เช้าวันต่อมา... ฉิวหลงนำพาสองเด็กหนุ่มออกไปฝึกยุทธ์เช่นเคย วรยุทธ์ของทั้งคู่ก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ท่วงท่าสรีระแปรเปลี่ยนทีละน้อยตามกาลเวลา
หกเดือนผ่านไป... วรยุทธ์ของฉิวฟงและชิงหยางก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น! ฉิวฟงบรรลุขั้นสมบูรณ์ในทุกวิชาที่ได้ฝึกฝน ส่วนทางด้าน ชิงหยาง วิชากระบี่ใกล้จะบรรลุขั้นสมบูรณ์ ขาดเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ส่วนวิชาเคลื่อนไหวบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญแล้ว แม้ฉิวฟงจะได้เปรียบเื่ระดับวรยุทธ์ ทว่าชิงหยางกลับมีสติปัญญาเฉียบแหลม ล้ำลึก และวิเคราะห์สถานการณ์ได้เด็ดขาดกว่า ทำให้ทั้งสองคนต่างมีจุดเด่นข่มกันอย่างก้ำกึ่ง
ฉิวหลงมองดูความก้าวหน้าของศิษย์ทั้งสองด้วยความพึงพอใจยิ่ง แม้ตัวเขาจะไร้ซึ่งยาวิเศษหรือโอสถชั้นเลิศมาค้ำชูการฝึก แต่ความมุมานะและจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของเด็กทั้งสองก็ช่วยทดแทนข้อจำกัดเ่าั้ได้ทั้งหมด
เมื่อการฝึกซ้อมในยามเช้าจบลง ฉิวหลงก็มองเด็กทั้งสองที่กำลังนั่งพักผ่อน แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
“ข้ามีข่าวดีจะบอกพวกเ้า... อยากฟังหรือไม่?”
เด็กหนุ่มทั้งสองหันมามองหน้ากัน ก่อนจะหันกลับมาพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง
ฉิวหลงยิ้มเล็กน้อย “อีกสามปีข้างหน้า ณ เมืองหงส์เหิน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอาณาจักรนภา์แห่งนี้ จะมีการจัด งานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์ สำหรับเด็กที่มีอายุไม่เกินสิบห้าปี เพื่อคัดเลือกตัวแทนเพียงสิบคนเท่านั้น ไปเข้าเป็ศิษย์ของ ‘สำนักกระบี่ะ’... พวกเ้าอยากไปร่วมประลองหรือไม่?”
ดวงตาของเด็กทั้งสองพลันส่องประกายวาววับ!
ฉิวฟงโพล่งขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ข้าอยากไปขอรับท่านพ่อ!”
ชิงหยางเอ่ยเสริมด้วยสีหน้ามุ่งมั่น “ข้าก็อยากไปขอรับ! สำนักกระบี่ะเป็สำนักที่ข้าใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปนานแล้ว”
ฉิวหลงเห็นความกระตือรือร้นของทั้งคู่ก็พยักหน้าชื่นชม “หากอยากไป พวกเ้าต้องฝึกฝนให้หนักหน่วงกว่าเดิมหลายเท่า! เมืองหงส์เหินเป็เมืองใหญ่ที่มีประชากรนับล้านคน ย่อมมีรุ่นเยาว์อัจฉริยะมากมายที่ได้รับการสั่งสอนฝึกปรือมาอย่างดี บางคนเป็คุณชายตระกูลใหญ่ที่มีโอสถวิเศษคอยหนุนหลัง... ดังนั้นจงอย่าได้ประมาท จงเคี่ยวกรำตนเองให้หนัก ยิ่งไปกว่านั้น ของรางวัลในการประลองยุทธ์ครั้งนี้ อาจจะมีสิ่งที่เหมาะกับพวกเ้าด้วย!”
“รับทราบขอรับ! พวกข้าจะฝึกให้หนักขึ้นกว่านี้!” สองเด็กหนุ่มตอบรับพร้อมกันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ในระหว่างทางเดินกลับเรือนพัก... ฉิวฟงซึ่งสงสัยในชื่อเสียงของสำนักกระบี่ะ จึงหันไปถามผู้เป็พ่อ
“ท่านพ่อ... สำนักกระบี่ะที่ท่านกล่าวถึง ยิ่งใหญ่และเก่งกาจขนาดไหนหรือขอรับ?”
ฉิวหลงมองลูกชายพลางตอบ “ในสายวิชากระบี่ สำนักกระบี่ะคือนับเป็อันดับหนึ่งของแผ่นดิน! และยังเป็สำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรนภา์แห่งนี้ด้วย... เท่านี้เพียงพอให้เ้าเห็นภาพความยิ่งใหญ่หรือยัง?”
