ผ้าคลุมสีเทาถูกดึงลงจากศิลาทดสอบต่อหน้าผู้ตรวจสามคน
รอยร้าวบนผิวศิลาไม่ได้หายไป
มันยังอยู่ตรงนั้น ใต้ตำแหน่งที่ฝ่ามือของเย่เทียนเคยวางไว้ รอยบางยาวไม่ถึงครึ่งนิ้ว ลึกไม่มากพอให้หินเสียรูป แต่ชัดพอให้ไม่มีใครในห้องตรวจสอบกล้าพูดว่าเป็รอยฝุ่นหรือรอยเก่าที่ไม่มีใครสังเกตมาก่อน ผู้ตรวจหมวดชีพจรยืนอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะหิน มือไพล่หลัง ใบหน้าเคร่งกว่าตอนอยู่บนลาน ส่วนผู้ดูแลเรือนกลางกางแผ่นบันทึกผลทั้งห้าหมวดไว้บนโต๊ะไม้ยาว
ห้องรับรองด้านหลังเรือนกลางไม่ได้ใหญ่ แต่ตอนนี้กลับดูแน่นกว่าที่ควรเป็ เพราะนอกจากผู้ตรวจและผู้ดูแลแล้ว เย่กวงยังยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ สีหน้าสงบนิ่งราวกับเื่ทั้งหมดเป็เพียงงานเอกสารชิ้นหนึ่งที่ต้องหาวิธีจัดเก็บให้ถูกหมวด
เย่เทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้าง
เขาได้รับอนุญาตให้นั่ง ไม่ใช่เพราะมีใครเมตตาเป็พิเศษ แต่เพราะเย่คุนพูดไว้ก่อนออกจากลานว่า หากยังให้เขายืนต่ออีกครึ่งชั่วยาม คงต้องเพิ่มหมวด “ทดสอบความดื้อ” เข้าไปในรายงานด้วย คำพูดนั้นทำให้ผู้ช่วยลานรีบหาเก้าอี้มาให้ทันที แม้เย่กวงจะไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ
มือขวาของเย่เทียนยังเย็นอยู่ เขากำมือแล้วคลายมือเบา ๆ ใต้แขนเสื้อ ไม่ให้ใครเห็นชัด อาการชาไม่ได้รุนแรงขึ้น แต่ยังไม่หายไปเสียทีเดียว หน้าอกยังหน่วงเหมือนหายใจผ่านผ้าเปียกบาง ๆ ส่วนขาซ้ายเจ็บเป็จังหวะทุกครั้งที่หัวใจเต้นแรงเกินไป เขาไม่ได้รู้สึกเหมือนผู้ชนะหลังการประเมิน ตรงกันข้าม เขารู้สึกเหมือนคนที่ผ่านลำน้ำมาได้ครึ่งตัว แล้วเพิ่งรู้ว่าฝั่งที่ขึ้นมานั้นมีหน้าผารออยู่
“ศิลาไม่ได้แตกร้าวจากแรงภายนอก” ผู้ตรวจหมวดชีพจรกล่าวในที่สุด “ไม่มีรอยกระแทก ไม่มีรอยขูด และตำแหน่งรอยร้าวตรงกับจุดที่เกิดการสั่นตอบสนอง”
ผู้ดูแลเรือนกลางจดลงไป “ยืนยันว่าศิลาไม่เสีย?”
