หลายวันต่อมา
ตอนนี้ฉันย้ายกลับมาอยู่บ้านของกวินเหมือนเดิมแล้ว แต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คงจะเป็กวินั้แ่ฉันกับเขาคืนดีกัน กวินก็คอยเอาอกเอาใจฉัน คอยไปรับไปส่งฉันที่ทำงานทุกวัน
ส่วนคุณหญิงรัตนาแม่ของกวิน่นี้ก็ออกงานการกุศลเลยไม่ค่อยได้มาวุ่นวายอะไรกับฉันมากนัก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่สามีก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปท่านยังคงไม่ชอบหน้าฉันและยังคงอยากให้ฉันหย่ากับกวิน
“ผู้จัดการค่ะ ตอนนี้โต๊ะไม่พอฉันจะให้คนไปเอาโต๊ะสำรองออกมาวางเพิ่มนะคะ”
นาบีพนักงานในร้านรีบเดินเข้ามารายงานอย่างรีบร้อน ตอนนี้ฉันมาทำงานเป็ผู้จัดการและเป็หุ้นส่วนของร้านคาเฟย์ขนมหวาน ที่ชื่อว่า “Dream Desserts”
หลายวันมานี้ยุ้งเื่การตกแต่งและสัมภาษพนักงานที่เหมาะจะมาช่วยงานที่ร้านจนหัวหมุนไปหมด และดูเหมือนว่าทุกอย่างก็เริ่มจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้นแล้ว
“ได้ จัดการเลย”
ฉันยืนอยู่เค้าเตอร์คอยช่วยเด็กๆ ในร้านรับออเดอร์และจัดการบิลชำระเงิน ด้วยทำเลย์และเมนูของหวานที่ฉันคิดค้นมากับมือ
ทำให้ร้านนี้กลายเป็ร้านที่มีคนนิยมเข้ามากที่สุดภายใน่เวลาสั้นๆ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็ลูกค้านักเรียนนักศึกษาที่อยู่ใกล้กับร้านคิดถูกจริงๆ ที่เลือกเปิดร้านในย่านนี้
กริ่ง ๆ
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น หญิงสาวในชุดเดรสสีสันแสบตาเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับสวมแว่นกันแดด เธอค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดที่สวมอยู่ออกเผยให้เห็นใบหน้าที่อยู่ใต้แว่นกันแดดนั้น
“ยัยหมวย!” ฉันอุทานเรียกชื่อออกมาในทันทีที่เห็นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น ยัยหมวยหันมายิ้มให้ฉันจนตาแทบปิด
“ฮายเพื่อนสาว โอโหร้านไปได้สวยเลยนะเนี่ยคนเยอะมาก”
“ไปไงมาไงเนี่ย วันนี้ไม่เข้าบริษัทเหรอ”
“เข้า แต่ฉันหนีมา พี่มาวินใช้งานฉันโหดมาก เอกสารกองเท่าูเา ขืนฉันยังนั่งทำงานอยู่ในบริษัทต่อไป มีหวังร่างกายฉันคงเหี่ยวเฉา"
“ฮ่า ๆ แกเนี่ยนะไม่รู้จักโต นั่งก่อนสิเดี่ยวฉันให้เด็กเอาของหวานไปให้ ถ้าฉันเคลียตรงนี้เสร็จจะเดินไปคุยด้วย”
“ได้ ขอชีสเค้กสตอเบอร์รี่นะ”
“ได้เดี่ยวจัดไปให้จ๊ะ” ยัยหมวยเดินไปหาที่นั่งมุมนึงของร้านอย่างว่าง่าย
3 ชั่วโมงผ่านไป
“โอโห รากฉันงอกแล้วเนี่ยยัยเพื่อนบ้าให้นั่งรอนานมาก” ยัยหมวยบ่นทันทีที่เห็นฉันเดินเข้ามาหา
“ขอโทษทีคนเยอะและตอนนี้คนที่ร้านก็ยังไม่พอ ฉันเลยต้องอยู่ช่วยงานที่เค้าเตอร์ก่อนน่ะ”
“รู้หรอกยะ ที่จริงดูแกทำงานก็เพลินดี มันทำให้ฉันนึกอยากจะทำอะไรเป็ของตัวเองบ้าง”
“อย่าเลยแกมีธุรกิจของที่บ้านต้องดูแลจะมาดิ้นรนทำอะไรแบบนี้ทำไมกัน”
