เราสองคนเดินลัดเลาะกันมาได้สักพักใหญ่ ระหว่างทางผมพยายามจะชวนอลิสคุยและถามถึงจุดหมายปลายทาง แต่เธอกลับเลือกที่จะเงียบและทิ้งให้ผมสงสัยอยู่แบบนั้น
จนกระทั่งเธอมาหยุดฝีเท้าลงที่ร้านอาหารข้างทางเล็กๆ แห่งหนึ่ง มันซ่อนตัวอยู่ในซอยไม่ไกลจากโรงแรมที่เราเพิ่งเดินจากมา เป็นเพียงร้านตึกแถวบรรยากาศเป็นกันเอง
“ร้านนี้เหรอครับ...” ผมพึมพำพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างทึ่งๆ ไม่นึกว่าผู้หญิงมาดเนี๊ยบแบบอลิสจะพาผมมาที่นี่
“ค่ะ ร้านนี้แหละ ฉันมากับข้าวหอมบ่อยๆ” เธอหันมาตอบผมหน้าตาย
“ผมถามตั้งนาน เพิ่งจะมาตอบเนี่ยนะ...” ผมแสร้งบ่นเสียงเรียบแบบไม่ใส่อารมณ์
ทว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรต่อ เสียงทักทายอย่างอารมณ์ดีจากเจ้าของร้านก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน “เอ้า! หนูอลิส วันนี้พาแฟนมาด้วยเหรอจ๊ะ มาๆ... นั่งก่อนสิลูก”
คำว่า แฟน ทำเอาบรรยากาศรอบตัวเราสองคนเงียบกริบไปชั่วขณะ ผมเหลือบไปมองอลิสที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มทำตัวไม่ถูก
จากนั้นก็หันไปทางต้นเสียงด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มกว้างทันที เมื่อเห็นว่าต้นเสียงมาจากคุณยายท่าทางใจดีคนหนึ่งที่ดูมีอายุพอสมควร ผมตัดสินใจตามน้ำและรีบชิงเอ่ยทักทายก่อนที่อลิสจะมีโอกาสได้ปฏิเสธ
“สวัสดีครับคุณยาย... วันนี้มีอะไรกินบ้างครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มหวานพลางก้าวเดินเข้าไปหาคุณยายที่หน้าร้าน ทิ้งให้อลิสยืนอึ้งอยู่ข้างหลังกับประโยค ทักทายคุณยาย ที่ดูเหมือนท่านจะเข้าใจผิดไป
“ก็เหมือนๆ เดิมแหละ” คุณยายตอบพลางยิ้มละมุน ก่อนจะหันไปหยอกอลิสต่อ “มีแฟนตาดีขนาดนี้ก็ไม่บอกยายเลยนะหนูอลิส”
“ไม่ใช่...” อลิสรีบอ้าปากพยายามจะทักท้วงเพื่อกู้สถานการณ์คืน แต่ผมไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไปง่ายๆ จึงรีบพูดแทรกขึ้นทันที
“ขอบคุณครับยาย... แฟนผมเขาก็สวยเหมือนกันแหละครับ ยายว่าไหม?” ผมพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ดูมีความสุขที่สุดในโลกไปให้คุณยาย ทิ้งให้อลิสยืนอ้าปากค้าง จ้องมองผมด้วยสายตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ
ไม่กี่นาทีต่อมา ผมกับอลิสก็มานั่งลงที่โต๊ะริมร้านซึ่งตั้งอยู่ห่างจากถนนเพียงไม่กี่เมตร แสงไฟสลัวจากร้านยามคำคืนและบรรยากาศรอบข้างที่มีผู้คนนั่งคุยกันประปรายทำให้ที่นี่ดูไม่เงียบเหงาจนเกินไป แต่ก็ยังมีความเป็นส่วนตัวพอที่จะให้เราได้คุยกัน
อลิสนั่งลงฝั่งตรงข้ามพลางจ้องหน้าผมเขม็ง แววตาของเธอเหมือนอยากจะดุผมเรื่องที่ไปเนียน กับคุณยายเมื่อครู่ เธอเม้มปากแน่นเหมือนพยายามกลั้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
และไม่กี่วินาจากนั้นในที่สุดเธอก็ยอมเปิดปากพูดออกมา หลังจากปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่พักหนึ่ง อลิสถอนหายใจพลางส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา “คุณนี่พูดอะไรก็ไม่รู้... เห็นไหม ยายเข้าใจผิดเลย”
แม้คำพูดของเธอจะฟังดูเหมือนดุ แต่ผมกลับสังเกตเห็นริ้วแดง ๆ ที่พาดผ่านนวลแก้มใสจนเกือบถึงใบหู