ชิงหยางได้ฟังก็ขมวดคิ้ว เอ่ยทัดทานขึ้นเบาๆ “แต่เท่าที่ข้าเคยได้ยินตอนอยู่ในเมือง... ตอนนี้สำนักกระบี่ะร่วงลงมาอยู่อันดับที่สามแล้วนะขอรับ ท่านน้า”
ฉิวหลงสะดุ้งวาบในใจพลันถามกลับทันที “อยู่อันดับที่สามอย่างนั้นหรือ?! เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น... เ้ารู้อะไรมา ชิงหยาง?”
ชิงหยางส่ายหน้า “ข้าก็ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดขอรับ รู้เพียงแค่พวกจอมยุทธ์ในเมืองเล่าลือกันว่า สำนักกระบี่ะต้องสูญเสียศิษย์เอกผู้มีพร์สูงสุดไป และจนบัดนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ ทำให้สำนักซบเซาและร่วงลงมาอยู่อันดับสาม...”
ฉิวหลงได้ฟังก็ถอนหายใจยาวด้วยความหดหู่และซับซ้อนในอก... ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็ปกติ “ช่างมันเถอะ... แต่ข้าเชื่อมั่นว่า ในอนาคต สำนักกระบี่ะจะต้องกลับคืนสู่อันดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน”
ฉิวฟงและชิงหยางสบตากันด้วยความสงสัยในท่าทีของผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่กล้าซักไซ้สิ่งใด ฉิวหลงจึงกล่าวต่อว่า
“สำนักกระบี่ะรวบรวมเคล็ดวิชากระบี่ชั้นเลิศไว้มากมาย หากพวกเ้าสอบคัดเลือกเข้าไปได้ จงเฟ้นหาวิชากระบี่ที่เหมาะกับตนเองที่สุด...”
ฉิวฟงตาโต “วิชากระบี่ของสำนักกระบี่ะ เหนือชั้นกว่าวิชากระบี่ที่พวกเราฝึกอยู่อีกหรือขอรับ?”
ฉิวหลงพยักหน้า “วิชากระบี่ระดับสูงใช่ว่าใครก็ฝึกได้ ต้องเป็ผู้มีพร์โดดเด่นระดับต้นๆ หรือเป็บุคคลระดับสูงของสำนักเท่านั้น... วิชากระบี่ที่พวกเ้าฝึกอยู่นี้ แม้จะมีอานุภาพสูงส่งเทียบเท่าวิชาชั้นเลิศของสำนัก แต่ในด้านประสิทธิภาพและความล้ำลึก วิชาของสำนักกระบี่ะยังเหนือกว่าอยู่อีกหนึ่งขั้น! ดังนั้น... ก่อนที่พวกเ้าจะเข้าสำนักกระบี่ะได้ ห้ามเปิดเผยกระบวนท่าทั้งหมดของวิชากระบี่ให้คนนอกเห็นเป็อันขาด! จงใช้ออกเพียงหนึ่งถึงสองกระบวนท่าเท่านั้น หากยอดฝีมือคนอื่นมาเห็นเข้า อาจเกิดจิตริษยาและคิดแย่งชิงจนนำภัยมาสู่ตัว... เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้วขอรับ!” ทั้งสองรับคำอย่างหนักแน่น
ฉิวฟงถามต่อ “แล้ววิชากระบี่แบบไหนของสำนักกระบี่ะที่เน้นความเร็วหรือขอรับ?”
ฉิวหลงครุ่นคิด “เท่าที่พ่อเคยได้ยินมา ยอดวิชากระบี่สายความเร็วของสำนัก มีทั้ง วิชากระบี่เมฆาเปลี่ยนทิศ, วิชากระบี่เงาดับสูญ, และวิชากระบี่ปลิดิญญา...”
ฉิวฟงพึมพำจำชื่อวิชาไว้ในใจ ขณะที่ชิงหยางเอ่ยถามบ้าง “แล้ววิชาที่เน้นพละกำลังการทำลายล้างล่ะขอรับ ท่านน้า?”
“สายพลังและการทำลายล้าง... ข้ารู้จัก วิชากระบี่ศิลาแยก และ วิชากระบี่วัชระ”
เมื่อได้ฟังคำตอบ สองเด็กหนุ่มต่างพยักหน้ารับด้วยสายตาส่งประกายแห่งความหวัง
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปอีก สองปีหกเดือน... (รวมเป็ระยะเวลาฝึกฝนเกือบสามปีเต็ม!)
