ซือเฟิงหลงมองกระบี่ดิบที่ตีขึ้นรูปเสร็จแล้วทั้งห้าเล่มบนโต๊ะใบกระบี่ยังคงเป็สีดำคล้ายตีไล่สิ่งแปลกปลอมออกไม่หมดเด็กน้อยขมวดคิ้วอดถามขึ้นมาไม่ได้
“ท่านพ่อเหตุใดกระบี่พวกนี้ยังมีสิ่งแปลกลอมอยู่เล่าขอรับ กระบี่ที่ท่านตีก่อนหน้านี้ใบกระบี่วาวใส คมบางราวปีกจั๊กจั่น”
ซือคงเก็บกระบี่แต่ละเล่มเข้าฝักก่อนจะมัดกระบี่ทั้งห้าเล่มเข้าด้วยกัน แล้วผูกไขว้ไว้บนหลังเพื่อสะดวกสำหรับเดินทาง
“นี่ยังไม่เสร็จหรอก...กระบี่นี้จะถูกนำไปหลอมต่อโดยผู้ฝึกตน” ซือคงอธิบายเสียงอ่อนโยน มือใหญ่ลูบเบาๆที่ศีรษะน้อยๆ ของบุตรชาย
ดวงตาของเด็กน้อยเปล่งประกาย “ผู้ฝึกตน?”
ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ประกายในแววตาคู่นั้นค่อยๆ จางลง “ท่านพ่อส่งสินค้ารอบนี้แล้วจะสอนข้าตีกระบี่ใช่หรือไม่”
ซือคงมองมือเล็กผอม ที่ลูบค้อนขนาดย่อมซึ่งเขาเคยทำไว้ให้บุตรชายฝึกตีของเล็กๆน้อยๆยามนี้เมื่อมองดูอย่างตั้งใจจึงพบว่าบุตรชายทั้งผอมทั้งแดงคล้ำจากการถูกอบรมข้างเตาหลอมจู่ๆ ก็รู้สึกแปลบในอก
เขาถอนใจยาว เอ่ยถาม “ลูกคงได้ยินแล้วว่าจะมีคนจากสำนักศึกษาเซียนมาคัดเลือกเด็กลูกอยากไปหรือไม่?”
เฟิงหลงยิ้มใส่ตาบิดาตอบอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ข้าคงไม่มีพร์หรอกได้ยินว่าเด็กที่พอจะบ่มเพาะได้ ต้องมองเห็นความพิเศษั้แ่หกขวบ ข้าจะสิบขวบแล้วยังไม่เห็นความพิเศษใดเลย ท่านพ่อวางใจเถิด วาสนาไม่ใช่ของข้า ข้าเข้าใจดีเป็เฒ่าแก่โรงตีเหล็กก็ถือเป็อาชีพมีเกียรติ”
ซือคงยิ้มบางทว่ารอยยิ้มของเขากลับดูเศร้าโศก มือใหญ่ลูบไหล่บาง “ดูแลแม่เ้าให้ดีวันนี้นางไม่สบาย”
“ขอรับท่านพ่อ เดินทางดีๆ นะขอรับ!”