“เป็นแฟนกันสักวัน... จะเป็นไรไปล่ะครับ” ผมพูดโพล่งออกไปอย่างลอยหน้าลอยตาโดยไม่คิดจะสนใจท่าทีของเธอเลยแม้แต่น้อย ความสุขของผมในตอนนี้คือการได้เห็นคนมาดนิ่งอย่างเธอเริ่มทำตัวไม่ถูก
“เฮ้อ...” อลิสถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางเหลือบมองผมด้วยสายตาที่บอกไม่ถูกว่าเหนื่อยหน่ายหรือหวั่นไหวกันแน่ “เอาที่คุณสบายใจเลยค่ะ ฉันไม่รู้ด้วยแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ”
ถึงเธอจะพูดเหมือนตัดรำคาญ แต่การที่เธอยอมปล่อยเลยตามเลยแบบนี้ มันก็ทำให้ผมแอบเข้าข้างตัวเองอยู่ลึกๆ ว่าเธอนั้นก็อยากเป็นอยู่เหมือนกัน
จากนั้นไม่นาน พนักงานก็ยกสิ่งที่ผมสั่งมาวางลงบนโต๊ะ ตอนนี้ตรงหน้าของเรามีเบียร์เย็นจัดสองกระป๋องกับขนมกินเล่นอีกสองสามอย่าง
จริงๆ แล้ว ผมกะจะสั่งอาหารฝีมือคุณยายมาลองชิมอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ติดตรงที่อลิสบอกว่าเธอเพิ่งทานข้าวกับข้าวหอมมาจนอิ่มแปล้แล้ว
ในจังหวะที่ผมกำลังลังเลว่าจะสั่งอะไรมาทานดี อลิสก็ชิงสั่งเบียร์กระป๋องไปเสียก่อน ผมเลยต้องรีบสั่งตามเธอพร้อมกับของกินเล่นมาแกล้ม
“แกร๊ก!” เสียงเปิดกระป๋องเบียร์ดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม
ผมเลือกที่จะเงียบ ไม่ได้เอ่ยปากชวนคุยอย่างที่เคยทำ ปล่อยให้บรรยากาศรอบตัวทำหน้าที่ของมัน มีเพียงเสียงดนตรีคลอเบาๆ ที่ดังลอดมาจากภายในร้าน ผสมกับเสียงลมพัดผ่านซอยเงียบๆ
ในขณะที่ผมนั่งมองเสี้ยวหน้าของเธอ อลิสก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับพึมพำกับตัวเอง สายตาของเธอเหม่อมองออกไปทางท้องถนนที่มีรถวิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ
“ทำไมคนที่ชวนฉันมา... ถึงไม่ชวนคุยเลย...เอาแต่จ้องอยู่นั้นแหละ”
ผมหลุดหัวเราะคิกออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อได้ยินคำพึมพำที่เหมือนจะงอนของเธอ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าผู้หญิงมาดนิ่งอย่างอลิสจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา
“ก็นึกว่าไม่อยากคุยกับผมแล้วนี่ครับ...” ผมตอบพลางเท้าคางมองหน้าเธอ
“คุยได้ค่ะ... แต่อย่ากวนประสาทก็พอ” เธอเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่หันมามองหน้าผม พร้อมกับก้มลงดูดเบียร์ในกระป๋องผ่านหลอดต่อไป
ท่าทางที่พยายามจะทำเป็นเคร่งขรึมของเธอในตอนนี้ สำหรับผมแล้วมันดูน่าแกล้งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“ครับ...” ผมรับคำสั้นๆ พลางคิดในใจว่าจะพยายามกวนประสาทเธอให้น้อยลง ก่อนจะแอบสังเกตว่าเบียร์ในกระป๋องของเธอหมดไปแล้ว
ผมจึงเสริมขึ้นว่า “เอาเป็นขวดมาเลยไหมครับ ดูคุณน่าจะชอบการดื่มเอามากๆ”
“เปล่าชอบสักหน่อย...” อลิสรีบแย้งทันควัน แต่ประโยคต่อมาเธอกลับพูดพร้อมยิ้มกริ่มที่มุมปาก “แต่มีมาเพิ่มก็ดีนะ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆ ของเธอทำเอาผมตาค้างไปชั่วครู่ ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้เห็นมุมขี้เล่นที่เธอยอมรับออกมาตรงๆ แบบนี้
ไม่นาน เบียร์สองขวดก็ถูกเสิร์ฟมาวางบนโต๊ะ ในเวลาเดียวกัน ผมก็เอ่ยกับระบบในใจเบา ๆ ว่า “ใช้สกิลออร่า... เอ่ยวาจากับเธอหน่อยสิ”
[รับทราบ สกิลออร่าเอ่ยวจาทำงาน ใช้งานได้อีกครั้งในวันพรุ่งนี้เวลา 19.35 น.]
