ฉินหวังหย่งแฝงกายอยู่บนขื่อห้องทรงพระอักษรเห็นกริยาแสดงความรักใคร่ที่ท่านอ๋องมีต่อเหอเจียอีถึงกับตะลึง เขาไม่คาดคิดว่า จวิ้นอ๋องผู้เหี้ยมหาญออกรบตั้งแต่อายุสิบสี่ชันษามาจนบัดนี้ยี่สิบห้าแล้วจะแสดงอารมณ์อ่อนโยนเช่นนี้ให้ได้เห็นองครักษ์เงาผู้จงรักภักดีเกือบพลัดตกลงมาด้วยความตกใจ เขาเคยติดตามท่านอ๋องไปหอนางโลมเห็นนายประมูลหญิงงามมาปรนนิบัติหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยค้างคืนที่ใดเพียงเสร็จกิจแล้วก็ลาจาก นั่นเป็นการระบายอารมณ์ทางเพศตามประสาชาย แต่อาการรักหยกถนอมบุปผานี้ของจวิ้นอ๋องไม่เคยอยู่ในจินตนาการส่วนใดขององครักษ์ฉินมาก่อน
‘แม่นางเหอเจ้าช่างเป็นบุคคลมหัศจรรย์ เห็นทีข้าคงจะมีท่านอ๋องน้อยให้ดูแลในไม่ช้านี้แล้ว’
ชายหนุ่มเร้นกายออกจากห้องทรงพระอักษรพลันเจอะกับน้องชายที่นั่งทอดหุ่ยอยู่บนหลังคา “พี่ท่านเหตุใดไม่อยู่ระวังภัยให้ท่านอ๋อง”
สีหน้าของพี่ชายดูเก้อเขิน“ท่านอ๋องอยู่กับแม่นางเหอ แล้วก็....เออ...นั่นล่ะ ข้าเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยออกมาดูแลด้านนอก”
ฉินจางหย่งหัวเราะหึๆพี่ชายของเขาอายุน้อยกว่าท่านอ๋องไม่กี่ปีเพราะทำหน้าที่องครักษ์เงาจึงไม่เคยข้องเกี่ยวกับหญิงสาวบ้านใด รูปร่างหน้าตาของพี่ชายเขานับเป็นชายงามผู้หนึ่งในยามไปเยือนหอคณิกา หญิงงามเหล่านั้นมักจะเมียงมองส่งยิ้มเอียงอายให้แต่พี่ชายเขากลับทำตัวทื่อมะลื่อแม้ท่านอ๋องจะอนุญาตให้มีเวลาส่วนตัวได้ออกไปเที่ยวเตร่ ฉินหวังหย่งก็คงทำอย่างมากแค่ดูภาพวังวสันต์ที่เขาโยนให้ไม่เคยสนใจจะลองมีประสบการณ์จริงสักครั้ง
“ท่านยังไม่ชินอีกหรือ?ท่านอ๋องก็คลอเคลียกับนางได้หลายคืนแล้วนี่”
องครักษ์ฉินผู้พี่มีสีหน้าแดงระเรื่อ“อืม...”
“ข้าบอกท่านแล้ว อย่าเอาแต่ดูภาพวังวสันต์ให้ลองไปหาหญิงงามดูบ้าง” เสียงหัวเราะหึๆ ของน้องชายเย้ยหยันมาตามสายลม
“เจ้าอย่าพูดมากเจ้าไปดูแลท่านอ๋องแทนข้า ข้าจะไปดูด้านหลังจวนเอง”
ฉินจางหย่งหัวเราะร่วนเมื่อพี่ชายผลักภาระมาให้ เขาเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่ท่านอ๋องจะอุ้มแม่นางเหอขึ้นเตียงในเมื่อท่านอ๋องคอยจับจ้องมองนางราวกับอยากจะประคองไว้ในฝ่ามือถึงเพียงนั้น องครักษ์ฉินผู้น้องใช้วิชาตัวเบาแตะไปแฝงกายอยู่ใกล้ห้องทรงพระอักษรแม้รอบเรือนนี้จะมีองครักษ์เงาอีกร่วมยี่สิบชีวิต แต่ก็ยังไว้วางใจไม่ได้
ฉินหวังหย่งกระโดดจากหลังคาเรือนใหญ่ไปเรือนเล็กใกล้โรงครัวพลันเห็นร่างหญิงนางหนึ่งกำลังผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หน้าประตูห้องครัว ในมือนางมีห่อผ้าขนาดย่อมนางหันซ้ายแลขวาแล้วค่อยย่องออกมาจากห้องนั้นองครักษ์ฉินกระโจนเข้าไปขวางทางพร้อมยื่นกระบี่พาดที่ลำคอ “เจ้าเป็นใคร? มาทำอันใดยามวิกาลเช่นนี้?”
