บทที่ 40 หลานเฉิงถูกเปิดเผย
วันนี้ในเมืองหลวงฝนตกไม่หนักมาก พอมองเห็นเป็นเส้นบางๆ เหมือนขนวัว ไม่เห็นเม็ดฝนแต่รู้สึกแค่ว่าอากาศเย็นลง ท้องฟ้ามืดครึ้มมีลมแรงและฝนตก
หลานเฉิงจิบชาอยู่ที่ระเบียง มองสายฝนที่โปรยปรายอยู่ข้างนอกพลางคิดว่าฝนนี้จะตกไปถึงที่ไหนบ้าง ไม่รู้ว่าเมืองกูซูที่อยู่นอกเมืองจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และไม่รู้ว่าตอนนี้ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่หนีไปที่ไหนแล้ว
เมื่อคืนตอนที่พวกเขาจากไปหลานเฉิงก็อยู่ที่ระเบียงแห่งนี้ ผ่านไปคืนหนึ่งแล้ว เขากลับไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อยราวกับว่าเขากำลังรอใครสักคน หรือข่าวสารบางอย่าง
หลังจากที่สายฝนได้ชะโลมสวนไผ่ในจวนจนเปียกชุ่มแล้ว บุคคลผู้นั้นก็มาถึง เขามาที่นี่ติดต่อกันสองวันแล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั้งต่อเขาและจวนหลาน
มุมปากของหลานเฉิงยกยิ้มขึ้น ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ทำให้ชิวหลินรุ่ยใส่ใจถึงขั้นนี้แล้ว เรื่องนี้อยู่ในความคาดหมาย แต่ก็ทำให้หลานเฉิงรู้สึกเหลือเชื่อ
ชิวหลินรุ่ยมาอยู่เบื้องหน้าของเขา ยืนกอดอก ไม่ได้นั่งลง วันนี้เขามาคนเดียวไม่ได้พาผู้คุ้มกันมาด้วย เขาไม่จำเป็นต้องมีผู้คุ้มกันอยู่แล้ว แค่ลำพังตัวเขาเองก็สามารถปกป้องตัวเองได้เพียงพอแล้ว
หลานเฉิงไม่ได้มองเขา แค่ยิ้มต้อนรับตามปกติ “คารวะท่านอ๋องรุ่ย”
ชิวหลินรุ่ยไม่ได้ตอบ ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไรอีกแล้วทุกคนย่อมรู้ดีแก่ใจเพียงแต่เขาไม่คิดว่าหลานเฉิงจะคิดแผนการแบบนี้ออก
“เจ้าสำนักสมควรได้รับการคำนับจากข้าหรือ?” ตอนที่ชิวหลินรุ่ยพูดประโยคนี้ เสียงของเขาก็เย็นชาเกินกว่าสายฝนอันหนาวเหน็บเสียอีก
หลานเฉิงรู้ถึงความผิดหวังของเขา พวกเขาเป็นพี่น้องกันมาหลายปีแล้ว แม้ว่าภายนอกหลานเฉิงจะให้ความเคารพโดยเรียกเขาว่าท่านอ๋องรุ่ย แต่ในใจก็ถือว่าชิวหลินรุ่ยเป็นพี่ชายของตัวเอง
ชิวหลินรุ่ยมีบุญคุณช่วยชีวิตเขา วันนี้เขาหลานเฉิงกลับเนรคุณแถมยังคิดร้ายตอบแทน เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วหลานเฉิงก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรอีก ยกมือขึ้นแล้วคุกเข่าลงกับพื้น
แม้ว่าชิวหลินรุ่ยจะเย็นชา แต่เมื่อเห็นหลานเฉิงเป็นแบบนี้ก็ยังหันหลังให้เล็กน้อยไม่อยากมองต่อไป ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อหลานเฉิงด้วยความจริงใจมาโดยตลอด
ผ่านไปเนิ่นนานทั้งสองคนก็พูดไม่ออกสักคำ การทรยศหักหลังระหว่างพี่น้องนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลใดๆ แต่สิ่งที่ชิวหลินรุ่ยอยากรู้มากที่สุดไม่ใช่ที่อยู่ของลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ แต่เป็นเรื่องอื่น
ชิวหลินรุ่ยหันหลังกลับมามองหลานเฉิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นดิน “เพราะเหตุใด?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้หลานเฉิงก็ชะงักไปเล็กน้อย ‘เพราะเหตุใด?’