ผู้ตรวจอีกคนที่ตรวจสภาพศิลาส่ายหน้า “หากเสีย ต้องมีรอยแตกในแนวเส้นปราณภายใน แต่รอยนี้เป็เพียงผิวชั้นนอก และเกิดหลังการตอบสนอง ไม่ใช่ก่อนหน้า”
เย่กวงถาม “แล้วแปลว่าอะไร”
คำถามนั้นทำให้ห้องเงียบลงเล็กน้อย ผู้ตรวจหมวดชีพจรมองศิลาอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ยังไม่อาจแปลว่าเปิดชีพจรได้ ศิลาไม่ส่องแสงชั้นแรก ไม่เกิดการไหลของรอยสลักเต็มวง และไม่มีแรงปราณตอบกลับตามมาตรฐานของผู้เปิดชีพจรสำเร็จ”
เย่เทียนฟังประโยคนั้นโดยไม่ขยับ
เขาไม่ได้ผิดหวังเท่าที่ควร เพราะส่วนหนึ่งของเขารู้อยู่แล้วว่าตนยังไม่ถึงขั้นนั้น
ผู้ตรวจพูดต่อ “แต่ก็ไม่อาจบันทึกว่าไร้การตอบสนองได้เช่นกัน เสาหินปราณในหมวดลมหายใจก่อนหน้ามีการตอบรับผิดปกติ และศิลาทดสอบชีพจรสั่นสามจังหวะตรงกับ่ลมหายใจของผู้ทดสอบ หากบันทึกว่าไร้การตอบสนอง รายงานจะขัดกับสิ่งที่ผู้ตรวจหลายคนเห็นพร้อมกัน”
ผู้ดูแลเรือนกลางเหลือบมองเย่กวงเล็กน้อย
เย่กวงไม่พูดทันที เขาใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะไม้เพียงครั้งเดียว เสียงเบานั้นกลับทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกได้ว่าเขากำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างอยู่
“ดังนั้น ผลควรเป็อย่างไร”
ผู้ตรวจหมวดชีพจรตอบ “ไม่ผ่านสมบูรณ์ แต่ควรจัดเป็กรณีตอบสนองผิดปกติ และส่งเข้าพิจารณาเงื่อนไขพิเศษ”
“เงื่อนไขพิเศษ” เย่กวงทวนคำอย่างราบเรียบ
คำนี้ไม่ได้ทำให้เขาดูพอใจนัก
ผู้ดูแลเรือนกลางเปิดระเบียบอีกแผ่น “ตามข้อกำหนด หากผู้เข้าประเมินผ่านหมวดพื้นฐานเกินกึ่งหนึ่ง และหมวดชีพจรมีผลไม่ตรงเกณฑ์แต่ไม่ใช่ไร้การตอบสนอง สามารถให้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราวได้หนึ่งรอบทรัพยากร โดยผลต้องถูกติดตามในการประเมินรอบถัดไปหรือสนามที่เกี่ยวข้อง”
เย่เทียนได้ยินคำว่า “สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว” แล้วรู้สึกว่าแผ่นหลังตนเองหนักขึ้น
ไม่ใช่ชัยชนะ
แต่เป็ช่องเล็ก ๆ ที่ยังไม่ถูกปิด
เย่กวงมองไปยังผู้ดูแล “สิทธิ์ทรัพยากร?”