“ว้าย!” นางผู้นั้นตกใจจนหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า“อย่าทำข้านะ! ข้าเองเหอหงเซ่อ”
ชื่อของนางทำให้องครักษ์ฉินชะงัก“แม่นางเหอ ข้าน้อยขออภัย” เขาเก็บกระบี่แล้วเข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้น
“ท่านทำซาลาเปาข้าหล่นหมดแล้ว”นางบ่นพึมพำ ควานหาซาลาเปาที่หล่นออกจากห่อผ้า “กระเด็นลงพื้นแล้ว จบกัน ข้าเหลือแค่สองก้อนจะอิ่มได้ยังไง?”
“แม่นาง ท่านมาครัวยามนี้เพื่อมาขโมยซาลาเปาหรือ?” องครักษ์ฉินทำหน้าเหยเก
นางเงยหน้ามามองดูเขาเต็มตาเรือนร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้ม “ท่าน ท่านคือองครักษ์ฉินใช่ไหม?”นางแอบซักไซ้พ่อบ้านเกาเรื่ององครักษ์เงาอยู่หลายวันกว่าท่านพ่อบ้านจะยอมเล่านางต้องใช้ซาลาเปาไส้รวมที่คุณหนูทำให้ท่านอ๋องมาต่อรองจึงได้รู้ว่าท่านอ๋องมีองครักษ์เงาคู่ใจสองพี่สองตระกูลฉินที่คอยแฝงกายอยู่ดูแลความปลอดภัยตลอดเวลานางไม่เคยเห็นเขาทั้งสองเพียงจดจำท่าทางลักษณะและการแต่งกายที่พ่อบ้านเกาเล่าให้ฟังไม่คิดฝันว่าจะได้เจอตัวจริงในคืนนี้
เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าเหอหงเซ่อตื่นเต้น “ข้านึกว่า เรื่องนี้พ่อบ้านเกาหลอกข้าเสียอีกเมื่อตอนหัวค่ำพี่เจียอีบอกข้าว่า พวกท่านจะไม่ยอมปรากฏตัวจนกว่าท่านอ๋องจะมีภัยที่แท้พวกท่านก็มีตัวตนจริงๆ” นางมองสำรวจชายหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า“ว่าแต่ท่านเป็นองครักษ์ฉินผู้พี่ หรือผู้น้อง”
“ข้าเป็นผู้พี่” ฉินหวังหย่งโคลงศีรษะแม่นางเหอผู้น้องช่างดูไร้เดียงสานัก นางไม่รู้ว่าหากเขากดกระบี่แรงกว่านั้นอีกนิด ก็เชือดเส้นเลือดใหญ่ที่คอของนางขาดไปแล้ว“เจ้าอย่ามาเดินเพ่นพ่านในยามวิกาลอีกเด็ดขาด หากองครักษ์มาเห็นแล้วเกิดความเข้าใจผิดอาจฟันร่างเจ้าขาดเป็นสองท่อนได้”
นางหน้าซีด เข่าอ่อนลงทันใด“แม่นางเหอ เจ้าเป็นอันใดไป?”