หลานเฉิงก็อยากจะถามตัวเองเช่นกันว่าที่แท้แล้วเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ เพียงเพราะลู่จือฉิงวาดรูปได้งดงามตัวเขาจึงสามารถทรยศผู้มีพระคุณได้เชียวหรือ?
เห็นได้ชัดว่าเหตุผลนี้ไม่สามารถทำให้ชิวหลินรุ่ยคลายความสงสัยลงได้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจตนเองได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าสำนักหุบเขาหลานซีผู้ชาญฉลาดรู้สึกสับสนเพราะคนเพียงผู้เดียว แต่ความสับสนนั้นคือสิ่งใดหลานเฉิงกลับไม่เต็มใจและไม่กล้าที่จะค้นหาคำตอบ
“ท่านอ๋องรุ่ยสตรีและเด็กน้อยผู้นั้นดูแล้วไม่น่าใช่คนชั่ว ปล่อยให้พวกเขาหายสาบสูญไปเสีย และนับแต่นี้ไปก็จะไม่มีใครสามารถคุกคามความปลอดภัยของจวนอ๋องรุ่ยได้อีกเช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือขอรับ?” หลานเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สำนักหลานซีของข้ายินดีสละชีพเพื่อปกป้องท่านอ๋องรุ่ย จะไม่มีวันยอมให้สองคนนั้นลอบเข้าไปในจวนท่านอ๋องรุ่ยได้อีก”
คำพูดเหล่านี้เต็มไปด้วยความจริงใจและความรู้สึก ทำให้ผู้ฟังไม่อาจจะโต้แย้ง แต่ชิวหลินรุ่ยทำไมถึงได้ยึดติดกับแม่ลูกสองคนนั้นที่ไม่มีแม้แต่แรงจะจับไก่ได้ไม่ยอมปล่อย แถมยังยืนยันว่าทั้งสองคนนี้เป็นมือสังหาร
ด้วยวรยุทธของชิวหลินรุ่ยแล้ว คนสองคนนี้จะทำร้ายให้เขาเป็นแผลเพียงเล็กน้อยยังทำไม่ได้ แล้วจะเป็นมือสังหารได้อย่างไรกัน? ชิวหลินรุ่ยสะบัดแขนเสื้อก๋อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าจะต้องหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ จะไม่ยอมให้ผู้ใดลบหลู่และทำให้พระชายาต้องมัวหมองเป็นอันขาด”
ความหมายของชิวหลินรุ่ยคือลู่จือชิงปลอมตัวเป็นพระชายา ทำให้ชื่อเสียงของชายาแปดเปื้อน เขาจึงจำเป็นจะต้องหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้ได้ เพื่อให้ผู้ที่ฉีกแผลเป็นของชายาได้รับผลกรรม
เหตุผลนี้ทำให้หลานเฉิงคล้อยตามไปได้ หลานเฉิงถอนใจอย่างหมดหนทางว่า “รัชทายาทต้องเป็นผู้วางแผนเรื่องนี้แน่ๆ ท่านอ๋องรุ่ยโปรดระงับความโกรธ สักวันหนึ่ง...” หลานเฉิงพูดมาถึงตรงนี้ มือก็ทำสัญลักษณ์ตัดคอ แสดงว่าสักวันหนึ่งจะต้องลากองค์รัชทายาทลงมาจากบัลลังก์ให้ได้ คำพูดบางอย่างไม่สามารถพูดออกมาตรงๆ ได้ แต่พวกเขาทั้งสองก็เข้าใจกันดี
เสียงฝนบนชายคานั้นดังก้องชัดเจน เสียงละอองฝนอันแผ่วเบาที่ร่วงหล่นลงบนใบไผ่นั้นได้ยินชัดเจน ใต้ชายคานั้นเงียบสงัดราวกับความตายผ่านไปนาน
ชิวหลินรุ่ยก็เดินอย่างไม่รีบไม่ร้อนไปนั่งบนเตียงไผ่ตรงข้ามหลานเฉิง หยิบถ้วยน้ำชาบนโต๊ะขึ้นจิบแล้วมองออกไปยังนอกชายคา แสร้งทำเป็นพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “หากปราศจากการช่วยเหลือ จวนรุ่ยอ๋องก็เป็นเพียงเรือน้อยกลางมหาสมุทร”
หลานเฉิงเมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกใจหาย มือสั่นจนถ้วยน้ำชาในมือก็สั่นไปด้วย