“ขั้นต่ำ” ผู้ดูแลตอบ “ไม่ใช่ระดับของผู้เปิดชีพจรสมบูรณ์ แต่ไม่ถูกตัดเหลือศูนย์เหมือนผู้ไร้การตอบสนอง”
เย่กวงหันมามองเย่เทียนเป็ครั้งแรกนับั้แ่เริ่มหารือ “เ้าได้ยินแล้วหรือไม่”
เย่เทียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้า ๆ แม้ขาซ้ายจะประท้วงอยู่ใต้ผ้าพัน เขาคารวะ “ได้ยินขอรับ”
“ผลของเ้าไม่ใช่ผ่านเต็มรูปแบบ”
“ข้าทราบ”
“และไม่ใช่หลักฐานว่าเ้ามีพร์เหนือคนอื่น”
“ข้าก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น”
เย่กวงมองเขานิ่ง ๆ คล้ายกำลังตรวจว่าคำตอบนี้เป็ความถ่อมตัวหรือเป็เพียงการหลบเลี่ยง แต่สีหน้าของเย่เทียนเหนื่อยเกินกว่าจะประดิษฐ์ความหมายซับซ้อนมากนัก
“เช่นนั้นเ้าควรรู้ไว้” เย่กวงกล่าว “ตราบใดที่ผลยังคลุมเครือ คนที่เห็นด้วยจะบอกว่าเ้ามีทาง คนที่ไม่เห็นด้วยจะบอกว่านั่นเป็เพียงความผิดปกติของศิลา และทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลพอจะพูดต่อ”
เย่เทียนไม่ได้ตอบทันที
นี่อาจเป็ประโยคที่เย่กวงพูดอย่างตรงที่สุดกับเขาในหลายวันมานี้ ไม่ใช่การกด ไม่ใช่การเยาะ แต่เป็การบอกความจริงในแบบที่ไม่อ่อนโยน
“ข้าจะจำไว้ขอรับ”
เย่กวงหยิบแผ่นรายงานจากผู้ดูแลเรือนกลาง ตรวจดูข้อความครู่หนึ่ง แล้วกล่าว “บันทึกผลเบื้องต้น เย่เทียน ผ่านสี่หมวดพื้นฐาน หมวดชีพจรไม่สมบูรณ์ มีการตอบสนองผิดปกติ ให้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราวหนึ่งรอบทรัพยากร ได้รับทรัพยากรขั้นต่ำ และต้องเข้ารับการติดตามผลในสนามประลองรอบถัดไป”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “สนามประลองรอบถัดไป?”
ผู้ดูแลเรือนกลางหยิบเอกสารอีกแผ่นขึ้นมา “ประกาศเต็มจะออกหลังการประเมินทั้งหมดจบ แต่เ้าควรรู้ไว้ก่อน อีกหกเดือน ตระกูลจะจัดการประลองทำเนียบผู้ฝึกสายหลักตามรอบปกติ ผู้ฝึกอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีในเส้นทางฝึกของตระกูลต้องเข้าร่วมทั้งหมด”
คำว่า “ทำเนียบผู้ฝึกสายหลัก” ทำให้เย่เทียนนิ่งไปชั่วขณะ
เขาเคยได้ยินคำนี้บ้าง แต่ไกลมาก ไกลจนเหมือนชื่อของอีกโลกหนึ่ง คนที่อยู่ในทำเนียบไม่ใช่เด็กที่เพิ่งเข้าประเมินพื้นฐาน แต่เป็ผู้ฝึกที่เดินบนเส้นทางปราณมาหลายปี บางคนออกภารกิจนอกเมือง บางคนเคยประมือกับสัตว์อสูร บางคนได้รับสิทธิ์เข้าลานฝึกชั้นใน และชื่อของพวกเขามักถูกพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากคนทั่วไป