อีกใจหนึ่ง ผมก็แอบอยากใช้สกิล วาจาจริง กับเธอเหมือนกัน แต่พอคิดไปคิดมา... ไม่ดีกว่า เพราะถ้าให้เธอพูดความจริงออกมาหมดทุกอย่าง มันก็คงไม่เหลือความสนุกให้ลุ้นอีก เก็บไว้ใช้เฉพาะเวลาจำเป็นจริง ๆ จะดีกว่า
“คุณพักอยู่แถวไหนเหรอคะ” อลิสถามขึ้นทันที ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ท่าทีเหมือนชวนคุยเรื่องทั่วไปแต่สายตากลับดูจริงจังและมีบางอย่างแอบซ่อนเอาไว้
ผมหยิบขนมเข้าปาก เคี้ยวพลางนึกคำนวณก่อนจะตอบไปว่า “ห่างจากที่นี่ประมาณยี่สิบนาทีครับ... ถ้าโชคดีรถไม่ติดนะ”
“แล้วทำไมถึงมาทำงานขับรถล่ะคะ ในเมื่อดูจากฐานะของคุณ... มันก็น่าจะดีอยู่แล้วนี่” อลิสถามกลับทันควันใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยที่ปิดไม่มิด
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยกับคำถามที่ตรงไปตรงมานั้น ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อทำลายบรรยากาศที่เริ่มจะจริงจัง
“ฐานะของผม... ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกครับ” ผมตอบพลางมองไปทางอื่น ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ตั้งใจใช้กลบเกลื่อนความจริงเอาไว้
“วันแรกๆ ก็ขับฮอนด้า ซีวิค มาทำงาน คันนั้นก็น่าจะล้านกว่าบาทเข้าไปแล้ว...” อลิสเริ่มร่ายยาวพลางกอดอก มองผมด้วยสายตาที่เหมือนอ่านใจผมได้ “พอพักหลังมานี้ก็เปลี่ยนเป็น ฟอร์ด เรนเจอร์ ราคาเฉียดสองล้าน ไหนจะมือถือที่คุณใช้อีก ไอโฟน 17 เชียวนะคะ... ใครดูเขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่าคุณน่ะ รวย”
เธอยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะที่จับพิรุธได้คามือ
ผมส่งยิ้มกว้างกลับไปพลางนึกทึ่งในใจ... นี่เธอแอบเก็บรายละเอียดเรื่องของผมไว้มากขนาดนี้เชียวเหรอ ถ้ารู้เธอรู้ว่าคอนโดที่ผมซุกหัวนอนอยู่ทุกคืน ค่าเช่าเดือนละแสนสอง เธอจะทำหน้ายังไงนะ
“ดูคุณสนใจเรื่องของผมจังเลยนะครับ” ผมจงใจเน้นคำว่า สนใจพร้อมกับขยับยิ้ม
อลิสยักไหล่เพียงเบาๆ อย่างไม่ยี่หระกับคำหยอดนั้น “ทำไงได้ล่ะคะ ในเมื่อหน้าที่ของฉันคือการตรวจสอบข้อมูล... มันก็แค่งานของฉันเท่านั้นแหละค่ะ”
ผมพยักหน้าช้าๆ อย่างยอมจำนนต่อหลักฐาน “ค่อยยังชั่วหน่อยที่ผมไม่ได้กรอกที่อยู่จริงลงในใบสมัครงาน...”
ผมทิ้งจังหวะประโยคครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตาเธอด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ที่ปิดไม่มิด “ไม่งั้นป่านนี้ผมคงโดนคุณ แอบไปหานานแล้ว”