“เจ้าวางใจได้องค์รัชทายาทมิใช่คนใจแคบเช่นนั้น หลายปีมานี้ หากเขาถือสาทุกเรื่อง เกรงว่าคงมิใช่คนร่าเริงเช่นทุกวันนี้”
คนทั้งสองพึมพำกันเสียงเบาเยี่ยนฉู่ที่ไม่รู้เรื่องและอยู่ในห้อง ขณะนี้ได้เห็นลั่วจิ่งเฉินเป็นดั่งสหายรู้ใจไปแล้วกระทั่งจะทำพิธีสาบานเป็นพี่น้องกับลั่วจิ่งเฉิน แต่ลั่วจิ่งเฉินมิใช่คนที่ไม่รู้ความเช่นนั้น
“เยี่ยนฉู่ท่านอาจรู้สึกถูกใจคนได้ตั้งแต่แรกพบ แต่ข้านั้นมิใช่ การทำพิธีสาบานเป็นพี่น้องมิใช่เรื่องเล็กดังนั้นจึงต้องไตร่ตรองให้ดีจึงจะถูก” ลั่วจิ่งเฉินเห็นองค์ราชทายาททำหน้างอจึงพูดต่อ “ตอนนี้ท่านกับข้ายังเยาว์นักมีเวลาทำความรู้จักกันอีกนาน หากหลังจากนี้ไม่กี่ปี เยี่ยนฉู่ยังต้องการทำพิธีสาบานเป็นพี่น้องกับข้าเมื่อถึงเวลานั้นข้าย่อมต้องยินดีโดยไม่มีปฏิเสธอย่างแน่นอน”
“ดี! ข้าฟังศิษย์พี่”
คำว่าศิษย์พี่นี้ทำให้ลั่วจิ่งเฉินละอายใจหลายครั้งที่เขาอยากแก้ไขความเข้าใจผิดนี้แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงถูกเฝิงเจิ้งชูขัดตลอดตอนนี้หากเขามีใจคิดจะแก้ไขให้ถูกต้อง เกรงว่าเยี่ยนฉู่ผู้นี้คงไม่เชื่อแล้ว
พอตกค่ำเยี่ยนฉู่ก็ยังยืนกรานจะทานข้าวที่นี่ จั่วตงที่ติดตามมาอับจนหนทางจึงได้แต่ทดสอบยาพิษในอาหารให้เยี่ยนฉู่ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองของทุกคนแล้วค่อยให้ชีเหนียงนำอาหารขึ้นโต๊ะ
“ท่านอาจารย์ศิษย์พี่ เชิญทาน”
หลังเสียงเรียกศิษย์พี่อย่างสนิทสนมของเยี่ยนฉู่ดังขึ้นสายตาของชีเหนียงกับคนอื่นๆ ก็เลื่อนจากเฝิงเจิ้งชูไปที่ลั่วจิ่งเฉิน คนทั้งสองทำเหมือนไม่ได้ยินและไม่ได้รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นจากนั้นก็ลงมือทานข้าวเป็นปกติด้วยท่าทางและสีหน้าก็เรียบเฉยเหมือนเดิม
“ศิษย์พี่วันนี้หลังจากข้าได้พบกับท่าน มักจะรู้สึกว่าเคยเจอท่านที่ไหนมาก่อนแต่พอคิดอย่างละเอียดก็เหมือนจะไม่เคยเจอ นี่คงเป็นพรหมลิขิตอย่างที่ผู้อื่นกล่าวกันสินะ”
ไม่รู้ว่านี่คือครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เยี่ยนฉู่บอกว่าคุ้นหน้าเขาพอพูดหลายครั้งเข้า กระทั่งเฝิงเจิ้งชูก็รู้สึกว่าลั่วจิ่งเฉินหน้าตาช่างคุ้นจริงๆอย่างที่องค์รัชทายาทกล่าว แต่อย่างว่าเขาเองก็ไม่เคยพบลั่วจิ่งเฉินมาก่อนอันที่จริงไม่เพียงแค่ลั่วจิ่งเฉินรวมถึงลั่วจิ่งซีเองก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแก่เยี่ยนฉู่อย่างน่าประหลาดเพียงแต่ลั่วจิ่งซีรูปร่างสูงใหญ่เกินไป ตอนนี้เยี่ยนฉู่อยู่ในวัยกำลังโตทุกครั้งที่มองลั่วจิ่งซี จึงได้แต่เขย่งเท้าและแหงนหน้าขึ้นมอง จนปวดคอ
“โลกใบนี้กว้างใหญ่คนหน้าคล้ายคลึงกันก็มีมาก คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะคุ้นตากันบ้าง” ชีเหนียงคิดไม่เหมือนกับลั่วจิ่งเฉินนางคิดว่าที่เยี่ยนฉู่กล่าวมาเพราะลั่วจิ่งเฉินอาจจะหน้าตาคล้ายจี้ฉงเหวิน แต่พอเห็นท่าทางของลูกชายที่ใจเย็นจึงคิดว่าอาจคิดมากไปเอง
ตอนนั้นที่นางทะเลาะกับยายเฒ่าลั่วยายเฒ่าลั่วเคยบอกเองว่าสามพี่น้องหน้าไม่เหมือนจี้ฉงเหวินแม้แต่น้อย
ไหลไหลน้อยที่นั่งอยู่ข้างกายชีเหนียงมาตลอดรับรู้ถึงความประหม่าของนาง จึงหันไปมองหลิงชางไห่ด้วยสายตาสงสัย “ท่านตาอะไรคือศิษย์พี่หรือ? เกี่ยวข้องกับพี่ชายหน้าตาดีคนนี้หรือไม่?”