เย่กวงกล่าวต่อ “การประลองนั้นไม่ใช่การประเมินแยกหมวด ไม่มีเสาไม้ให้วัดแรง ไม่มีหินลาดให้เก็บคะแนนทีละส่วน มีเพียงลานประลองและคู่ต่อสู้ อันดับสูง โดยเฉพาะสิบอันดับแรก จะได้รับสิทธิ์พิเศษตามลำดับ ส่วนอันดับต่ำก็กลับไปฝึกตามระบบปกติ ไม่ใช่บทลงโทษ แต่เป็การจัดลำดับของผู้ฝึกสายหลัก”
ผู้ตรวจหมวดชีพจรเหลือบมองเย่เทียน เหมือนอยากดูว่าเด็กหนุ่มจะตอบสนองอย่างไรต่อชื่อสนามที่ใหญ่กว่าตนเองมาก
เย่เทียนไม่ได้พูดว่าเขาจะติดอันดับ
ไม่ได้พูดว่าจะเอาชนะใคร
เขารู้ดีว่าแม้แต่เย่เฉิงซึ่งเป็คนเด่นที่สุดในรุ่นของตน หากโยนเข้าไปในสนามที่รวมผู้ฝึกอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีทั้งหมด ก็ยังไม่อาจหวังสูงเกินไปได้ง่าย ๆ รุ่นพี่ที่อายุยี่สิบกว่า มีทั้งปราณสะสม ประสบการณ์ต่อสู้ และร่างกายที่ผ่านการฝึกจริงมายาวนานกว่า
สำหรับเขาในตอนนี้ การพูดถึงสิบอันดับแรกแทบไม่ต่างจากเด็กที่เพิ่งหัดเดินแล้วบอกว่าจะปีนยอดเขาในวันเดียว
เย่เทียนจึงถามเพียงว่า “การเข้าร่วมเป็เงื่อนไขติดตามผลของข้าหรือขอรับ”
ผู้ดูแลตอบ “ไม่ใช่เฉพาะเ้า ทุกคนในเส้นทางฝึกที่เข้าเกณฑ์อายุต้องเข้าร่วมอยู่แล้ว เพียงแต่สำหรับเ้า ผลในสนามนั้นจะถูกนำมาดูร่วมกับผลผิดปกติวันนี้”
เย่กวงกล่าว “ถ้าเ้าคิดว่าผลของศิลาวันนี้เป็โอกาส ก็จงรู้ไว้ว่าโอกาสนั้นไม่ได้ยืนอยู่กับที่รอเ้า อีกหกเดือน บนลานประลอง จะไม่มีใครสนว่าศิลาเคยสั่นกี่ครั้ง”
เย่เทียนคารวะ “ข้าทราบ”
เขาทราบจริง ๆ
รอยร้าวบนศิลาทำให้เขาไม่ถูกปิดทางวันนี้ แต่ในสนามต่อสู้ ไม่มีใครแพ้เพราะฝ่ายตรงข้ามเคยทำให้หินร้าว หากเขายังมีเพียงผลผิดปกติ ไม่มีแรง ไม่มีปราณ ไม่มีประสบการณ์ วันนั้นเขาก็จะถูกกวาดลงจากลานโดยไม่ต้องมีใครตีความให้ยุ่งยาก
ผู้ดูแลเรือนกลางยื่นแผ่นไม้เล็กให้เขา บนแผ่นไม้มีตราเรือนกลางและตัวอักษรสลักว่า “สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว”
“นำแผ่นนี้ไปแสดงที่คลังทรัพยากรในวันพรุ่งนี้ เ้าจะได้รับหินปราณและยาฟื้นฟูตามสิทธิ์ขั้นต่ำของผู้ผ่านเงื่อนไขพิเศษ” ผู้ดูแลกล่าว “และห้ามใช้หินปราณฝึกโดยลำพังจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากผู้ฝึกสอนหรือผู้รับผิดชอบ”
เย่เทียนรับแผ่นไม้ด้วยสองมือ “ขอบคุณขอรับ”
เย่กวงมองแผ่นไม้ในมือเขา “อย่าเพิ่งดีใจ ทรัพยากรขั้นต่ำไม่พอให้เ้าตามใครทัน หากใช้ผิด ยังทำให้ร่างกายเสียเร็วกว่าเดิม”
“ข้าจะระวัง”
“คำนี้เ้าพูดบ่อยขึ้นทุกวัน” เย่กวงกล่าว “หวังว่าจะเริ่มทำได้มากพอ ๆ กับที่พูด”
เย่เทียนไม่ตอบโต้
เพราะครั้งนี้ เขาไม่มีเหตุผลให้ตอบโต้
