็นอย่างมาก “ใช่แล้ว เราก็เกลียดตนเองเช่นกัน”
ทั้งสองต่างพูดไม่ออกหลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ก็ระงับอารมณ์แล้วตรัสอย่างสง่า “เจ้าไปเถิด ปกป้องจ้งเอ๋อร์ให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ” ซูตงเฉินลุกขึ้นคำนับแล้วถอยหลังออกไปด้วยความนอบน้อม
หลังออกมาจากพระราชวังซูตงเฉินไม่ได้กลับไปที่ค่ายทหารซีซาน ทว่ากลับไปที่จวนอันกั๋วกงเมื่อพบผู้เป็นบิดา เขาก็เดินไปที่ศาลาที่สวนภูเขาเทียมโบกมือไล่บ่าวรับใช้ที่อยู่ปรนนิบัติ เมื่อเห็นว่ารอบด้านไร้ผู้คนแล้วจึงกระซิบบอกตัวตนที่แท้จริงของซูอวี้จ้งให้บิดาฟัง
อันกั๋วกงตกใจดวงตาเบิกโพลง “นี่… นี่… นี่คือเรื่องจริงหรือ?”
“เป็นเรื่องจริงฝ่าบาททรงทราบแล้วเช่นกัน” ซูตงเฉินเอ่ยเสียงเบา “เมื่อครู่ฝ่าบาทเรียกให้ลูกเข้าวังไปเพื่อสอบถามเรื่องนี้ลูกจึงรายงานต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมด”
อันกั๋วกงเดินไปเดินมาในศาลาในใจรู้สึกไม่เป็นสุข “นี่… จ้งเอ๋อร์…ไม่สิ… พระราชนัดดาของฮ่องเต้”
ซูตงเฉินรีบเอ่ยขัดบิดาของตนเอง “ท่านพ่อ อยู่ในจวนเรียกเขาว่าจ้งเอ๋อร์เถิด”
“ใช่” อันกั๋วกงพยักหน้าแล้วหยุดฝีเท้า พยายามสงบอารมณ์ที่เดือดพล่านผ่านไปครู่ใหญ่จึงกล่าวว่า “แล้วตอนนี้… ฝ่าบาททรงว่าอย่างไร? ”
ซูตงเฉินลดเสียงลง “ฝ่าบาทจะจัดการนัดพบจ้งเอ๋อร์ แล้วค่อยคุยเรื่องนี้ภายหลัง”
อันกั๋วกงสงบลงแล้ว “ดี พวกเรารับฟังทุกพระประสงค์ จวนอันกั๋วกงจงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคนเรื่องนี้มีคุณงามความดี ไม่มีความผิด ฝ่าบาททรงพระปรีชา ต้องไม่ลงโทษเจ้าอย่างแน่นอน”
ซูตงเฉินแย้มยิ้ม “ขอรับ ท่านพ่ออย่าได้กังวล ลูกเข้าใจ”