เสียงเรียกท่านตาดึงสติของหลิงชางไห่กลับมา “อ้อศิษย์พี่หรือ โดยทั่วไปจะใช้เรียกศิษย์สำนักเดียวกันเหมือนกับไหลไหลน้อยเรียนการแพทย์กับตา หากวันหนึ่งตารับศิษย์คนอื่น เช่นนั้นต่อจากนี้เขาก็จะต้องเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่เช่นไรเล่า”
“อ้อข้าเข้าใจแล้ว!” ไหลไหลน้อยตาเป็นประกาย “แม้ว่าจะโตกว่าข้าแต่ถ้าเข้าสำนักช้ากว่าข้าก็ต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่!”
“ใช่ไหลไหลน้อยพูดถูกต้อง!”
เยี่ยนฉู่เห็นความสัมพันธ์ของหลิงชางไห่กับไหลไหลน้อยจึงรู้สึกว่าเด็กที่ชื่อไหลไหลคนนี้กลับสร้างความคุ้นเคยให้เขาที่มากกว่าเดิม
“ท่านตา?” เยี่ยนฉู่ทวนซ้ำหนึ่งรอบเขาทราบว่าเดิมทีคนเหล่านี้มิใช่คนในครอบครัวของหลิงชางไห่ “ท่านผู้เฒ่าหลิงมีครอบครัวช่างเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ เช่นนี้ข้าเองก็วางใจแล้ว”
หลิงชางไห่เห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้น “กระหม่อมมิบังอาจคิดไม่ถึงว่าทำให้พระองค์ทรงเป็นห่วง…”
“ท่านผู้เฒ่าหลิงทำอะไรกัน” เยี่ยนฉู่กล่าวส่วนจั่วตงก็รีบเข้าไปประคองหลิงชางไห่ให้นั่งลง การกระทำน่าตกใจของหลิงชางไห่เช่นนี้คงยากที่จะปกปิดสถานะของเยี่ยนฉู่เสียแล้ว หัวหน้าโรงแพทย์หลวงคนหนึ่ง ต้องเจอใครถึงได้ประหม่าเช่นนี้
“วันรุ่งขึ้นข้าจะกลับไปกับพวกเจ้าด้วย” เฝิงเจิ้งชูเห็นท่าทางไม่เอาไหนของหลิงชางไห่จึงช่วยพูดแก้สถานการณ์ “ส่วนทางนี้ก็ใกล้วันสอบของจิ่งเฉินแล้วจากความสามารถของเจ้าตอนนี้ รับรองว่าไม่เป็นปัญหา ข้าจะรอเจ้าที่เมืองหลวง”
“ศิษย์จะไม่ผิดต่อการพร่ำสอนของอาจารย์”
การแทนตนเองกับเฝิงเจิ้งชูว่าศิษย์และอาจารย์คือสิ่งที่ลั่วจิ่งเฉินจงใจเฝิงเจิ้งชูเองก็เหมือนจะรับรู้ได้ถึงความหมายหยั่งเชิงของอีกฝ่าย
“อืม เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้รอกลับเมืองหลวง คงเลี่ยงไม่ได้ต้องเจอกันอีก”
เดิมทีเฝิงเจิ้งชูคิดว่าจะไม่รับศิษย์เพราะเรื่องของหน้าตาแต่เพราะการจับพลัดจับผลูของเยี่ยนฉู่ในวันนี้ที่เข้าใจผิดว่าลั่วจิ่งเฉินคือศิษย์พี่ซึ่งการเข้าใจผิดโดยบังเอิญเช่นนี้ถือว่าเป็นการเติมเต็มความปรารถนาของเขาดังนั้นเขาจึงไม่ได้แก้ไขความเข้าใจผิด ถึงอย่างไรช้าเร็วก็ต้องรับเข้าสำนักองค์รัชทายาทเอาแต่เรียกว่าศิษย์พี่เช่นนี้แล้ว คนอื่นคงไม่กล้ามีปากเสียงอันใด
จากการหยั่งเชิงของลั่วจิ่งเฉินเฝิงเจิ้งชูจึงตอบรับออกไป
“ขอรับศิษย์จำไว้แล้ว”
แน่นอนว่าลั่วจิ่งเฉินเองก็ตอบรับเช่นกันทั้งสองจึงกลายเป็นศิษย์และอาจารย์กันไปโดยรู้กันอยู่ในใจ
จวบจนเฝิงเจิ้งชูจากไปชีเหนียงก็ไม่ได้เอ่ยถึงจี้ฉงเหวินต่อหน้าเขาอีกหลิงชางไห่กลับผ่อนคลายหลังจากพวกเขาจากไป เพียงแต่เพิ่งจะผ่อนคลายได้ไม่นานก็โพล่งออกมา
“แย่แล้วจ้าวจือชิงล่ะ!”