การประชุมสั้น ๆ สิ้นสุดลงหลังผู้ตรวจลงนามในรายงานเบื้องต้น ศิลาทดสอบถูกคลุมผ้าอีกครั้ง แต่ก่อนผ้าจะปิดลง เย่เทียนมองรอยร้าวนั้นเป็ครั้งสุดท้าย เขาไม่รู้ว่าควรขอบคุณมันหรือกลัวมันดี รอยเล็ก ๆ บนหินก้อนนั้นเปิดทางให้เขาอยู่ต่อ แต่ก็ทำให้สายตาจำนวนมากหันมาหาเขาในแบบที่อาจหนักกว่าเดิม
ตอนเขาเดินออกจากห้องรับรอง เย่คุนยืนอยู่ใต้ชายคาด้านนอก มือถือไม้พลองสั้นเหมือนเดิม สีหน้าเหมือนไม่ได้มารอใคร แต่ตำแหน่งที่ยืนบังทางพอดีเกินไปจะเรียกว่าไม่ตั้งใจ
“ยังเดินตรงได้หรือไม่” เย่คุนถาม
“ได้ขอรับ”
“กลับเรือนแล้วนอน ห้ามเปิดบันทึก ห้ามวางเท้า ห้ามทดลองหายใจประหลาด ๆ ห้ามคิดว่าถ้าเ้าเกือบทำศิลาร้าวได้ ก็อาจทำให้มันร้าวอีกครั้งด้วยการนั่งโง่อยู่ในห้อง”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย “ท่านผู้ฝึกสอนพูดเหมือนอ่านใจข้าได้”
“เด็กที่เกือบเจ็บหนักแต่ได้ผลแปลก ๆ มักคิดซ้ำอยู่สามอย่าง” เย่คุนกล่าว “ข้าเกือบทำได้แล้ว ข้าควรลองอีกครั้ง และครั้งนี้ข้าจะระวัง ข้าเห็นคนคิดแบบนี้มามากพอจะจำกลิ่นได้”
เย่เทียนคารวะอย่างจริงใจ “ข้าจะไม่ลอง่นี้ขอรับ”
เย่คุนจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนพยายามดูว่าคำว่า “่นี้” ของเด็กหนุ่มคนนี้ยาวกี่วัน ก่อนจะโยนห่อผ้าเล็ก ๆ ให้
“ยาฟื้นกล้ามเนื้อ ใช้ทา ไม่ใช่กิน ถ้าเ้ากินเข้าไป ข้าจะถือว่าเ้าไม่ควรได้รับอนุญาตให้จับหินปราณใด ๆ ทั้งสิ้น”
เย่เทียนรับห่อผ้าไว้ “ขอบคุณขอรับ”
เย่คุนโบกมือไล่ “ไป”
ทางเดินหน้าเรือนกลางใน่บ่ายเต็มไปด้วยเสียงผู้คนที่เพิ่งออกจากลานประเมิน บางคนพูดถึงคะแนน บางคนพูดถึงคนที่ผ่านดีเกินคาด บางคนพูดถึงศิลาทดสอบที่ถูกคลุมผ้าไว้กลางลาน เสียงเ่าั้เมื่อเห็นเย่เทียนเดินออกมาก็เบาลงเองโดยไม่จำเป็ต้องมีใครห้าม
เย่เทียนยังไม่ทันเดินถึงขั้นบันได ก็เห็นเย่เฉิงยืนอยู่ใต้เงาเสาด้านข้าง
เขาไม่ได้พิงเสา ไม่ได้ทำท่ารออย่างเปิดเผย เพียงยืนอยู่ในตำแหน่งที่คนเดินออกจากเรือนกลางต้องเห็นพอดี ชุดฝึกของเขายังเรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง ใบหน้าไม่มีร่องรอยความอยากรู้อยากเห็นเกินจำเป็ แต่สายตาหยุดอยู่ที่แผ่นไม้ในมือเย่เทียนทันที
“ผลออกมาอย่างไร” เย่เฉิงถาม
ไม่มีคำทัก ไม่มีคำอ้อม
เย่เทียนยกแผ่นไม้ให้ดู “ได้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว ทรัพยากรขั้นต่ำ ผลชีพจรยังถูกบันทึกเป็กรณีพิเศษ”
เย่เฉิงมองแผ่นไม้นั้นครู่หนึ่ง “เช่นนั้นก็ยังไม่จบ”
“ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้น”
เย่เฉิงเงียบไปเล็กน้อย ก่อนกล่าว “อย่างน้อยก็ไม่ใช่จุดจบ”