ชิวหลินรุ่ยกำลังบอกเป็นนัยว่าจวนรุ่ยอ๋องเป็นดั่งเรือน้อยที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทรไม่นานก็จะถูกคลื่นยักษ์ซัดล่ม ความหมายของชิวหลินรุ่ยก็คือต้องการดึงสำนักหลานซีเข้ามาร่วมเป็นพวก
ถึงแม้ว่าชิวหลินรุ่ยจะมีบุญคุณกับหลานเซิง แต่หลานเซิงก็เป็นตัวแทนของสำนักหลานซี องค์กรข่าวกรองอันดับหนึ่งของใต้หล้า กฎของสำนักหลานซีที่สืบทอดกันมานั้นก็คือไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแก่งแย่งชิงอำนาจใดๆ
สำนักหลานซีจึงดำรงอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้เพราะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงบัลลังก์
บัดนี้ชิวหลินรุ่ยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าต้องการให้หลานเฉิงเลือกข้าง เข้าร่วมการต่อสู้แย่งชิงอำนาจที่แสนอันตราย ทำให้หลานเฉิงตัดสินใจไม่ถูก
ชิวหลินรุ่ยมีบุญคุณกับเขาหากช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ ในยามปกติก็ไม่ขัดข้อง แต่การนำชะตากรรมของสำนักหลานซีไปเสี่ยงด้วยเช่นนี้ หลานเฉิงไม่อาจตัดสินใจได้
ในขณะนี้เองชิวหลินรุ่ยก็พูดขึ้นอีกประโยคหนึ่งอย่างแผ่วเบาว่า “ข้ารับรองว่าจวนอ๋องรุ่ยจะปกป้องความปลอดภัยของพวกนางทั้งแม่และลูก”
ประโยคนี้เปรียบเสมือนก้อนหินขนาดใหญ่ที่ทุ่มลงไปในหัวใจของหลานเฉิง พระคุณที่ชิวหลินรุ่ยช่วยชีวิตเอาไว้ หลานเฉิงยังคงติดค้างอยู่ในวันนี้และอ๋องรุ่ยเองก็ยังเต็มใจที่จะให้คำมั่นสัญญาเช่นนี้อีก
หลานเฉิงยังจะสามารถพูดอะไรได้อีก เขาเพียงแต่ประสานมือคารวะอย่างจริงจัง “นับจากนี้เป็นต้นไป สำนักหลานซีและจวนอ๋องรุ่ยจะร่วมชะตากรรมเดียวกัน ขอให้ท่านอ๋องช่วยคุ้มครองสำนักหลานซีด้วย”
“สหายหลาน”ชิวหลินรุ่ยเองก็ยื่นมือทั้งสองของเขาออกมาจากฝั่งตรงข้ามแล้วประคองมือที่ประสานกันของหลานเฉิงขึ้นเบาๆ ท่าทีนี้เป็นท่าทีที่อ่อนโยน แสดงถึงความสนิทสนมและการให้อภัย
ชิวหลินรุ่ยให้อภัยแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย การได้รับความช่วยเหลือจากสำนักหลานซีเปรียบเสมือนเสือติดปีก ย่อมทำให้อ๋องรุ่ยมีความมั่นใจในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจที่ดุเดือดมากขึ้น
ถึงแม้จะตามตัวลู่จือฉิงกลับมาไม่ได้จริง ๆ แต่การใช้ลู่จือฉิงแลกกับสำนักหลานซีครั้งนี้นับเป็นการค้าที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี
ชิวหลินรุ่ยยิ้มอย่างมีเลศนัยแววตาเย็นชาและแฝงไว้ด้วยอันตราย
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะปล่อยลู่จือฉิงไป
นอกเมืองกูซู
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่หนีมาตลอดทั้งคืน ในที่สุดก็มาถึงเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงที่สุด ที่นี่เรียกว่าเมืองกูซูทำให้ลู่จือฉิงนึกถึงบทกวี ‘วัดหานชาน นอกเมืองกูซู’
ไม่รู้ว่าที่นี่มีวัดหานชานหรือไม่ แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ลู่จือฉิงควรกังวลในตอนนี้ สิ่งที่นางควรกังวลที่สุดในตอนนี้คือจะหาโรงเตี๊ยมเพื่อเติมเต็มท้องของพวกนางได้อย่างไร