“ข้าจะเป็นลมน่ะสิ แค่จะมาเอาของกินแค่นั้นเองเย็นนี้ข้ากินน้อยไปหน่อยเลยนอนไม่หลับ”นางยึดแขนทั้งสองของฉินหวังหย่งที่ยืนประคองจากด้านหลังเอาไว้แน่นพิงหลังเข้ากับอกของชายหนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนของเครื่องประทินผิวโชยมาแตะจมูกชายหนุ่มแข็งขืนเกร็งตัว “ไปส่งข้าที่เรือนเล็กที ข้าเดินไม่ไหวแล้ว”
องครักษ์ฉินไม่รู้จะทำอย่างไรให้นางเดินไปถึงเรือนเล็กได้จึงใช้ท่อนแขนโอบอุ้มเอวนางขึ้นแล้วเดินทื่อๆ ไปส่งนางทั้งอย่างนั้น
“ทะ ทะ ท่าน ประคองข้าเฉยๆ ก็ได้”ชายหนุ่มไม่รับฟัง ยังคงเดินไปส่งจนถึงเรือนหลังของนางแนบชิดกับแผงอกแข็งแรงของเขา ใบหน้าเขาเกยอยู่บนไหล่ของนางพอดีลมหายใจร้อนผ่าวราดรดที่ซอกคอของนาง เหอหงเซ่อรู้สึกจั๊กจี้จนต้องดิ้นไปมา
“เจ้าอย่าดิ้นสิ ข้ามองไม่เห็นทาง” เขาเร่งเดินให้เร็วขึ้นเพราะกลิ่นหอมตรงซอกคอนางทำเอาจิตใจเขาปั่นป่วนไปหมด
“ถึงแล้ว”นางทาบแขนไปบนแขนแข็งแรงที่โอบรอบเอว มือหนึ่งยังถือห่อผ้าใส่ซาลาเปา“ท่านวางข้าลงสิ”
นางหันกายมากล่าวขอบคุณด้วยใบหน้าแดงก่ำตลอดใบหูจนถึงคอ“ข้าแบ่งซาลาเปาให้ท่านลูกหนึ่งก็แล้วกัน” นางล้วงซาลาเปาร้อนๆ ในห่อผ้ายื่นให้เขาฉินหวังหย่งที่ยืนตัวแข็งทื่อใบหน้าแดงเรื่อคล้ายกัน รับซาลาเปาก้อนนั้นไว้แล้วกล่าวขอบคุณทั้งสองสบตากันเล็กน้อย แม่นางเหอขัดเขินรีบลาเข้าห้องไปปล่อยให้องครักษ์ฉินยืนมองซาลาเปาส่งกลิ่นหอมในมือ ก่อนจะยิ้มออกมา
‘หญิงสกุลเหอน่ารักทุกคนจริงๆ’
ฉินจางหย่งเมื่อมองเห็นพี่ชายกระโดดเข้ามาใกล้พร้อมซาลาเปาก้อนโตในมือก็ร้องทัก “พี่ชายข้าใจดีจริง มีซาลาเปาร้อนๆ มาฝากด้วย”
ใบหน้าที่สดใสเมื่อครู่พลันอึมครึม “ใครบอกเจ้า นี่มันของข้าต่างหาก”ฉินผู้พี่รีบกัดซาลาเปาในมือ
“ดึกดื่นเช่นนี้ ท่านไปเอาซาลาเปามาจากไหน?”
ฉินหวังหย่งอึกอักอยู่ครู่ก่อนตอบเสียงผ่าว “โรงครัว”
“ทำไมท่านไม่เอามาฝากข้าบ้าง?”ผู้น้องโอดครวญเมื่อกลิ่นหอมของซาลาเปาลอยมาตามสายลม
“มันหล่นพื้นหมดแล้วเหลือแค่ลูกเดียว” เขารีบกินซาลาเปาก้อนนั้นจนหมด “ของบางอย่างถ้าไปถูกเวลาก็ย่อมได้กิน” ฉินหวังหย่งยิ้มกว้างจนฉินผู้น้องนึกแปลกใจ
“ท่านไปเจออะไรมาหรือ?”
พี่ชายยิ้มมีเลศนัยก่อนตอบ
“ซาลาเปาน้อยของข้านี่ไง?”
------------------------------------------------