ประโยคนี้จากปากเย่เฉิงฟังไม่เหมือนคำปลอบ แต่น้ำหนักของมันกลับมากกว่าคำปลอบหลายประโยค เพราะเย่เทียนรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนพูดเพื่อให้ใครสบายใจ
“พวกเขาพูดถึงการประลองทำเนียบผู้ฝึกสายหลักในอีกหกเดือน” เย่เทียนกล่าว
เย่เฉิงพยักหน้าเหมือนคาดไว้อยู่แล้ว “รอบปกติของตระกูล ผู้ฝึกอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีต้องเข้าร่วม แต่สำหรับเ้าคงถูกจับตาเป็พิเศษ”
“มันต่างจากการประเมินพื้นฐานมากเพียงใด”
เย่เฉิงมองไปยังลานใหญ่ที่ยังมีคนเดินเข้าออกอยู่ไกล ๆ “คนละเื่กัน การประเมินพื้นฐานวัดว่าเ้ายังมีสิทธิ์เดินต่อหรือไม่ แต่ทำเนียบสายหลักวัดว่าเ้าจะยืนอยู่ตรงไหนเมื่อคนอื่นลงมือจริง ไม่มีหมวดแยก ไม่มีคะแนนเล็ก ๆ ให้เก็บทีละส่วน มีเพียงคู่ต่อสู้ที่อยากชนะเ้าเช่นกัน”
เย่เทียนฟังเงียบ ๆ
เย่เฉิงพูดต่อ “ในสนามนั้น คนที่มีประสบการณ์มากกว่าไม่ได้รอให้เ้าหายใจตั้งหลัก คนที่มีปราณมากกว่าไม่ได้ลดแรงเพราะเ้าเพิ่งฝึกได้ไม่นาน และคนที่อยู่ในอันดับสูงไม่ได้สนใจว่าเ้ามีเื่ผิดปกติอะไรกับศิลา”
คำพูดนั้นตรงจนเย่เทียนเกือบรู้สึกเหมือนกลับไปยืนหน้าเสาหินปราณอีกครั้ง
“แล้วเ้าหวังอันดับใด” เย่เทียนถาม
เย่เฉิงไม่ตอบทันที
นี่เป็ครั้งแรกในวันนั้นที่เย่เทียนเห็นอีกฝ่ายใช้เวลาคิดกับคำถามหนึ่งนานกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ แต่เพราะคำตอบนั้นอาจเปิดเผยตำแหน่งของตนเองมากกว่าที่เย่เฉิงชอบ
“หากแตะหนึ่งร้อยอันดับแรกได้ ก็นับว่าไม่เสียชื่อแล้ว” เย่เฉิงกล่าวในที่สุด
เย่เทียนนิ่งไป
เขารู้ว่าเย่เฉิงไม่ได้พูดถ่อมตัว เย่เฉิงเป็คนภูมิใจในความพยายามของตนเอง และไม่ใช่คนลดค่าตนเพื่อให้ฟังดูสุภาพ หากคนเช่นนี้ยังบอกว่าการติดหนึ่งร้อยอันดับแรกคือเป้าหมายที่หนัก แสดงว่าสนามอีกหกเดือนข้างหน้ากว้างกว่าที่เย่เทียนคิดไว้มาก
“ขนาดเ้ายังมองเช่นนั้น” เย่เทียนกล่าว
เย่เฉิงมองเขา “ข้ายังอายุน้อยเมื่อเทียบกับคนในทำเนียบ ผู้ฝึกอายุยี่สิบสองหรือยี่สิบสามบางคนอยู่ก่อปราณมาหลายปี ผ่านภารกิจนอกเมืองมาหลายครั้ง พวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งเพราะชื่อในตระกูล แต่เพราะเคยใช้พลังในที่ที่พลาดแล้วมีเืจริง”
คำว่าเืจริงทำให้เย่เทียนนึกถึงไม้พลอง ถุงทราย ศิลา และรอยเืจาง ๆ บนหลังมือของตนเอง
สิ่งเ่าั้ยังห่างจากสนามจริงมาก
เย่เฉิงลดเสียงลงเล็กน้อย “เย่ิไม่ใช่คนที่เ้าต้องมองไกลนัก”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น
“แต่พี่ชายของเขา เย่ชิงหาน อยู่ในทำเนียบสายหลักมาสองรอบแล้ว” เย่เฉิงกล่าว “อันดับของเขาสูงกว่าที่คนรุ่นเราเอื้อมถึงในตอนนี้ และเขาไม่เหมือนเย่ิ”
