ตอนที่ 9 เจาะแผนร้าย
ตอนที่ 9 เจาะแผนร้าย ณ ห้องทำงานของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ในเวลานี้บนใบหน้าของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เมืองซีจิงก็เต็มไปด้วยสีหน้าที่น่าเหลือเชื่อตอนนี้ในมือของเขากำลังถือแผ่นซีดีอยู่หนึ่งแผ่น และบนโต๊ะทำงานของเขาก็ยังมีเทปเสียงอยู่อีกหนึ่งตลับเนื้อหาในซีดีทำให้เขารู้สึกอกสั่นขวัญหาย หลังจากที่ได้ฟังเสียงบันทึกในเทปเสียงแล้ว ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกโมโหขึ้นมาเนื้อหาทั้งหมดในแผ่นซีดีนี้คือการเจรจาธุรกิจระหว่างเฉินอี๋กับหลินเฟิง เสียงที่ถูกบันทึกในเทปเสียงทั้งหมดก็คือเนื้อหาการสนทนาระหว่างสองคนนั้น ซึ่งในนั้นก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการชั่วร้าย จึงทำให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์รู้สึกอับอายแผ่นซีดีและเทปเสียงนี้ แท้จริงแล้วก็คือตอนที่หวังซินกลับไปยังสถานีโทรทัศน์ แล้วเอาไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์การอาศัยแค่แรงของตัวเองในการจัดการกับหลินเฟิงนั้น ไม่น่าจะได้ ขอแค่ได้หลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอเท่านั้น ถึงจะเป็นวิธีที่เหมาะสมอีกทั้ง สถานที่ที่เฉินอี๋ได้ใช้ลงมือในครั้งนี้ก็ยังอยู่ในสถานีโทรทัศน์อีกด้วย และนี่เองที่ทำให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์สะดวกต่อการสืบสวนในตอนนี้หวังซินก็ได้พบกับเฉินอี๋พอดี จึงได้เคาะประตูห้องของหวังเป่าหลง แล้วก็เข้าไปในห้องทำงานของหวังเป่าหลงวินาทีที่เฉินอี๋เห็นหวังซินเดินเข้ามา ในใจก็เริ่มตื่นตระหนกเมื่อเห็นหวังซินเข้าไปในห้องทำงาน เธอก็อยากจะสกัดไว้ แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะใช้วิธีไหนเข้าไปสกัดตอนที่หลินเฟิงได้เข้าไปในห้องทำงานของหวังเป่าหลง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็ได้พาคนสองคนมาที่ห้องทำงานของหวังเป่าหลง และเนื่องจากประตูห้องของหวังเป่าหลงยังไม่ปิด ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์และคนที่เขาพามาด้วยจึงเข้าไปในห้องทำงานของหวังเป่าหลงด้วยกันเมื่อเห็นเฉินอี๋ที่อยู่หน้าประตูห้องทำงานของหวังเป่าหลงแล้ว ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็เชื่อในแผ่นซีดีและเทปเสียงนั่น พอเข้าไปในห้องของหวังเป่าหลงก็ได้เห็นหนิงหลานซึ่งเป็นนักศึกษาฝึกงานอยู่ในห้องนั้นด้วย จึงทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันทีในตอนนี้หวังเป่าหลงเองก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมนักศึกษาฝึกงานถึงมาที่ห้องของตัวเอง ลูกชายก็ไม่ได้ไปเข้าเรียน แต่มาอยู่ที่ห้องทำงานของตัวเอง แล้วทำไมตอนนี้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็มาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ?ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์มาที่นี่โดยไม่พูดอะไร ว่าแต่เฉินอี๋ตัวหลักของเหตุการณ์ที่โดนลวนลามก่อนหน้านี้ ทำไมถึงได้มาอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานของตัวเองด้วยนะ?