เฟิงหลงเดินตามเงาหลังของบิดาไปจนลับตาเสียงไอของมารดาดังขึ้น เด็กน้อยจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนใหญ่
“ท่านแม่ ท่านอยากได้อะไรบอกข้าข้าจะหยิบให้ท่านเอง”
“เสี่ยวหลง รอก่อน แม่จะไปทำกับข้าวให้ลูกเดี๋ยวนี้”เสียงของจูซื่อดังแหบแห้ง นางพยายามจะลุกจากเตียง
ั้แ่จำความได้ซือเฟิงหลงได้เห็นมารดาเจ็บป่วยทุกสิบวันครึ่งเดือน ด้วยเหตุนี้เงินทองที่หาได้จากการตีเหล็กทำอาวุธจึงถูกใช้ไปกับการซื้อยามารักษามารดาเขาจึงไม่รู้สึกว่าการทิ้งโอกาสในการเข้าเรียนในสำนักศึกษาเซียนเป็เื่น่าเสียดาย
เขาอยากให้มารดาหายดีมากกว่า
เด็กชายพยุงมารดากลับไปนั่งพิงหัวเตียงพลางกล่าว “ท่านแม่ไม่ต้องกังกลไปท่านพ่อทำข้าวต้มไว้ให้แล้ว ข้าเป็คนทำผัดผักตอนเช้ามืดท่านพ่อขึ้นเขาไปหาไก่ป่ามาได้สามตัวจึงนำมาตุ๋นน้ำแกงไว้ให้ท่านแม่ตัวหนึ่ง ท่านดื่มหน่อยนะ”
เด็กน้อยยกถาดใส่ถ้วยน้ำแกงจากโต๊ะกลางห้องมาวางบนเตียงค่อยๆ คนเป่าจนอุ่นพอดีแล้วป้อนมารดา จูซื่อยิ้มบางมองใบหน้าเล็กๆ ผอมคล้ำดวงตาก็แสบร้อนจนต้องกระพริบตาถี่
“แม่กินเองดีกว่า เสี่ยวหลงคงเหนื่อยมาทั้งเช้าแล้วจะไปเล่นกับเพื่อนก็ได้นะลูก”
ซือเฟิงหลงหลุบตาลง เอ่ยเบาๆ“ข้าจะอยู่ดูแลท่านแม่ ออกไปก็ไม่มีเพื่อนเล่น อยู่ทำความสะอาดบ้านยังดีกว่า”
จูซื่อสะอึกอึ้งนางมองท่าทางบุตรชายอย่างละเอียด ก็พอจะเดาเื่ราวได้
แม้นางจะไม่พูดแต่ชาวบ้านคงเล่าลือไปทั่วแล้ว เห็นลูกบ้านอื่นได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวแต่ตนเองกลับต้องสละโอกาสอันหาได้ยากนี้ เขาจะเ็ปใจมากเพียงใด
จูซื่อวางถ้วยน้ำแกงลงบนถาดดึงมือผอมแห้งของบุตรชายมากุมแล้วต้องขมวดคิ้ว
ดูสิ! เด็กกำลังโตแท้ๆ กลับผอมไม่ต่างจากปลาแห้ง
“ถ้าลูกอยากไปร่วมการคัดเลือกก็ไปถึงเราจะไม่มีเงินจ่ายค่าเรียนแต่อาจจะได้รู้ว่าลูกมีพร์แบบใด ค่อยหาวิธีในอนาคต”
“ท่านแม่ข้าไม่เป็อะไรจริงๆเชื่อข้าเถิด ข้าจะเป็ช่างตีเหล็กในตำนานเหมือนคงอวิ๋น[1]ให้ได้เลย”
จูซื่อหัวเราะเบาๆ “ลูกรัก คงอวิ๋นเป็ตำนานเซียนหลอมอาวุธหากเ้าอยากเหมือนคงอวิ๋น เ้าต้องฝึกบำเพ็ญเพียรนะ”
เฟิงหลงเกาศีรษะเขาไม่รู้จักตำนานนักสร้างอาวุธคนอื่น เวลาไปร้านอาวุธกับบิดาชื่อที่มักได้ยินคือคงอวิ๋น เขาจำได้ขึ้นใจ เพราะปรมาจารย์อาวุธผู้นั้นมีอักษรเดียวกับบิดานั่นเอง
“เช่นนั้น ข้าจะสร้างตำนานของตนเอง”
จูซื่อมองบุตรชายด้วยแววตาอ่อนโยนในห้องนอนอบอวลด้วยความรัก แต่แล้วก็มีเสียงะโดังขึ้นจากหน้าบ้าน