“ต่างกันอย่างไร”
เย่เฉิงมองเขานานขึ้น เหมือนกำลังเลือกคำที่เหมาะสม “เย่ิดูถูกเพราะเขาอยากให้เ้ารู้สึกต่ำกว่า ส่วนเย่ชิงหานไม่จำเป็ต้องพยายาม เขาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต่ำกว่าเขาอยู่แล้ว”
เย่เทียนจดจำชื่อนั้นไว้เงียบ ๆ
เย่ชิงหาน
พี่ชายของเย่ิ
ทำเนียบสายหลัก
“เขาจะสนใจข้าหรือ” เย่เทียนถาม
“ตอนนี้คงไม่” เย่เฉิงตอบตรงมาก “สำหรับเขา ผลของเ้าเป็เพียงเื่แปลกในลานประเมินพื้นฐาน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องลงมาใส่ใจ แต่ถ้าชื่อของเ้าถูกพูดถึงมากขึ้น หรือหากเย่ิเสียหน้ามากพอ เขาอาจมองลงมา”
คำว่า “มองลงมา” ฟังแล้วไม่สบายหูนัก แต่เย่เทียนรู้สึกได้ว่ามันเหมาะกับภาพของคนที่เย่เฉิงกำลังพูดถึง
“ขอบคุณที่บอก” เย่เทียนกล่าว
เย่เฉิงพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าไม่ได้บอกเพื่อให้เ้ากลัว”
“ข้ารู้”
“และไม่ได้บอกให้เ้าหวังไกลเกินไป”
“ข้าก็รู้”
เย่เฉิงมองเขาอีกครั้ง “ดี เพราะวันนี้เ้าเพิ่งรอดจากการถูกปิดทาง ไม่ใช่เพิ่งชนะอะไรมา”
ประโยคนี้ตรงจนคนอื่นอาจรู้สึกเจ็บ แต่เย่เทียนกลับรู้สึกว่ามันทำให้ศีรษะของเขาเบาลงกว่าเดิม เย่เฉิงพูดเหมือนวางหินก้อนหนึ่งลงบนพื้นตรงหน้าเขา ไม่ได้ขว้างใส่ แต่บอกชัดว่าหากจะเดินต่อ ต้องเห็นมันก่อน
“ข้าจะจำไว้” เย่เทียนกล่าว
เย่เฉิงไม่พูดต่อ เขาหันหลังเดินจากไป แต่ก่อนจะพ้นเงาเสา เขาหยุดเล็กน้อย
“อีกหกเดือน หากเ้าขึ้นลานทำเนียบสายหลักจริง อย่าเอาผลวันนี้ไปวัดวันนั้น”
เย่เทียนมองแผ่นหลังของเขา “แล้วควรวัดด้วยอะไร”
เย่เฉิงไม่หันกลับมา
“ด้วยสิ่งที่เ้ามีตอนยืนอยู่ตรงนั้น”
พูดจบ เขาก็เดินจากไป
เย่เทียนยืนอยู่หน้าบันไดเรือนกลางนานกว่าที่คิด แผ่นไม้สิทธิ์ชั่วคราวอยู่ในมือ น้ำหนักของมันไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ความหมายเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้มันคือหลักฐานว่าเขายังได้ฝึกต่อ ตอนนี้มันเหมือนเครื่องเตือนว่า เขามีเวลาเพียงหกเดือนในการทำให้คำว่า “ชั่วคราว” ไม่กลายเป็กรงอีกใบ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกด้าน
เสี่ยวอวี่เดินเข้ามา นางไม่ได้วิ่ง ไม่ร้องเรียก แต่สายตาตรวจั้แ่หน้าเขา มือเขา ขาเขา ไปจนถึงแผ่นไม้ในมืออย่างรวดเร็ว
“ยังยืนอยู่” นางกล่าว
“เป็คำทักที่ดี”
“เพราะตอนเห็นเ้าหน้าซีดหลังลงจากลาน ข้าคิดว่าเ้าจะนั่งยาวถึงเย็น”
เย่เทียนยิ้มบาง “เกือบแล้ว”
เสี่ยวอวี่มองแผ่นไม้ในมือเขา “ผล?”