เด็กน้อยในวันวานบัดนี้เติบโตขึ้นเป็หนุ่มน้อยเต็มตัว ฉิวฟงมีอายุสิบสองปี ส่วน ชิงหยางมีอายุสิบสี่ปี
สรีระของทั้งสองสูงใหญ่และสมส่วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชิงหยางมีโครงสร้างร่างกายหนาแน่นและบึกบึนกว่าเล็กน้อย เนื่องจากได้รับการแช่ตัวด้วยตัวยาสมุนไพรเน้นสร้างกำลังกาย ในขณะที่ฉิวฟงมีความสูงไล่เลิศเกือบทันชิงหยาง ใบหน้าคมคายฉายแววสุขุม
ฉิวหลงยืนประจันหน้าเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจัง
“พวกเ้าเคี่ยวกรำตนเองมานานเกือบสามปีเต็มแล้ว รากฐานยุทธ์นับว่ามั่นคงยิ่ง! อีกหกเดือนข้างหน้า งานประลองยุทธ์คัดเลือกที่เมืองหงส์เหินก็จะเริ่มขึ้น... ดังเช่นนั้น ั้แ่วันนี้ไปจนถึงอีกสามเดือนข้างหน้า ข้าจะให้พวกเ้าประลองยุทธ์กันจริงทุกวัน! เพื่อเรียนรู้วิธีการต่อสู้ สมรรถนะการตัดสินใจในสถานการณ์คับขัน และการควบคุมลมปราณยามปะทะศัตรู... พร้อมหรือไม่!”
สองหนุ่มน้อยสบตากัน สายตาพลันแปรเปลี่ยนเป็จริงจัง เข้มข้น ก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมกัน!
ฉิวหลงยิ้มพอใจ “การประลองนี้อนุญาตให้ใช้ลมปราณได้เต็มที่! กติกาคือ ประลองทั้งหมดสามรอบ... กระบี่ไม้ทั้งสองเล่มนี้ ข้าได้แต้ม ‘จุดสีขาว’ ไว้ที่ปลายกระบี่แล้ว เมื่อจบสามรอบ ผู้ใดมีรอยแต้มสีขาวบนร่างกายมากกว่า... คนนั้นเป็ฝ่ายแพ้!”
“รับทราบขอรับ!”
ฉิวหลงยื่นกระบี่ไม้ให้ ทั้งสองรับไปแล้วเดินถอยห่างกันสิบเมตร ยืนคุมเชิง สายตาจ้องมองกันแน่นิ่งด้วยสมาธิตั้งมั่น
“เริ่มได้!”
สิ้นเสียงสัญญาณ... ฉิวฟงก็เคลื่อนไหวเปิดฉากโจมตีก่อนทันที! ร่างของเขาพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วอันเป็จุดเด่น ชิงหยางซึ่งรู้ดีถึงความเร็วของอีกฝ่าย ไม่ตระหนกใ ใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งตั้งรับและหาจังหวะสวนกลับ!
การต่อสู้เป็ไปอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน! เสียงปะทะของกระบี่ไม้และพลังลมปราณกึกก้องไปทั่วบริเวณ!
“แยกเงาแปรผัน!”
“ดัชนีสามกระบี่!”
“ดัชนีทลายชีพ!”
“แปรผันสามวิถี!”
“ดัชนีจี้ใจ!”
“แปรผันสี่ทิศ!”
ทั้งสองห้ำหั่นกันด้วยวิชากระบี่ที่ซุ่มฝึกมาอย่างจริงจัง! ยิ่งเวลาผ่านไป พลังกายและลมปราณก็ยิ่งถดถอย จนกระทั่งเข้าสู่นาทีที่สิบ ทั้งสองก็เริ่มจู่โจมโดนตัวกันและกัน!
ตุบ! ตับ! ตุบ!
ผ่านไปยี่สิบนาที... สภาพของทั้งสองหมดแรงหอบเหนื่อย ลมปราณแทบเหือดแห้ง ฉิวหลงจึงสั่งหยุดทันที!
“พอ! หยุดการประลอง!”