เมื่อเห็นทีท่าแบบนี้ หวังเป่าหลงก็มักจะมีความรู้สึกว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกลับมาทางด้านของผู้อำนวยการสถานี เรื่องในครั้งนี้ถ้าไม่ได้สกัดไว้ ถ้าไม่มีซีดีแผ่นนั่น ก็เกรงว่าจะเป็นข่าวฉาวที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกสองคนที่มีความสามารถที่จะแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ล้วนตกอยู่ในสภาพที่ถูกคนอื่นใส่ร้าย และที่เนียนกว่านั้นก็คือหลินเฟิงที่จะได้นั่งตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อย่างราบรื่น"ผู้อำนวยการครับ ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับ มีเรื่องอะไรก็น่าจะให้ผมไปพบท่านสิครับ!" ถึงแม้ว่าในใจหวังเป่าหลงจะสงสัยว่าทำไมผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ถึงมาที่ห้องทำงานของตัวเอง แต่ว่าบนใบหน้าของเขาก็ยังคงแสดงถึงสีหน้าที่เหนือความคาดหมายออกมา จากนั้นจึงพูดเยินยอผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์“เป่าหลง หากผมไม่มา ก็เกรงว่าคุณจะมีจุดจบเหมือนเริ้นเสี่ยวไปแล้ว”คำพูดของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ทำให้หวังเป่าหลงเข้าใจผิด แล้วเขาจึงรีบอธิบายว่า : "ผู้อำนวยการครับ ผมมีวินัยต่อตัวเองมาตลอด จะไปทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างไรกันครับ"“การที่คุณมีวินัยต่อตัวเองนั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่ใส่ร้ายคุณ” ทันทีที่ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์พูดประโยคนี้จบ ก็เห็นสีหน้าของเฉินอี๋ที่เปลี่ยนเป็นตกใจกลัวขึ้นมาหนิงหลานก็เช่นเดียวกัน แผนการนี้ หากอ้างอิงตามแผนที่วางไว้แล้ว ก็จะไม่มีทางพลาดเป็นอันขาด นึกไม่ถึงเลยว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ได้นี่แท้จริงแล้วเกิดข้อพลาดตรงจุดไหนกันนะ?เมื่อเฉินอี๋ได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ก็รีบนึกทันทีว่าตัวเองทำพลาดที่จุดไหนแต่ไม่ว่าเธอจะนึกยังไงก็นึกไม่ออก เรื่องราวในครั้งนี้ จะต้องมีคนจงใจเอาหลักฐานทั้งหมดไปรายงานแก่ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เป็นแน่“คุมตัวพวกเขาสองคนไว้ แล้วให้หลินเฟิงมาที่ห้องทำงานของผม” เป็นเพราะหลักฐานที่มีน้ำหนักในครั้งนี้ที่ทำให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์จับเฉินอี๋และหนิงหลานได้ และในขณะเดียวกันหลักฐานที่อยู่ในแผ่นซีดีและเทปเสียงก็พิสูจน์ได้ว่าหลินเฟิงเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง จึงสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดผู้อำนวยการสถานีมาอย่างเร็วและก็ไปอย่างเร็ว เมื่อหวังเป่าหลงเห็นเฉินอี๋และหนิงหลานถูกพาตัวไป ก็ยังไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นพอนึกถึงคำพูดนั้นของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อีกครั้ง ในใจหวังเป่าหลงก็กระจ่างขึ้นมาทันที ว่ามีคนกำลังใส่ร้ายตัวเขาอยู่เขามองไปที่หวังซิน แล้วพูดด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยว่า : “วันนี้แกต้องไปเรียนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?”