ไฉนเขาจึงลืมไปได้ตอนนี้คนที่อยากเอาชีวิตองค์รัชทายาทมีมากเกินไป แม้ว่าองค์รัชทายาทจะมาถึงเมืองชิงหยางอย่างปลอดภัยแต่หากจะกลับเมืองหลวง เกรงว่าใครบางคนอาจจะใช้โอกาสนี้ได้
“เหมือนเมื่อคืนท่านลุงจ้าวบอกว่าจะไม่กลับมา” ลั่วจิ่งซีออกจากห้องของจ้าวจือชิง “ท่านแม่มอบหมายงานให้ลุงจ้าวมิใช่หรือ?”
ชีเหนียงเพิ่งมาจากข้างนอกพอดีได้ยินเข้า “ไม่ใช่ช่วงนี้ลุงจ้าวของเจ้าเหมือนจะยุ่งเรื่องของตัวเองข้าไปมอบหมายหน้าที่ให้เขาตั้งแต่เมื่อใด”
ใช่แล้วช่วงนี้จ้าวจือชิงไม่รู้เป็นอะไรไป เขายุ่งทุกวันจนหาตัวไม่เจอหากมิใช่ว่าอาหารที่เก็บไว้ในโรงครัวถูกใครบางคนกินไปนางคงคิดว่าจ้าวจือชิงไม่อยู่แล้ว
……
สองวันนี้จ้าวจือชิงค่อนข้างยุ่งด้านหนึ่งเขาก็ยุ่งกับการหาเจ้าของสร้อยดอกบัวทองคำส่วนอีกด้านก็เร่งช่วยชีเหนียงจัดการเรื่องเครื่องปรุงให้ดีแล้วยังต้องส่งคนช่วยชีเหนียงสืบเรื่องที่อำเภอเฉา แต่ละเรื่องเขาทุ่มเทราวกับเป็นเรื่องของตนเองทั้งนั้น
วันที่เยี่ยนฉู่มาเขาเองก็ได้รู้ข่าวจากอันอี คนแปลกหน้าที่ปรากฏในอำเภอเฉาคือคนของจี้ฉงเหวินจริงเนื่องจากจี้ฉงเหวินกลัวจะมีคนรู้ ดังนั้นจึงส่งลูกน้องคนสนิทของตนมาอันอีก็ส่งคนไปคลุกคลีกับลูกน้องคนนั้น หวังว่าจะพอล้วงความลับของจี้ฉงเหวินมาได้หน่อย
อีกเรื่องคือแหล่งผลิตของสร้อยทองคำนี้พิเศษนักเหมือนจะไม่ใช่ของแคว้นต้าชางและเกี่ยวโยงถึงขั้วอำนาจอื่นพอสืบขึ้นมาจึงไม่ได้ราบรื่นถึงขั้นนั้น แม้ว่าไม่มีเรื่องเหล่านี้ เมื่อวานนี้เขาก็คงหนีไปอยู่ที่อื่นอีกอย่างเขาคิดไม่ถึงว่าเฝิงเจิ้งชูจะทำให้เยี่ยนฉู่เข้ามาพัวพันด้วย
คนอื่นอาจจะจำสภาพเขาในตอนนี้ไม่ได้แต่เยี่ยนฉู่ต้องจำได้แน่ ดังนั้นเขาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหลบหน้าเยี่ยนฉู่
“ตาเฒ่าหลิงท่านเป็นอะไรไป เหตุใดจึงต้องตามหาตัวจ้าวจือชิง?”
“พวกเจ้าไม่รู้เรื่อง! จิ่งซีเร็วเข้า รีบไปหาลุงจ้าวกับข้า!”
-----