ทั้งสองหยุดมือโดยอัตโนมัติ สภาพมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง บนเสื้อผ้ามีรอยแต้มสีขาวอยู่หลายจุด ต่างคนต่างนั่งพักดื่มน้ำเพื่อฟื้นฟูกำลัง
ฉิวหลงเดินเข้ามาตรวจรอยแต้ม “รอบแรกนี้ถือเป็ครั้งแรกที่พวกเ้าต่อสู้ด้วยลมปราณจริง จุดอ่อนและการตัดสินใจผิดพลาดยังมีให้เห็น... การฝึกฝนตนเองกับการต่อสู้กับผู้อื่นนั้นแตกต่างกัน การต่อสู้จริงต้องอาศัยไหวพริบและการตัดสินใจที่รวดเร็ว หากรากฐานดี แต่ไร้ไหวพริบ ก็อาจพ่ายแพ้หรือจบชีวิตได้ง่ายๆ ยอดจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งต้องมีครบทั้งสองประการ”
ฉิวหลงเว้นจังหวะ “สรุปผลรอบแรก... ผู้ชนะคือฉิวฟง! ด้วยคะแนน 10 ต่อ 7 แต้ม! เพราะฉิวฟงฝึกยุทธ์มาก่อนจึงได้เปรียบเื่ความเชี่ยวชาญ แต่เ้าอย่าประมาทเลินเล่อเป็อันขาด! ส่วนชิงหยาง ทำได้เจ็ดแต้มถือว่ายอดเยี่ยมมาก สติปัญญาของเ้าฉายแววอัจฉริยะ จงวิเคราะห์หาจุดอ่อนของฉิวฟงในรอบถัดไป!”
ฉิวหลงยื่น ‘ยาฟื้นฟูลมปราณ’ ให้คนละหนึ่งเม็ด ทั้งสองกลืนลงคอแล้วนั่งโคจรลมปราณฟื้นฟูร่างกาย ผ่านไปสิบนาที พลังกายและลมปราณก็กลับคืนมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง!
ทั้งสองลุกขึ้นยืนประจำตำแหน่ง ฉิวหลงให้สัญญาณรอบที่สองทันที!
“รอบที่สอง... เริ่มได้!”
ฟุบ!
ฉิวฟงเคลื่อนพลันพลิ้วไหวประดุจสายลมเปลี่ยนทิศทาง รวดเร็วยากจับทาง ชิงหยางเคลื่อนกายดุจสายน้ำไหล หลบหลีกอย่างฉับไวพลางหาจังหวะต้อนอีกฝ่าย การต่อสู้รอบนี้ยิ่งเข้มข้น ดุเดือด และรัดกุมกว่ารอบแรกหลายเท่า!
ลมปราณสีม่วงของฉิวฟงและลมปราณสีแดงของชิงหยางปะทะกันสว่างไสว! เสียงกระบี่ไม้ปะทะกันดังกังวานกึกก้อง!
ปัง! ตุบ! เปรี้ยง! ฟิ้ว!
ฉิวหลงมองดูการต่อสู้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจ ที่ได้เห็นอัจฉริยะทั้งสองคนเติบโตขึ้นด้วยน้ำมือของตน!
ผ่านไปอีกยี่สิบห้านาที... ลมปราณของทั้งสองเหือดแห้งลง ท่วงท่าเริ่มช้าลงด้วยความเหนื่อยล้า แต่จิติญญาการต่อสู้กลับยังคงลุกโชน! จนกระทั่งทั้งสองหมดแรงยืนหอบสังข่า ยกแขนขาแทบไม่ขึ้น
ฉิวหลงสั่งหยุด “จบรอบที่สอง!... สรุปผล ผู้ชนะยังคงเป็ฉิวฟง ด้วยคะแนน 8 ต่อ 6 แต้ม! ห่างกันเพียงสองแต้มเท่านั้น! พวกเ้าพัฒนาขึ้นมาก ข้าพึงพอใจยิ่งนัก!”
ชิงหยางและฉิวฟงนั่งโคจรลมปราณฟื้นฟูร่างกายอีกครั้ง ผ่านไปสิบนาที ทั้งคู่ก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากันเป็ครั้งสุดท้ายของวัน!
สายตาของหนุ่มน้อยทั้งสองนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความวู่วาม... ฉิวหลงเห็นความพร้อมจึงส่งสัญญาณทันที!
“รอบสุดท้าย... เริ่มได้!”
ไร้ซึ่งเสียงเคลื่อนไหว... ทั้งสองยังคงยืนนิ่งจ้องตากันประดุจรูปหักศิลา สมองของทั้งคู่ประมวลผลการประลองสองรอบแรกเพื่อหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว...
เวลาผ่านไปห้านาทีเต็มแห่งความเงียบสงัด... ทันใดนั้น ร่างของฝ่ายหนึ่งก็พลันขยับเปิดฉากโจมตีก่อน! และคนคนนั้นก็คือ... ชิงหยาง!