“พอฉันเห็นแกได้ทำงานที่ตัวเองชอบ แล้วแกมีความสุข มันทำให้ฉันรู้สึกอิจฉาขึ้นมา น่ะสิ แกดูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้แกดูอมทุกข์เอามากๆ ฉันในตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากทำอะไรหรือชอบอะไร ถ้าได้รู้สึกอะไรแบบนั้นสักครั้งคงจะดีไม่น้อย”
“คงเพราะก่อนหน้านี้ฉันทุ้มเทให้กับชีวิตครอบครัวมากเกินไป จนฉันเริ่มเสียการเป็ตัวเอง เสียอิสระ เสียความสุขไป ตอนนี้ฉันอยากทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง ซึ่งผลที่ออกมาก็ดีมากจนฉันคิดว่า ฉันคิดถูกแล้ว”
“แล้วตอนนี้แกกับกวินเป็ยังไงกันบ้าง”
"ทุกอย่างก็ถือว่าดี กวินใส่ใจและดูแลฉันมากขึ้น แต่ไม่รู้ทำไมฉันรู้สึกว่านี้มันไม่ใช่ตัวของเขา ฉันไม่อยากให้เขาต้องฝืนทำอะไรที่ไม่เป็ตัวเองเพราะฉัน”
“ชีวิตครอบครัวนี้ไม่ง่ายเลย เห็นคู่แกเป็แบบนี้ทำเอาฉันไม่กล้าที่จะแต่งงาน”
“ชีวิตคู่เป็เื่ของคนสองคน แกอย่าพึ่งตัดสินความรักเพียงเพราะเห็นคู่ฉันเป็ตัวอย่าง บางทีแกอาจจะเจอคู่ที่เข้ากับแกได้ดีกว่าฉันก็ได้”
“หมวยหนีงานมาอยู่นี้เองนะเรา” ระหว่างที่ฉันกับหมวยกำลังนั่งคุยกันอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้นมาจากข้างหลัง
“พี่ใหญ่มาได้ไงค่ะเนี่ย” ยัยหมวยมีท่าทีใที่เห็นพี่มาวินมาปรากฏตัวอยู่ที่นี้
“พี่ก็มาตามเธอกลับไปทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จน่ะสิ”
“โหพี่ ขอฉันพักครึ่งวันไม่ได้เหรอไหนๆ พี่ก็ออกมาแล้วมาลองชิมเค้กฝีมือต้นอ้อสักหน่อยสิ เค้กที่ยัยอ้อทำอร่อยทุกอย่างเลยนะ” ยัยหมวยทำเสียงออดอ้อนพร้อมกับส่งสายตามาทางฉันหวังจะให้ฉันช่วยพูด
“ไหนๆ ก็มาแล้ว ลองชิมสักหน่อยนะคะพี่มาวิน” ฉันช่วยพูดเสริม เพื่อนรักขอความช่วยเหลือจะไม่ช่วยก็คงจะไม่ได้
“ถ้าอ้อขอร้องพี่แบบนี้ พี่ก็คงปฏิเสธไม่ลง” พี่มาวินพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เขายิ้มกว้างสะจนเห็นรอยรักยิ้มที่อยู่มุมปากของเขา ดูยังไงก็เป็ผู้ชายที่มีเสน่ห์มากจริงๆ ใครเห็นก็คงจะตกหลุมรักเขาได้ง่ายๆ
“ให้มันน้อยๆ หน่อย ทีน้องพูดพี่ใหญ่กลับไม่สนใจ พอต้นอ้อพูดนี้ตัวอ่อนเชียวนะ” ยัยหมวยแสร้งทำเป็งอน
“นั้นก็เพราะต้นอ้อน่ารักกว่าเธอยังไงละ” พี่มาวินเอ่ยชมฉันซึ่งๆ หน้าแบบนี้เลยเหรอ
"พี่มาวินล้อเล่นเกินไปแล้ว เดี่ยวอ้อไปเอาของหวานเมนูพิเศษของร้านมาให้ชิมนะคะ”
พูดจบฉันก็รีบลุกขอตัวไปเอาของหวานมาให้พี่มาวินในทันที ขืนอยู่ต่ออุณหภูมิในร่างกายคงสูงปี๊ดทะลุเพดาน ถึงฉันจะเป็สาวที่แต่งงานแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีภูมิต้านทานคนหล่อสักหน่อย แล้วยิ่งกับคนหล่อที่สุภาพและดีอย่างพี่มาวินแล้วใครจะทนไม่เขินไหว
