เบื้องหน้าของพวกเขาคือลานโล่งที่อาบไปด้วยแสงจันทร์และแสงคบเพลิงจนสว่างไสวราวกับกลางวัน
มันคือเขตแดนแห่งความตายที่ถูกขีดคั่นไว้อย่างชัดเจน
สุดปลายทางของลานโล่งนั้น คือแนวป้องกันของค่ายชั้นในที่ดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม ทหารยามชั้นยอดในชุดเกราะเหล็กยืนเฝ้าอย่างสงบนิ่งทุกระยะห้าก้าว สายตาของพวกเขากวาดมองมายังลานโล่งอย่างไม่ลดละ ทุกการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจะถูกตรวจพบได้ในทันที
คำอินทร์และหน่วยกล้าตายทั้งยี่สิบนายหมอบราบอยู่ในเงามืดสุดท้ายของค่ายชั้นนอก เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาจากทุกคน
"เราจะข้ามไปได้อย่างไร ท่านแม่ทัพ" หัวหน้าหน่วยทหารองครักษ์กระซิบถาม เสียงของเขาแห้งผาก "ลานโล่งเช่นนี้ ต่อให้เป็นเพียงหนูตัวเดียววิ่งผ่าน พวกมันก็ต้องเห็น"
"อันตรายที่แท้จริง" คำอินทร์ตอบกลับเสียงเรียบ "ไม่ใช่สายตาของทหารยาม"
เขายังคงหลับตา เพ่งจิตสัมผัสกระแสทั้งหมดไปที่พื้นดินเบื้องหน้า
"พื้นดินทั้งหมด ถูกขึงไว้ด้วยอาคมตรวจจับ" เขาอธิบาย "มันเป็นเส้นใยพลังงานที่มองไม่เห็น หากเราเหยียบพลาดแม้แต่ก้าวเดียว จอมอาคมที่อยู่ในค่ายจะรู้ตัวทันที"
คำพูดของเขาทำให้เหล่าทหารองครักษ์ผู้มากประสบการณ์ถึงกับกลืนน้ำลาย นี่มันเกินกว่าศาสตร์การรบที่พวกเขาเคยร่ำเรียนมาโดยสิ้นเชิง
ภารกิจนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือดาบหรือความกล้าหาญอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถอันลึกลับของเด็กหนุ่มผู้นำของพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว
คำอินทร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาดูเหนื่อยล้าจากการใช้สมาธิอย่างหนัก แต่ก็ยังคงความเด็ดเดี่ยวเอาไว้
"แต่ทุกกับดักย่อมมีช่องโหว่" เขากล่าว "ข้าพบเส้นทางที่ปลอดภัยแล้ว แต่มันแคบมาก"
"ข้าจะเดินนำหน้า" เขามองไปยังทหารทุกนาย "พวกท่านทุกคน จงเหยียบตามรอยเท้าของข้าให้แม่นยำที่สุด ห้ามพลาดแม้แต่กระเบียดนิ้ว ห้ามส่งเสียงใดๆ ทั้งสิ้น เข้าใจหรือไม่"
ทุกคนพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง
การเดินทางข้ามลานสังหารได้เริ่มต้นขึ้น
คำอินทร์ก้าวเท้าแรกออกไปจากเงามืด สู่แสงจันทร์ที่สาดส่อง เขาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและมั่นคง ทุกย่างก้าวถูกคำนวณมาเป็นอย่างดี สายตาของเขาไม่ได้มองไปข้างหน้า แต่กลับมองลงที่พื้น ราวกับกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่มองไม่เห็น
ทหารองครักษ์อีกยี่สิบนายก้าวตามหลังเขาไปเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง ทุกคนต่างกลั้นหายใจและตั้งสมาธิอย่างสูงสุด พยายามเหยียบลงบนรอยเท้าของคนที่อยู่ข้างหน้าให้ตรงที่สุด
มันคือการเดินไต่เชือกแห่งความตายที่ต้องอาศัยความไว้วางใจในตัวผู้นำอย่างถึงที่สุด
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...ราวกับจะหยุดนิ่ง...
เสียงเดียวที่พวกเขาได้ยินคือเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นระรัวอยู่ในอก
พวกเขาเดินทางข้ามลานโล่งมาได้ครึ่งทางแล้ว ความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม จิตใจของทุกคนเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น
จอน ทหารร่างใหญ่ผู้มีประสบการณ์โชกโชนที่สุดคนหนึ่งซึ่งเดินอยู่กลางแถว เขาสูญเสียสมาธิไปชั่ววูบ เท้าข้างหนึ่งของเขาวางพลาดไปจากรอยเท้าเดิม...เพียงแค่ครึ่งนิ้วเท่านั้น
วูบ!
ไม่มีเสียงระเบิด...ไม่มีแสงสว่างจ้า...