แม้ว่าทั้งสองคนจะสวมผ้าคลุมศีรษะอยู่ แต่ด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจึงไม่กล้าเดินบนถนนใหญ่ได้แต่เดินตามเงามืดใต้ชายคาบ้านไปเรื่อยๆ ก้มหัวต่ำอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงไม่เขียนสี่ตัวอักษรใหญ่ๆ ลงบนใบหน้าว่า ‘ข้าคือผู้ร้าย’ เท่านั้น
หากในเวลานี้มีใครสักคนมองมาที่พวกนาง ก็จะมองออกในทันทีว่านี่คือผู้ร้ายสองคน แต่โชคดีที่ผู้คนในสมัยโบราณนั้นจิตใจซื่อบริสุทธิ์ จึงไม่มีใครสนใจพวกเขาเลย
ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่เดินไปข้างหน้าและรู้ว่าตอนนี้เซี่ยมู่ต้องเหนื่อยและหิว มากแน่ๆ เด็กน้อยคนหนึ่งจะทนต่อความยากลำบากเช่นนี้ได้อย่างไร
ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่มีการติดประกาศจับ และหลังจากออกจากเมืองหลวงแล้วก็น่าจะไม่มีใครจำหน้าพระชายารุ่ยได้ ดังนั้นลู่จือฉิงจึงกล้าเดินไปที่ร้านเล็ก ๆ ริมถนนเพื่อซื้อซาลาเปา
คนขายหยิบซาลาเปาสี่ห้าลูกแล้วห่อด้วยกระดาษน้ำมันยื่นให้ ขณะที่ลู่จือฉิงกำลังจะจ่ายเงิน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากข้างหลัง เสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะ แสดงให้เห็นว่าเป็นกองกำลังที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
ผู้คนเริ่มส่งเสียงดังขึ้น ยังได้ยินเสียงแผงลอยถูกชนจนล้ม ลู่จือฉิงไม่กล้าหันหลังกลับไปมองหัวใจเต้นจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เหงื่อเย็นแตกพลั่ก
เซี่ยมู่ดึงชายเสื้อของนางเบาๆ ลู่จือฉิงรีบก้มศีรษะลงเมื่อเห็นสีหน้าของ เซี่ยมู่นางก็เข้าใจทันที นางเดาถูกกลุ่มคนเหล่านี้มาเพื่อจับนาง
แต่มีคนมาจับพวกนางมากเกินไป ลู่จือฉิงบอกไม่ได้ว่าเป็นกองกำลังของใคร จึงได้แต่โยนซาลาเปาทิ้ง แล้วรีบดึงเซี่ยมู่วิ่งไปข้างหน้า
พ่อค้าแผงลอยคนนั้นก็ยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราวยังตะโกนถามว่า “แม่นาง แม่นาง เจ้าไม่เอาแล้วหรือ?”
พ่อค้าแผงลอยในสมัยโบราณนั้นขึ้นชื่อเรื่องเสียงดัง พวกเขาสามารถตะโกนได้ยินไปไกลหลายลี้ พ่อค้าแผงลอยตะโกนเพียงครั้งเดียว เสียงฝีเท้าม้าด้านหลังก็หยุดลง
ลู่จือฉิงรู้สึกได้ว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมาที่นาง จ้องจนหลังของนางแทบจะทะลุ นางจึงได้แต่ดึงเซี่ยมู่ให้วิ่งไปข้างหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใด
ได้ยินเสียงตะโกนมาจากข้างหลังว่า “หยุดนะ พวกเจ้าสองคน หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
ไม่มีทางที่ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่จะหยุด ถ้าหยุดก็จบเห่กันพอดีสิ ไม่คิดเลยว่าจะถูกตามทันเร็วขนาดนี้ เพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียวเองลู่จือฉิงที่สูญเสียการป้องกันจากจวนหลาน ก็เหมือนกับฟองสบู่ใต้แสงอาทิตย์ หาที่หลบซ่อนไม่ได้
เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น “ตามไป”