“พ่อครับ ผมบอกไปหมดแล้ว เรื่องเข้าเรียนของผมพ่อไม่ต้องเป็นห่วง การที่ตั้งใจเรียนแล้ว ก็ใช่ว่าจะทำให้ผมสอบติดมหาลัยที่ดีได้ เชื่อผมเถอะ ครั้งนี้ผมจะต้องสอบเข้ามหาลัยที่ดีได้แน่นอน” เมื่อหวังซินพูดจบก็ออกจากห้องทำงานของพ่อไป เพื่อไปดูเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ในตอนนี้หลินเฟิงก็ไม่รู้เลยว่าผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ได้มองแผนการชั่วร้ายของเขาออกแล้ว ซึ่งในแผนกของตัวเอง เขาก็ค่อนข้างเบื่อกับการดูโทรทัศน์เพื่อฆ่าเวลาและในช่วงเวลานี้เอง ก็มีคนมาเคาะประตูห้องของเขา เขาจงใจทำเสียงลากยาว ๆ และพูดว่า: “เข้าาามาาาา!”หน้าประตูคือพนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานีสองคน หลังจากที่พนักงานรักษาความปลอดภัยเห็นเฟิงหลิน ก็พูดออกไปตรง ๆ ว่า “หัวหน้าแผนกหลินครับ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เรียกให้คุณไปพบเขาน่ะครับ”หลินเฟิงขมวดคิ้ว พร้อมพูดว่า : “ผู้อำนวยการสถานีมีเลขาคอยแจ้งไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงให้พนักงานรักษาความปลอดภัยกระจอก ๆ อย่างพวกแกสองคนมาล่ะ?”พนักงานรักษาความปลอดภัยกระจอก ๆ งั้นเหรอ?เมื่อได้ยินหลินเฟิงที่ดูถูกเขาทั้งสองนั้น พนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งสองคนจึงไม่เกรงใจเขาอีก หนึ่งคนในนั้นยกเท้าถีบเข้าไปที่ท้องของหลินเฟิง แล้วพูดว่า : “ให้ตายสินี่ยังคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าแผนกอยู่อีกเหรอ? เรื่องสกปรกพวกนั้นที่แกทำไว้ตอนนี้รู้ไปกันทั้งสถานีโทรทัศน์แล้ว จะมีก็แต่แกนั่นแหละที่ไม่รู้ แกยังจะมาทำหน้าได้ใจอยู่ในห้องนี้อีกเหรอ? ถ้าแกยังมีความเป็นหัวหน้าอยู่นะ แกก็ควรจะไว้หน้าพวกเราบ้าง ให้ตายเหอะนี่จะถูกจับเข้าห้องขังอยู่แล้ว ยังจะมาพูดแบบนี้กับพวกเราอีก คิดว่าไม่กล้าทำแกรึไง!”“เอาจริง แกคิดว่าแกยังเป็นหัวหน้าแผนกอยู่จริง ๆ เหรอ? ถ้าถามพวกเราล่ะก็? แกมันก็แค่บอลลูกหนึ่งที่พวกเราจะทำอะไรกับแกก็ได้! ” พนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งสองคนพูด แล้วมองหน้าของหลินเฟิงที่เต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง จากนั้นก็ลากหลินเฟิงไปที่ห้องทำงานผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ณ ภายในห้องทำงานผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ได้มองหลินเฟิงด้วยความผิดหวัง พร้อมพูดว่า “เรื่องที่คุณทำทั้งหมดทำให้ผมผิดหวังมาก ผมนึกไม่ถึงเลยว่าเบื้องหลังเรื่องราวของเริ้นเสี่ยว จะมีคุณเอี่ยวไปด้วย”“ผู้อำนวยการครับ คุณพูดเรื่องอะไร? ทำไมผมไม่เข้าใจ?” พอได้ยินผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์พูดออกมาอย่างตรงประเด็น หลินเฟิงจึงมีลางสังหรณ์ว่าเรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายอย่างที่ตัวเองคิดไว้แล้ว“เรื่องที่ตัวเองทำ ตัวคุณเองจะรู้ดีที่สุด” เมื่อผู้อำนวยการสถานีพูดจบ ก็ชี้ไปที่แผ่นซีดีและเทปเสียงที่วางอยู่บนโต๊ะของตัวเอง แล้วพูดว่า : “คุณตั้งใจดูเรื่องสกปรกที่คุณทำให้ดี ๆ แล้วตั้งใจฟังแผนการที่ตัวเองวางไว้ด้วย” หลินเฟิงหยิบแผ่นซีดีและเทปเสียงที่ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ยื่นให้มาเปิด ทั้งเสียงและภาพเหตุการณ์ในทุกฉากทุกตอนล้วนปรากฏต่อหน้าเขา และนี่คือแผนการชั่วร้ายที่เขาวางไว้ทั้งหมดนั่นเอง“ผู้อำนวยการครับ ผม…...