“ได้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว ทรัพยากรขั้นต่ำ ผลชีพจรยังรอพิจารณาต่อ”
นางพยักหน้าอย่างช้า ๆ “แปลว่าไม่ดีพอให้ดีใจเต็มที่ แต่ก็ดีพอให้หายใจได้”
เย่เทียนมองนางอย่างประหลาดใจเล็กน้อย “เ้าสรุปได้ดีกว่าผู้ดูแลเรือนกลางอีก”
“เพราะข้าใช้คำคน ไม่ใช่คำเอกสาร”
คราวนี้เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ ได้จริง แม้จะสั้นมาก
เสี่ยวอวี่ไม่ปล่อยให้เขาหัวเราะนาน “กลับเรือน พัก กินยา แล้วนอน”
“เย่คุนก็พูดคล้ายกัน”
“ดี แปลว่าวันนี้มีคนฉลาดสองคนเห็นตรงกัน”
“แล้วถ้าข้าอยากอ่านบันทึกเล็กน้อย—”
“ข้าจะยึดบันทึกเ้า”
เย่เทียนหยุดทันที
เสี่ยวอวี่มองเขาด้วยสีหน้าที่บอกชัดว่านางทำจริง
เขายอมแพ้อย่างสงบ “ข้าจะนอน”
“ดี”
ระหว่างเดินกลับเรือน เสียงจากลานใหญ่ยังดังอยู่ไกล ๆ การประเมินของคนอื่นยังไม่จบ โลกไม่ได้หยุดเพราะรอยร้าวบนศิลาของเขา และตระกูลเย่ก็ยังหมุนไปตามระเบียบเดิมของมัน ผู้คนจะพูด จะเถียง จะตีความ แต่สุดท้ายรายงานจะถูกเก็บเข้าเรือนกลาง แผ่นไม้สิทธิ์ชั่วคราวจะถูกบันทึก และอีกหกเดือน สนามที่ใหญ่กว่านี้จะเปิดขึ้นตามรอบของมัน
เย่เทียนเดินช้ากว่าปกติ แต่ไม่ต้องมีใครพยุง
เมื่อถึงเรือน เขาวางแผ่นไม้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราวไว้บนโต๊ะข้างบันทึกลมหายใจพื้นฐาน เขามองสองสิ่งนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สิ่งหนึ่งคือหลักฐานจากเรือนกลางว่าเขายังไม่ถูกปิดทาง อีกสิ่งคือจุดเริ่มของเส้นทางที่ยังเต็มไปด้วยคำถาม
เขาไม่ได้เปิดบันทึก
ไม่ได้หยิบพู่กัน
ไม่ได้เขียนคำสรุปอะไรเพิ่ม
วันนี้เขาทำตามคำสั่งยากที่สุดข้อหนึ่ง
เขานอนลง
และปล่อยให้ร่างกายที่ผ่านมาห้าหมวด กับศิลาที่ทิ้งรอยร้าวไว้เื้ั ได้พักจริง ๆ เป็ครั้งแรกในหลายวัน