“จูซื่อหลัน![2] ข้ารู้ว่าเ้าอยู่ในนั้น ออกมาพบมารดาเ้าเดี๋ยวนี้”
เสียงนี้ทำให้ใบหน้าของจูซื่อซีดลงทันทีดวงหน้าเล็กๆ ของซือเฟิงหลงขรึมลงพอหันหลังให้มารดาดวงตาก็เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งเหมันต์ “ท่านแม่พักผ่อนเถิดขอรับข้าจะออกไปดูเอง”
“เสี่ยวหลง...”นางร้องเรียกพลางขยับตัวจะลงจากเตียงแม้จะดื่มน้ำแกงไก่แล้วแต่ยังคงไร้เรี่ยวแรงอยู่เช่นเดิม พอขยับตัวเร็วๆก็รู้สึกหน้ามืดจนต้องเอนหลังกลับไปพิงหัวเตียง
ใบหน้าขาวซีดแหงนเงยเล็กน้อยดวงตาปิดแน่น คิ้วโค้งกดลึก ริมฝีปากสั่นระริกจนต้องเม้มเอาไว้แน่น ได้ยินเพียงเสียงของบุตรชายดังแว่วมาจากห้องโถงซึ่งถูกกั้นด้วยบานประตูห้องนอนเพียงบานเดียว
“ท่านมาหาท่านแม่ข้าด้วยธุระใด”
ซือเฟิงหลงยืนขวางอยู่ตรงประตูไม้เก่าใบหน้าเล็กดำคล้ำจากไฟเตาหลอมขึงขัง
หญิงชราผู้หนึ่งยืนจังก้าอยู่หน้าลานร่างอ้วนใหญ่ ใบหน้าเหี่ยวย่น หางตาตกข้างกายมีบุรุษผอมแห้งและเด็กชายวัยสิบสองยืนเบียดอยู่
“จูซื่อหลัน!” เสียงแหบห้าวตวาดลั่น“ออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้ เ้าลูกเนรคุณ! ข้าสิที่อุตส่าห์เลี้ยงดูเ้ามาั้แ่เล็กวันนี้คิดว่าตัวเองเป็ฮูหยินช่างตีเหล็กแล้ว จะตัดญาติขาดมิตรได้อย่างนั้นหรือ!”
เฟิงหลงก้าวออกมาข้างหน้าเสียงเด็กน้อยแต่ท่าทางหนักแน่นเกินวัย “ท่านอย่ามาตะคอกมารดาข้า นางเจ็บป่วยอยู่ไม่สะดวกมาพบใครทั้งนั้น”
“เพ้ย!” หญิงชราถ่มน้ำลายลงพื้นทันที“ป่วยก็ให้มันป่วยตายไปเสีย จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลือง!โรงตีเหล็กนี่ก็ต้องตกเป็ของเจิ้นเอ๋อร์อยู่ดี”
เฟิงหลงเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเย็นเยียบแต่ยังตอบเสียงเรียบ “โรงตีเหล็กนี้คือหยาดเหงื่อแรงงานของท่านพ่อข้าไม่เกี่ยวอันใดกับท่าน”
หญิงชราตาแทบถลนชี้หน้าเด็กน้อยด้วยไม้เท้า “โอหัง! เด็กเวรเ้ายังไม่ทันสิ้นน้ำนมจากแม่ก็กล้าหือใส่ข้าถ้าไม่ใช่เพราะข้าเลี้ยงดูแม่เ้าแต่เล็ก นางคงไปตายข้างถนนแล้ว!ที่เ้ามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็คือบุญคุณของข้า!”
เฟิงหลงหัวเราะเย็นในลำคอ“ถ้าเรียกว่าบุญคุณก็คือการข่มเหง แย่งชิง แล้วตราหน้าว่าเนรคุณ...เช่นนั้นข้าขอคืนบุญคุณทั้งหมดให้ท่านวันนี้เลย จะไม่ติดค้างอีกต่อไป”
“เืเนรคุณเหมือนแม่เ้าไม่มีผิด!”หญิงชราสะบัดแขน มือกำไม้เท้าแน่น “ปากดีนัก ข้าจะยึดค่าเลี้ยงดูให้หมดถ้าไม่ให้ก็อย่าหวังจะมีบ้านอยู่! ถงเอ๋อร์ เจิ้นเอ๋อร์ไปค้นดูของมีค่า!”