“ฮ่า ๆ ยัยอ้อเขินจนหนีไปแล้ว พี่ใหญ่จะจีบก็ให้มันน้อยๆ หน่อยเดี่ยวสามีเขามาได้ยินจะเป็เื่เอา” หมวยพูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“หมวยก็รู้ว่าพี่ชอบอ้อมานานแล้วแต่แค่ไม่มีโอกาส” มาวินพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง
“แต่ยัยอ้อแต่งงานแล้ว พี่ก็ต้องระวังท่าทีหน่อยหนูไม่ได้กลัวพี่จะมีเื่กับสามีเขา แต่หนูกลัวอ้อจะเดือดร้อนไปด้วย ยังไงถ้าให้เลือกระหว่างพี่กับกวิน หนูก็ต้องเลือกเชียร์พี่อยู่แล้วแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา”
“พี่เข้าใจแล้วหน่า หยุดพูดได้แล้ว อ้อมานู้นแล้ว” ฉันเดินถือจานขนมหวานเมนูสุดพิเศษมาวางตรงหน้าพี่มาวินอย่างระมัดระวังก่อนจะแนะนำเมนูและเล่าถึงแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เมนูนี้ให้เขาฟัง
“เค้กชิ้นนี้มีชื่อว่าบลูสกายค่ะ ได้แรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้าและสายน้ำของคลื่นทะเล สีสันต์ที่ได้เลยคล้ายกับสีของท้องฟ้าสีครามและเกลียวคลื่นของน้ำทะเล"
“หน้าตาหน้าทานมากครับ ตกแต่งออกมาได้สวยมากๆ” พี่มาวินหยิบช้อนขึ้นมาตักชิ้นเค้กเข้าปาก ก่อนจะยิ้มจนเห็นรักยิ้มที่มุมปาก ดูเหมือนว่าเขาจะชอบนะ ดีใจจัง
“เป็ไงค่ะรสชาติถูกใจหรือเปล่า” ฉันนั่งลงข้างๆ เขา รู้สึกลุ้นสุดๆ ว่าเค้กที่ฉันตั้งใจทำจะถูกใจพี่มาวินหรือเปล่า
“อร่อยมากเลยครับสมกับชื่อที่อ้อตั้ง พอกินเข้าไปแล้วทำให้นึกถึงท้องทะเลที่สวยงามทำให้หลงใหลในเค้กชิ้นนี้เลยละ”
พี่มาวินยิ้มให้ฉันอีกครั้ง ใบหน้าที่ดูมีความสุขของเขาทำให้ฉันเกิดใจเต้นเร็วขึ้นมา ฉันรีบดีดตัวลุกจากเก้าอี้ที่นั่งข้างเขา เปลี่ยนไปนั่งข้างยัยหมวยแทน ยัยหมวยได้แต่มองตามการกระทำของฉันแล้วก็อมยิ้มอยู่คนเดียว ยัยนี้คงไม่ได้คิดไกลไปไหนต่อไหนหรอกนะ
“ฮ่า ๆ ถึงกับลุกหนีพี่เลยเหรอครับเนี่ย” พี่มาวินแซว
“เปล่านะคะ ก็แค่….” ฉันจะกล้าพูดออกไปได้ไงว่าฉันกำลังเขินและแอบหวั่นไหวกับท่าทีของเขาน่ะ
“อะแฮ่ม ๆ ทำไมจู่ ๆ หนูก็กลายเป็ส่วนเกินละค่ะ พี่ใหญ่รีบกินเข้าต้องกลับบริษัทแล้วเมื่อกี้เลขาฉันส่งข้อความมาเตือนให้เตรียมกลับไปประชุม” ยัยหมวยเอ่ย
“โอเค งั้นเราก็กลับกันขอบคุณสำหรับเค้กนะครับไว้พี่จะมาอุดหนุนที่ร้านบ่อยๆ”
พี่มาวินหันไปพูดกับยัยหมวยก่อนจะหันกับมาพูดกับฉัน ฉันพยักหน้ารับคำก่อนจะโบกมือให้เด็กๆ ในร้านมาเก็บจานที่โต๊ะ
“งั้นฉันกับพี่ใหญ่ไปก่อนนะไว้จะมาหาใหม่” ยัยหมวยเดินเข้ามาโอบกอดฉันอย่างอบอุ่น
“ได้ขอบใจนะ ว่างๆ ก็มาหาฉันบ่อยๆ” ฉันกอดตอบยัยหมวยอย่างอบอุ่นเช่นกัน
“ไว้ครั้งหน้าพี่จะมาอุดหนุนเค้กที่ร้านอีกนะครับน้องอ้อ” พี่มาวินพูดขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ฉัน
“ค่ะ พี่มาวิน”
ฉันยิ้มตอบให้กับเขาเช่นกัน ทั้งสองคนพากันเดินออกไปจากร้าน อีกไม่กี่นาทีก็ใกล้เวลาปิดร้านแล้วพอดี ฉันเองก็ควรกลับไปทำงานของตัวเองแล้วเช่นกัน