ตอนที่ 41 ซื้ออาหารเช้าแสนหวานให้เธอ
เซิ่งอันหนิงพยายามคิดมาเป็นเวลานาน และเธอก็คิดไม่ออกว่าท้ายที่สุดแล้วมันใช่ปานหรือไม่ เธอจึงตัดสินใจว่าจะคอยสังเกตดี ๆ ในตอนเปลี่ยนยารอบต่อไปให้โจวสือซวิน
ภายในห้องไม่มีห้องน้ำ เซิ่งอันหนิงจึงไปที่ห้องน้ำตรงสุดทางเดินเพื่อนำน้ำกลับมา เธอเติมน้ำร้อนจากกระติกน้ำร้อน เช็ดตัวอย่างง่าย ๆ และเข้านอน
จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นบนทางเดิน และมีเสียงคนสนทนากัน เสียงดังนั้นทำให้เซิ่งอันหนิงตกใจตื่นขึ้น
เซิ่งอันหนิงตกใจอยู่ครู่หนึ่ง เธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเวลากี่โมงแล้ว จึงรีบลุกขึ้นเปิดหน้าต่างและมองออกไปข้างนอก ดวงอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นได้ไม่นาน
หลังล้างหน้าล้างตาเสร็จ เธอก็เก็บข้าวของเตรียมออกไปหาโจวสือซวินที่โรงพยาบาล เมื่อวานเหมือนได้ยินว่าโจวเอ้อร์นีจะออกจากโรงพยาบาลในวันนี้ จึงนึกถึงเหตุการณ์คึกคักหลังกลับไปที่บ้านตระกูลโจวขึ้นมาทันที
เซิ่งอันหนิงรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก คงจะเป็นเพราะจังหวะการใช้ชีวิตของที่นี่เชื่องช้ามาก ๆ เลยดูน่าเบื่อหน่าย
หญิงสาวถือกระเป๋าลงจากตึก ก็พบกับโจวสือซวินรออยู่ข้างล่างแล้ว ไม่ว่าจะเวลาไหน ชายหนุ่มก็จะยืนตัวตรงอยู่ตลอด
ในมือของชายหนุ่มมีกล่องอาหารที่ถูกห่อผ้าเอาไว้
เมื่อพบเซิ่งอันหนิงที่เดินเข้ามา โจวสือซวินก็เดินเข้ามาช่วยหญิงสาวถือกระเป๋าและส่งกล่องข้าวให้กับเธอ “เราหาที่กินข้าวก่อนดีกว่า อีกสักพักค่อยไปโรงพยาบาล”
เซิ่งอันหนิงลูบกล่องข้าวที่ยังอุ่นด้วยความประทับใจ ทั้งคู่ออกมาจากที่พัก จากนั้นได้หาที่นั่งสงบ ๆ และนั่งลงเปิดกล่องอาหาร กลิ่นอันหอมหวานของข้าวหมักลอยโชยมากระทบจมูกทันที
เมื่อเปิดออกก็พบกับนมข้าวหมักใส่ไข่คน(1) ที่บนผิวนั้นโรยหน้าด้วยงาดำและถั่วลิสงบด
มันไม่เหมือนกับข้าวหมักใส่ไข่คนที่เซิ่งอันหนิงเคยกินมาก่อน เนื่องจากครั้งนี้ใส่นมลงไปด้วย จึงมีลักษณะเป็นน้ำนมสีขาวข้นส่งกลิ่นหอม
เซิ่งอันหนิงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายและหันไปมองโจวสือซวินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “ตอนเช้ามีอะไรแบบนี้ขายด้วยหรือคะ? หอมมาก ๆ เลย นี่คุณกินแล้วหรือยัง?”
โจวสือซวินพยักหน้า “กินแล้ว”
เขาหยิบของอีกอย่างที่ห่อด้วยกระดาษไขออกมาจากกระเป๋าเสื้อและยื่นให้ “ยังมีอันนี้อีก ผมลืมเอามาให้คุณ”
เซิ่งอันหนิงรีบวางกล่องอาหารไว้บนตัก ยื่นมือไปหยิบห่อกระดาษไขมาเปิดออก ข้างในมีใบจ้างห่อไว้อีกหนึ่งชั้น และเมื่อแกะใบจ้างออกก็พบว่าเป็นขนมจ้างที่ถูกย้อมเป็นสีแดงจากพุทราจีน
กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลโชยเข้าจมูกในทันที
ทั้งหมดล้วนเป็นของที่เซิ่งอันหนิงชอบ เธอกินอาหารเช้าทั้งสองอย่างจนหมดอย่างพึงพอใจ วินาทีที่ข้าวอุ่น ๆ ลงไปในท้อง อารมณ์ของเธอก็ดีขึ้นเป็นอย่างมาก
โจวสือซวินเหลือบตามอง ทุกคำที่เซิ่งอันหนิงกิน ดวงตาของเธอจะโค้งหยีราวกับจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ และทุก ๆ คำก็ดูว่าเธอจะมีความสุขเป็นอย่างมาก
และนั่นทำให้คนข้าง ๆ อารมณ์ดีด้วยเช่นกัน
เซิ่งอันหนิงที่กินอิ่มแล้วจึงนำกล่องอาหารไปล้าง หลังจากนั้นจึงตามโจวสือซวินไปที่โรงพยาบาล ระหว่างทางก็ได้เอ่ยถามขึ้น “บ่ายวันนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วหรือคะ?”