สิ้นคำสั่งหญิงชรา สองพ่อลูกก็ไม่รอช้าวิ่งอ้อมไปทางด้านหลังของเรือนทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” ซือเฟิงหลงตะก้อนก้องสีหน้าโกรธแค้น
ทำอย่างไรดี หากข้าผละจากไปยายเฒ่าจะต้องบุกเข้าไปในห้องนอนท่านแม่แน่นอน
ขณะลังเลไม่รู้จะไปทางไหน เสียงเล็กๆของจูเจิ้นก็ดังมาจากครัวด้านหลัง
“ท่านย่าๆ ในครัวมีน้ำแกงไก่ด้วย”
“เ้าพวกผีหิวโหย! ห้ามแตะต้องน้ำแกงของแม่ข้านะ” เด็กชายะโไปทางหลังบ้าน แต่กลับปักหลักขวางประตูไว้ไม่ห่าง
“ท่านย่า! ข้าตักใส่โถมาหมดแล้วด้านหลังยังมีเนื้อแห้งกับไก่อีกสองตัว ท่านพ่อกำลังจับอยู่” ร่างของจูเจิ้นโผล่มาที่มุมกำแพงในอ้อมแขนอุ้มโถดินเผาใบหนึ่งมาด้วย
แม้แต่โถดินเผาใบนั้นก็เป็โถใส่โอสถของมารดา แต่เวลานี้มันว่างเปล่าเพราะยาหมดไปเมื่อวานด้วยเหตุนี้บิดาของเขาจึงรีบตีกระบี่ให้เสร็จเพื่อจะได้เข้าเมืองในวันนี้
ซือเฟิงหลงมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงฉานมือกำแน่นจนข้อนิ้วลั่นกร็อบ!
“ใครให้เ้าแตะต้องโถยาของแม่ข้าวางลงเดี๋ยวนี้!”
“เ้าหุบปาก! เจิ้นเอ๋อร์ทำดี มานี่เร็วหลานรัก” หญิงชรากวักมือเรียกน้ำเสียงอ่อนโยนเอ็นดู
“เ้าต่างหากที่ต้องหุบปาก ยายแก่!” เฟิงหลงด่าจบไม่รีรอก็รีบวิ่งเข้าไปแย่งโถน้ำแกงที่เด็กชายตัวโตอุ้มไว้
เด็กนามจูเจิ้น ตัวสูงมีเนื้อหนังมากกว่าแต่เรี่ยวแรงกลับสู้ซือเฟิงหลงที่ทำงานในโรงตีเหล็กทุกวันไม่ได้ยามรู้สึกว่ากำลังจะเพลี่ยงพร้ำจึงร้องขอความช่วยเหลือทันที “น้ำแกงข้า! ท่านย่าตีมัน ท่านพ่อ! ท่านพ่อมาช่วยข้าเร็ว!”
หญิงชราไม่รอช้ารีบก้าวเข้ามาใช้ไม้เท้าฟาดทันทีนางฟาดอย่างเมามันกระทั่งได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหลานชายจึงได้รั้งมือกลับ
จูเจิ้นปล่อยมือจากโถดินเผาเมื่อใดไม่รู้ตอนนี้กำลังนั่งกุมศีรษะปูดโนของตัวเองอยู่บนพื้น
“เจิ้นเอ๋อร์ ใครทำร้ายเ้า...”นางเงยหน้าขวับมา ดวงตาเบิกโพลงจนแดงฉาน
เฟิงหลงหัวเราะดังลั่น “เ้าตีเขาเองกับมือยายเฒ่าเ้าฟาดเขาเต็มแรงถึงสามครั้งทีเดียว”
หญิงชราโมโหจนเรือนกายสั่นเทิ้มกำลังบ่ายหน้าไปที่ประตู เสียงของบุตรชายก็ดังลั่นขึ้น
“ไฟไหม้แล้วๆ หนีเร็ว!”
ยามนั้นร่างผอมแห้งร่างหนึ่งก็วิ่งอ้อมหลังบ้านมาพร้อมไก่ป่าในอ้อมแขนสองตัวที่แขนยังมีพวงเนื้อแห้งห้อยมาด้วยอีกหลายพวง
กลิ่นไฟโชยมาตามลมควันดำโหมขึ้นเหนือหลังคา ซือเฟิงหลงสะท้านขึ้นทั้งร่างรีบวิ่งอ้อมไปยังลานหลังบ้าน พบว่าภายในครัวกำลังมีไฟลุกไหม้เขาวางโถน้ำแกงลงแล้วรีบไปตักน้ำจากโอ่งเพื่อดับไฟทันที
[1] คงอวิ๋น เมฆาในความว่าง
[2] จูซื่อหลัน = จูซื่อ คือหญิงสกุลซู มีนามว่าหลัน