ขอร้องล่ะครับ ปล่อยผมไปเถอะ ผมหลงผิดไปชั่วขณะ” เมื่อหลินเฟิงเห็นหลักฐานพวกนั้นแล้ว ร่างกายของเขาก็ไร้เรี่ยวแรงถ้าหากว่าเป็นเพราะเรื่องพวกนี้ที่ทำให้แค่ตกงาน มันก็ไม่เป็นอะไร แต่แผนทั้งหมดที่เขาใส่ร้ายเริ้นเสี่ยว แล้วทำให้เริ้นเสี่ยวต้องหย่ากับภรรยา อีกทั้งยังทำให้ชื่อเสียงเสียหาย นี่ถ้าเริ้นเสี่ยวต้องการให้เขารับผิดชอบ เขาก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอนการถูกพิพากษาและตกงาน สองสิ่งนี้มีความหมายไปคนละทางกันเลย จึงทำให้หลินเฟิงกังวลตลอดเวลา“หลินเฟิง คุณเองสามารถทำเรื่องพวกนี้ออกมาได้ ก็อย่าหวังว่าจะมีคนมาช่วยคุณเลย” ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์พูดยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงพนักงานรักษาความปลอดภัยที่อยู่หน้าห้องพูดว่า : “ผู้อำนวยการครับ ทางสถานีตำรวจส่งตำรวจมาแล้วครับ”“หลินเฟิง รายละเอียดของเรื่อง คุณไปอธิบายให้กับตำตรวจที่สถานีตำรวจเองแล้วกัน”“ไม่นะ ผู้อำนวยการครับ คุณให้โอกาสผมสักครั้งนะครับ ผมขอล่ะให้โอกาสผมอีกสักครั้งนะครับ” หน้าผากของหลินเฟิงเต็มไปด้วยเหงื่อ เมื่อรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ ตอนนี้เขาได้แต่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปจนเหงื่อไหลไม่หยุดก็แค่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เท่านั้น ที่ตัวเขาทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเป็นอย่างมากเพื่อจัดการกับคู่แข่งทั้งสองคน คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนจับได้และส่งหลักฐานไปให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ และผลร้ายแรงที่เกิดจากการกระทำก่อนหน้านี้ ก็ทำให้เขาต้องถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอนหลินเฟิงได้ถูกตำรวจจากสถานีตำรวจของเมืองควบคุมตัวไป แต่ก่อนที่จะไปนั้น เขาก็ได้หันกลับไปมองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ แล้วถามว่า : “ใครเป็นคนเอาหลักฐานพวกนี้ให้คุณกันแน่?”“นายยังคิดที่จะแก้แค้นอีกเหรอ?” เมื่อผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ได้ยินคำพูดของหลินเฟิง จึงถามกลับไปหนึ่งประโยคหลินเฟิงหัวเราะเยาะกับตัวเอง แล้วพูดว่า : “สภาพผมตอนนี้เป็นแบบนี้แล้ว ยังจะไปแก้แค้นได้อีกเหรอ?”“เรื่องที่ตัวเองกลับไม่ตั้งใจทำ วัน ๆ เอาแต่คิดวางแผนการชั่วร้ายลอบทำร้ายคนอื่น จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกยอมไม่ได้ใช่รึเปล่า? ฉันไม่บอกหรอก ทีหลังนายเองก็คิดทบทวนให้ดี ๆ ละกัน” ผู้อำนวยการย่อมไม่มีทางบอกหลินเฟิงว่าใครเป็นคนเอาหลักฐานพวกนี้มาให้เขาอย่างแน่นอนและหลินเฟิงเองก็คงนึกไม่ถึงว่าจะเป็นหวังซินเรื่องลาออกของเริ้นเสี่ยวก็มีผลไปแล้ว เขากับภรรยาก็หย่ากันเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ก็คงรองานอยู่ที่บ้านหลังจากที่หย่ากันแล้ว ลูกได้ถูกตัดสินให้อยู่กับฝ่ายหญิง เริ้นเสี่ยวในตอนนี้ก็ดื่มเหล้าเมาแทบทุกวัน จนไม่เหลือความเป็นเริ้นเสี่ยวในตอนแรกเริ่มแบบนั้นแล้วหลังจากที่เรื่องของหลินเฟิงคลี่คลายได้ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็ได้โทรศัพท์หาเริ้นเสี่ยวอีกครั้งเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เริ้นเสี่ยวก็รับโทรศัพท์ด้วยความเมา แล้วใบหน้าเขาก็มีความสุขขึ้นมา อาการที่เมาอยู่ก็หายไป