โจวสือซวินพยักหน้า “ได้แล้ว หมอบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร”
เซิ่งอันหนิงไม่เข้าใจว่าคนในยุคนี้ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตน หรือเป็นเพราะร่างกายมันสร้างภูมิคุ้มกันไปแล้วกันแน่
หลังผ่าตัดเสร็จและฉีดยาแก้อักเสบสองสามครั้ง ก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว…
การต้องให้น้ำเกลือต่อนั้นนับว่ามีน้อยมาก
ทั้งสองคนมาถึงห้องพักผู้ป่วย หลัวไฉ่เสียเองก็อยู่ในห้องนี้เช่นกัน เมื่อเห็นเซิ่งอันหนิงและโจวสือซวินเข้ามาจึงรีบยืนขึ้น “ฉันคิดว่าวันนี้เอ้อร์นีออกโรงพยาบาลได้แล้ว เลยทำข้าวต้มน้ำตาลทรายแดงมาให้เอ้อร์นีด้วยน่ะค่ะ”
โจวเอ้อร์นีที่อยู่บนเตียงก้มหน้าก้มตากินอาหาร ราวกับไม่เห็นใครเข้ามาทั้งสิ้น
โจวสือซวินพยักหน้าโดยไม่กล่าวอะไรออกมา
เซิ่งอันหนิงเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเช่นกัน หลัวไฉ่เสียและโจวเอ้อร์นีโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ๆ การมาเยี่ยมหล่อนก็นับว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ
นอกจากนี้ ในใจของเธอก็รู้สึกว่าหลัวไฉ่เสียยังรู้สึกชอบโจวสือซวินอยู่
หลัวไฉ่เสียยิ้มขึ้นและมองไปยังเซิ่งอันหนิง “อันหนิง เธอกินอาหารเช้าหรือยัง? ฉันต้มไข่มาด้วยนะ เธอจะกินสักหน่อยไหม”
เซิ่งอันหนิงปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกินแล้ว”
จู่ ๆ โจวเอ้อร์นีก็เก็บกล่องอาหารและเงยหน้าขึ้นมองโจวสือซวิน “พี่รอง ฉันอยากกินนมข้าวหมักธัญพืชของร้านตระกูลหลี่ที่อยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองน่ะค่ะ”
หลัวไฉ่เสียรีบเอ่ยเกลี้ยกล่อม “ร้านนั่นอยู่ห่างจากโรงพยาบาลไปตั้งห้าหกกิโลเมตรเลยนะ และตอนนี้ก็คงจะขายหมดแล้ว ถ้าเธออยากกินก็คงต้องอยู่ต่ออีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปซื้อให้”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกตกใจ เธอพึ่งจะกินนมข้าวหมักธัญพืชถ้วยนั้นไป นี่โจวสือซวินจะลงทุนเดินไปถึงห้าหกกิโลเมตรเพื่อซื้อกลับมาหรือ?
หรือว่าในเมืองนี้ยังมีร้านอื่นขายอีก?
ในอนาคต ร้านรวงธรรมดา ๆ แบบนี้จะกลายเป็นร้านที่มีคุณค่าเป็นอย่างมาก
โจวเอ้อร์นีทำหน้าบึ้งและมองไปยังโจวสือซวิน เด็กสาวอยากจะอยู่อีกคืนจริง ๆ ร่างกายก็ยังไม่ฟื้นตัวดี กลับไปอาจจะโดนด่าได้
โจวฉางหลินที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้น “แบบนั้นไม่ได้นะ คนในทีมขุดคลองมาสองวันแล้ว การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิก็จะเริ่มขึ้นแล้ว พวกเขายังต้องใช้รถแทรกเตอร์ช่วยใส่ปุ๋ยอีก เราช้าไม่ได้แล้ว ”
โจวสือซวินไม่สนใจน้ำตาของโจวเอ้อร์นี ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาโจวฉางหลิน “พี่ไปถามหมอดูเถอะครับ ว่าจะขอออกโรงพยาบาลได้ตอนไหน”
โจวฉางหลินตอบกลับและเดินออกไป
หลัวไฉ่เสียไม่อาจทนดูโจวเอ้อร์นีแสดงท่าทางน้อยใจได้ “ถ้าเช่นนั้นพวกคุณกลับไปก่อนก็ได้ค่ะ ฉันจะอยู่ดูแลเอ้อร์นีที่นี่เอง เมื่อเสร็จแล้วจะส่งหล่อนกลับ สองวันนี้ฉันไม่มีงานยุ่งอะไรพอดี”
โจวสือซวินปฏิเสธ “ไม่เป็นไร กลับไปพักก็ได้แล้ว”
หลัวไฉ่เสียรู้สึกไม่พอใจ หล่อนขมวดคิ้วและเอ่ยขึ้น “อาซวิน หล่อนเป็นน้องสาวของคุณนะคะ คุณอย่าเมินหล่อนสิ”