แต่เส้นใยอาคมที่อยู่ใต้เท้าของจอนกลับส่องแสงสีแดงเข้มขึ้นมาอย่างเงียบงัน! พลันปรากฏเงาสีดำทมิฬหลายสายพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน! มันคือ "มนต์พันธนาการ" ที่เข้าฉุดรั้งและพันธนาการขาของจอนไว้กับที่อย่างรวดเร็ว!
"อึก!" จอนร้องออกมาด้วยความตกใจ!
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่หอสังเกตการณ์ซึ่งอยู่ไกลออกไป กระดิ่งอาคมเล็กๆ ที่แขวนอยู่ได้สั่นขึ้นเบาๆ ส่งสัญญาณเตือนภัยที่ได้ยินเฉพาะผู้ร่ายมนต์เท่านั้น!
"ผู้บุกรุก!"
เสียงตะโกนของทหารยามดังลั่นขึ้น! พวกมันเห็นแล้ว! พวกมันเห็นกลุ่มเงาตะคุ่มที่หยุดนิ่งอยู่กลางลานโล่ง!
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วทั้งค่ายชั้นใน! ทหารพม่าจำนวนมากกำลังวิ่งมายังจุดที่พวกเขาอยู่!
"แย่แล้ว! เราถูกพบแล้ว!" ทหารคนหนึ่งร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก
คำอินทร์หันขวับกลับไปมอง! เขาสบถในใจ! กับดักนี้มันซับซ้อนกว่าที่เขาคิด! มันไม่ใช่แค่การแจ้งเตือน! แต่ยังสามารถหยุดเหยื่อไว้กับที่ได้อีกด้วย!
เขาพยายามจะวิ่งกลับไปช่วยจอน แต่จอนกลับส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาที่เคยตื่นตระหนก บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างน่าประหลาดใจ
"ไป! ท่านแม่ทัพ!" จอนตะโกนบอกเขา เสียงของเขาหนักแน่นและไม่สั่นเครือ "อย่าห่วงข้า! ไปทำภารกิจให้สำเร็จ! เพื่อชากังราว!"
ก่อนที่คำอินทร์จะได้ทันเอ่ยคำใด จอนก็ได้ทำในสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง
เขายกดาบสั้นประจำกายของตนเองขึ้นมา...แล้วแทงมันเข้าไปที่หัวใจของตนเองอย่างรวดเร็วและไม่ลังเล!
ฉึก!
"เพื่อความสงบสุขของเมืองชากังราว!"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของเขา ร่างของจอนทรุดลงกับพื้น สิ้นใจในทันที
เขาเลือกที่จะตาย ดีกว่าที่จะถูกจับเป็น และอาจจะซัดทอดความลับของภารกิจทั้งหมดออกไป
มันคือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่และน่าเศร้าที่สุด
ภาพการฆ่าตัวตายของจอนทำให้เหล่าทหารพม่าที่วิ่งเข้ามาต้องชะงักไปชั่วขณะ พวกมันต่างตกตะลึงกับการกระทำอันเด็ดเดี่ยวของทหารสยามผู้นี้
และวินาทีแห่งความลังเลนั้น คือโอกาสเดียวที่เหลืออยู่!
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียแล่นริ้วขึ้นมาในใจของคำอินทร์ แต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
การตายของจอนจะต้องไม่สูญเปล่า!
"ไป!" เขาคำรามลั่น! "วิ่ง! วิ่งไปให้ถึงเงามืดข้างหน้า!"
สิ้นเสียงคำสั่ง เหล่าทหารองครักษ์ที่เหลืออีกสิบเก้านายก็ออกวิ่งสุดชีวิต! พวกเขาไม่สนใจเส้นทางที่ปลอดภัยอีกต่อไป! แต่เลือกที่จะวิ่งตัดตรงไปยังเงามืดของค่ายชั้นในที่อยู่เบื้องหน้า!
ลูกธนูจำนวนมากถูกยิงออกมาจากฝั่งพม่า! เสียงแหวกอากาศดังผ่านหูของพวกเขาไป!
ทหารองครักษ์นายหนึ่งโชคร้าย ถูกลูกธนูยิงเข้าที่กลางหลัง เขาล้มลง แต่สหายที่วิ่งตามมาก็รีบฉุดแขนแล้วลากเขาไปด้วยกัน!
ในที่สุด พวกเขาก็พุ่งทะยานเข้าสู่เงามืดที่อยู่ติดกับแนวป้องกันของค่ายชั้นในได้สำเร็จ
คำอินทร์หันกลับไปมอง เขาเห็นร่างของจอนที่นอนแน่นิ่งอยู่กลางลานโล่งและเห็นกองทัพพม่าที่กำลังจะมาถึง
พวกเขาข้ามมาได้ แต่ก็ต้องแลกด้วยชีวิตของทหารกล้าหนึ่งนายและบัดนี้ ศัตรูทั้งค่ายก็รู้แล้วว่ามี "หนู" ลอบเข้ามาในรังของพวกมันเสียแล้ว