แล้วก็จัดการกับตัวเองอีกครั้งเมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้งด้วยการแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน จากนั้นจึงมาที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เมืองซีจิงณ ห้องทำงานของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ได้จ้องมองเริ้นเสี่ยวอย่างละเมียดละไม พร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า “สหายเริ้นเสี่ยว ถึงแม้ว่าการลาออกของคุณจะถูกอนุมัติไปแล้ว แต่ว่าตอนนี้ผมก็สามารถยกเลิกให้ไม่มีผลได้ ผมต้องการให้คุณกลับมาทำงานอีกครั้ง คุณจะยินยอมไหม?”“ผู้อำนวยการครับ คุณก็รู้ว่าผมออกจากที่นี่ไปเพราะอะไร ถ้าผมมีทางเลือก ผมก็คงไม่ออกจากสถานีโทรทัศน์แน่นอนครับ ผมทำงานที่นี่มาสิบกว่าปีแล้ว และก็ถือว่าสถานีโทรทัศน์เป็นเหมือนบ้านของตัวเองมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่เกิดเรื่องพวกนั้นขึ้น ผมจะออกจากที่นี่ไปทำไมกันล่ะครับ? ” แม้ว่าตอนแรกตัวเองจะได้รับวิดีโอนั้น และได้รู้ความจริงของเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว แต่ว่าข่าวลือพวกนั้นก็ยังทำให้เขารับไม่ได้และก็เป็นเพราะสาเหตุนี้ ตอนแรกเขาถึงได้เลือกที่จะจากไปตอนนี้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์กลับไม่สนใจพวกนี้ แล้วพูดกับเริ้นเสี่ยวว่า : “ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องพวกนั้นแล้ว ความจริงก็ปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว เรื่องพวกนี้มีคนจงใจวางกับดักไว้ เมื่อถึงเวลาที่ความจริงถูกเปิดเผยออกมา ชื่อเสียงของคุณก็กลับมาไร้มลทินอย่างแน่นอน“ถ้างั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ” ยังไงที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่เริ้นเสี่ยวทำงานมาแล้วสิบกว่าปี เริ้นเสี่ยวเองก็ไม่อยากที่จะออกไป“เรื่องนี้ทำให้คุณกับภรรยาต้องหย่ากัน ตามจริงเหตุการณ์ก็ได้สืบสวนอย่างชัดเจนแล้ว คุณก็ไปอธิบายได้นะ ยังมีอีกเรื่อง ครั้งนี้ผมจะให้สวัสดิการพิเศษคุณเพิ่มขึ้นอีกห้าสิบส่วน ซึ่งนี่เทียบเท่ากับว่าได้ให้อายุการทำงานของคุณเพิ่มอีกสิบปี และให้ถือว่าเป็นการชดเชยเล็ก ๆ น้อย ๆ กับคุณละกัน”เมื่อผู้อำนวยการพูดถึงปัญหานี้ขึ้นมา ก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อยที่จะเผชิญหน้ากับเริ้นเสี่ยวเนื่องจากตอนนี้รายงานการลาออกของเริ้นเสี่ยวมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ถ้าหากต้องการจะกลับเข้ามาทำงานในแผนกการผลิตอีกครั้ง ก็จะทำได้แค่ยื่นเอกสารเข้าเป็นพนักงานใหม่เท่านั้น ถ้าหากไม่ชดเชยสวัสดิการพิเศษให้เขาไปแบบนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะพูดกับเขายังไงเหมือนกันเริ้นเสี่ยวได้กลับมาทำงานแล้ว โดยสามารถล้างมลทินให้กับตัวเองได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วส่วนเรื่องตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์นั้น ตอนนี้เขาก็ไม่มีความคิดที่จะไปแข่งชิงอีกเลยส่วนสวัสดิการพิเศษต่าง ๆ อีกห้าส่วนนี้ ที่ได้มาแบบไม่ต้องลงแรงอะไรเลย เมื่อเทียบกับตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แล้ว ค่าชดเชยที่จับต้องได้นี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว และนี่ก็ทำให้เขาไม่มีความคิดเห็นใด ๆ อยู่แล้ว...