เซิ่งอันหนิงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเพลิดเพลิน น้ำเสียงของหลัวไฉ่เสียดูเหมือนกับกำลังสอนผู้ชายของตนอย่างไรอย่างนั้น ดูแล้วสนิทสนมกันมาก ๆ
ดังนั้นเธอจึงแน่ใจว่าการที่หลัวไฉ่เสียครองตนเป็นโสดมาตลอด เพราะว่าหล่อนยังคิดถึงโจวสือซวินอยู่
เนื่องจากโจวสือซวินยังคงยืนกรานเช่นนั้น โจวเอ้อร์นีจึงต้องออกจากโรงพยาบาลและกลับหมู่บ้านไปพร้อมกับพวกเขา
หลัวไฉ่เสียช่วยคลุมผ้าคลุมศีรษะให้โจวเอ้อร์นี ปิดบังใบหน้ามิดชิด และเอ่ยปลอบ “ฉันยังมีงานที่ต้องทำ ถ้าเสร็จแล้วจะกลับไปหานะ เธอไม่ต้องรู้สึกแย่อะไรมาก ขอเพียงแค่ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องอื่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
เซิ่งอันหนิงที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ พลันรู้สึกว่าน้ำเสียงของหลัวไฉ่เสียเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าและโล่งใจด้วยในเวลาเดียวกัน
มันง่ายมากที่จะสะท้อนออกมาให้ผู้คนรู้สึก
ในตอนเดินทางกลับ โจวฉางหลินเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ เซิ่งอันหนิงนั่งถัดจากโจวสือซวิน มีโจวเอ้อร์นีนั่งห่มผ้าและนั่งอยู่ด้านตรงข้าม
เมื่อรถแทรกเตอร์ขับออกไปได้ไกล เซิ่งอันหนิงยังคงเห็นหลัวไฉ่เสียยืนอยู่ข้างทาง ผ้าพันคอสีเขียวที่พันอยู่นั้นทำให้หล่อนดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก
โจวเอ้อร์นีมองตามสายตาของเซิ่งอันหนิง จู่ ๆ เด็กสาวก็เอ่ยเสียงดัง “พี่รอง ผ้าพันคอที่พี่ไฉ่เสียใส่อยู่เป็นผืนที่พี่เคยให้ไว้ พี่จำได้ไหมคะ?”
เสียงดังเป็นอย่างมาก จนเสียงของรถแทรกเตอร์เองก็ไม่สามารถสู้ได้
แน่นอนว่าถ้าเซิ่งอันหนิงไม่หูหนวก เธอจะต้องได้ยินอย่างแน่นอน หญิงสาวหันไปมองโจวสือซวินพลางครุ่นคิด ชายหนุ่มยังซื้อผ้าพันคอให้กับไฉ่เสียอีกด้วยหรือ คิดแล้วก็รู้สึกหวงขึ้นมาอีกครั้ง จึงหันไปมองโจวสือซวินแวบหนึ่งและหันไปอีกด้าน
โจวสือซวินรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย เขาซื้อผ้าพันคอให้ไฉ่เสียตอนไหน? นี่เป็นการขอบคุณที่ได้รับเบี้ยเลี้ยงเป็นครั้งแรก จึงซื้อผ้าพันคอให้แม่ของหลัวไฉ่เสียหนึ่งผืนต่างหาก ในจดหมายก็เขียนไว้อย่างชัดเจน
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุก ๆ คนเลยเข้าใจผิดใช่ไหม?
ความเงียบของโจวสือซวินในสายตาของเซิ่งอันหนิงนั้นถือว่าเป็นการยอมรับ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา!
ในตอนที่เซิ่งอันหนิงรู้สึกไม่มีความสุขนั้น รถแทรกเตอร์ก็ได้กลับมาถึงบ้านพอดี ซึ่งจูกุ้ยฮวาและโจวฉางอวิ้นต่างก็อยู่บ้านเช่นกัน
…………………………………………………………………………………………………………………………
牛奶醪糟鸡蛋 เป็นอาหารประจำถิ่นของเมืองหลานโจว ทำจากนม ข้าวเหนียวหมัก และไข่คน โรยหน้าด้วยธัญพืช เวลากินจะมีกลิ่นหอมของนมเจือส่าเหล้า ทำให้รู้สึกอบอุ่นท้องในเช้าที่อากาศหนาวเย็น (ภาพจาก https://baike.baidu.com/item/%E7%89%9B%E5%A5%B6%E9%B8%A1%E8%9B%8B%E9%86%AA%E7%B3%9F/9122828 )
สารจากผู้แปล
สถานการณ์เหมือนจะดีแล้ว แต่น่าตรบนังเด็กปากเสียมากเลยค่ะ จงใจทำให้อันหนิงรู้สึกหึงชัด ๆ พี่โจวก็อีกคน เงียบแบบนี้เค้าถือว่ายอมรับนะคะ
ไหหม่า(海馬)