ตอนที่ 2: ชาขมในศาลาบรรพชน
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอประกายสีทองละมุนสาดส่องผ่านม่านไหมปักลายเมฆหมอกเข้ามาภายในห้องหอ ทาบทับลงบนร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่บนตั่งไม้จันทน์ฝั่งตรงข้ามเตียงหงส์ กู้หนานโจวยังคงนอนนิ่งสนิท ดวงตาปิดสนิทกระทั่งห้วงเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ก่อนที่เปลือกตาคู่คมจะค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า
การตื่นขึ้นในยามเช้านี้ไม่ใช่ความงัวเงียหรือความอ่อนล้าของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป หากแต่เป็ความตื่นตัวและเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขา สูญสิ้นซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงสติปัญญาอันแหลมคมที่ถูกร้อยเรียงขึ้นจากความทรงจำสองชุดที่หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ชุดแรกคือความทรงจำอันน่าสังเวชและไร้ค่าของกู้หนานโจว คุณชายตกอับผู้ถูกตราหน้าว่าเป็ขยะไร้ค่าแห่งเมืองหลวงผู้จมปลักอยู่กับกองหนี้สิน ส่วนอีกชุดหนึ่งคือห้วงลึกแห่งภูมิปัญญาของยอดปราชญ์ผู้หลงยุค ผู้เคยยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดแห่งกลยุทธ์และการเมืองในกาลก่อน
เขายันกายลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคง กวาดสายตาคมกริบพินิจพิเคราะห์ห้องหอพักกว้างขวางที่เมื่อคืนความมืดมิดและเหตุการณ์เฉพาะหน้าทำให้ยังไม่ได้สำรวจให้ละเอียด เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนทำจากไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายัหยอกเย้าหงส์อย่างประณีตบรรจง ผ้าม่านไหมทอด้วยดิ้นเงินระยิบระยับ ทุกอณูในห้องนี้ล้วนสะท้อนถึงความมั่งคั่งอันไร้ขีดจำกัดของตระกูลซู ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนไปหยุดบริเวณมุมห้อง ใกล้กับโต๊ะเครื่องแป้งไม้แกะสลัก กลับปรากฏรอยขีดข่วนลึกและรอยยุบเล็กน้อยบนเนื้อไม้ ราวกับเคยถูกของแข็งกระแทกด้วยความโกรธเกรี้ยวหรือแรงอารมณ์อันอัดอั้น
กู้หนานโจวหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มบางเบาด้วยความเข้าใจ
รอยขีดข่วนเพียงน้อยนิดนั้นบอกเล่าเื่ราวได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดนับร้อยคำ ห้องหอนี้หาใช่ห้องหอที่ถูกจัดเตรียมขึ้นใหม่เพื่อพิธีมงคลสมรสไม่ หากแต่ที่นี่คือห้องนอนส่วนตัวเดิมของซูชิงเหอ นางถูกบีบคั้นด้วยสถานการณ์อันคับขันจนต้องยอมยกพื้นที่ส่วนตัวของตนเองขึ้นมาเพื่อรับเขาเข้ามาเป็เกราะกำบัง โดยปราศจากทางเลือกและไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะปฏิเสธ
เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่ดังใกล้เข้ามาหยุดความคิดของเขา
ท่านตื่นแล้วหรือ
เสียงเรียบเย็นเจือความเยือกชาดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง ซูชิงเหอยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นในชุดอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอมเทา เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าเก็บไว้อย่างเรียบร้อยตามธรรมเนียมของสตรีผู้มีเหย้ามีเรือน ใบหน้าหมดจดงดงามไร้ซึ่งร่องรอยความอ่อนล้าจากค่ำคืนที่ผ่านมา ราวกับนางสวมหน้ากากแห่งความสงบนิ่งอันไร้ช่องโหว่ขึ้นมาใหม่ั้แ่แสงแรกแห่งรุ่งสาง
อีกครึ่งชั่วยามจะถึงเวลาที่เราต้องไปคำนับท่านปู่และบรรดาญาติผู้ใหญ่ที่ศาลาบรรพชน นางเอ่ยต่อโดยไม่รอให้เขาเอื้อนเอ่ยสิ่งใด นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงได้ คู่บ่าวสาวทุกคู่ในตระกูลจะต้องไปแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษและผู้าุโในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังพิธีมงคล
กู้หนานโจวดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรับท่วงท่าการเคลื่อนไหวให้สง่างามและเป็ธรรมชาติราวกับฝึกฝนมานับพันครั้ง แล้วสิ่งที่ข้าควรรู้ก่อนก้าวไปเหยียบนอบน้อมที่นั่น มีสิ่งใดที่สมควรตระหนักเป็พิเศษบ้าง
ซูชิงเหอชะงักไปชั่วครู่ แววตาฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง นางคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าจะแสดงอาการประหม่าตื่นเต้น หรือไม่ก็ทำตัวไม่รู้ประสีประสาอย่างไร้ประโยชน์ ทว่าคำถามที่เอ่ยออกมากลับเฉียบคมและตรงประเด็นราวกับขุนศึกผู้เจนจัดกำลังสอบถามแผนที่สนามรบก่อนเผชิญหน้ากับกองทัพข้าศึก
ท่านปู่ ซูเทียนิ คือประมุขใหญ่ผู้กุมอำนาจสูงสุดของตระกูล ท่านยังมีชีวิตอยู่แต่สุขภาพไม่สู้ดีนักจึงปล่อยให้ท่านพ่อบริหารกิจการค้าทั้งหมดแทน ทว่าอำนาจในการตัดสินใจเด็ดขาดทุกอย่างยังคงอยู่ในมือของท่านปู่เสมอ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิท ราวกับข้อความเหล่านี้ถูกท่องจำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าบิดาของข้าล้มป่วยหนักมาั้แ่ฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่อำนวยให้ลุกขึ้นมาจัดการสิ่งใดได้ นั่นคือช่องโหว่สำคัญที่อาสายสองและอาสายสาม ซูฮั่นเจี้ยนกับซูฮั่นเหลียง ฉวยโอกาสเข้ามาฮุบอำนาจและกัดกินผลประโยชน์ตลอดปีที่ผ่านมา
พวกเขากำลังพยายามกระชากอำนาจบริหารสายตรงไปทั้งหมด กู้หนานโจวสรุปขึ้นโดยไม่ต้องรอให้นางอธิบายขยายความให้ยืดยาว
ถูกต้อง... และพวกเขามีไพ่เหนือกว่าข้าในทุกด้าน ดวงตาคู่คมของซูชิงเหอวูบไหวด้วยประกายความขมขื่นชั่วพริบตา ซูเจิ้งอี้ บุตรชายของอาสายสอง อายุยี่สิบสองปีบริบูรณ์ ทว่ามีความสามารถในการบริหารจัดการสูงส่ง เขากุมกิจการห้างสาขาใหญ่ทางใต้มาสามปีเต็มอย่างไร้ที่ติ ทั้งฉลาดปราดเปรื่องและมีคอนเนกชันกว้างขวางในหมู่พ่อค้าทรงอิทธิพล ผู้คนในตระกูลต่างขนานนามเขาว่าเป็อ๋องน้อยแห่งวงการค้า ส่วนข้า... มีเพียงสายเืสายตรงของบิดาเท่านั้นที่ใช้คุ้มครองฐานะ และบัดนี้ก็มีเพียง...
นางชะงักคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ราวกับไม่อยากเอ่ยชื่อหรือสถานะอันน่าสมเพชของสามีตนเองออกมาให้เต็มเสียง
มีเพียงเขยไร้ค่าอย่างข้าเป็เกราะกำบังชิ้นสุดท้าย กู้หนานโจวเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ไร้ซึ่งความขุ่นเคืองหรือกระดากอายในคำสบประมาทนั้นแม้แต่น้อย
ซูชิงเหอสบตาเขาผ่านความเงียบงัน มีบางสิ่งบางอย่างลึกล้ำซ่อนอยู่หลังม่านตาคู่นั้น สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นและไม่มั่นใจ ราวกับชายหนุ่มผู้เคยอ่อนแอตรงหน้ากำลังหัวเราะเยาะสถานการณ์อันตรายทั้งหมดอยู่ในใจ ทว่าเสียงหัวเราะทางความคิดนั้นกลับไม่มีพิษภัยใดๆ ต่อตัวนางเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถึงศาลาบรรพชน จงก้มหน้าสำรวม อย่าสบตาบรรดาผู้ใหญ่โดยตรง และห้ามเอ่ยคำใดๆ ออกมาเกินความจำเป็ หากมีผู้ใดจงใจล้อเลียนหรือสาดคำดูิ่เหยียดหยามใส่ ให้ท่านนิ่งเฉยและกลืนความอดสูนั้นลงคอ ซูชิงเหอกำชับด้วยน้ำเสียงเร่งรีบและเคร่งเครียด ข้าจะเป็ผู้รับมือและเจรจาแทนท่านทุกอย่าง ขอเพียงท่านทำหน้าที่เป็สามีที่อ่อนน้อมถ่อมตนและแสดงความรักใคร่เอาใจใส่ข้าต่อหน้าทุกคนก็พอ
เกรงว่า... กู้หนานโจวยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างแ่เบา ข้าอาจจะไม่สามารถทำตามข้อแรกและข้อสุดท้ายที่แม่นางสั่งได้
หมายความว่าอย่างไร นางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์
ก้มหน้าสำรวมและไม่สบตาผู้ใด ข้อนี้ข้าทำได้ไม่มีปัญหา แต่นิ่งเฉยไม่ตอบโต้เมื่อถูกดูิ่เหยียดหยาม ข้อนี้ต่างหากที่ข้าไม่มีวันทำได้ เขามองตรงมายังนาง แววตาสงบนิ่งราวมหาสมุทรยามไร้คลื่นลม หากปล่อยให้พวกเขาย่ำยีศักดิ์ศรีของข้าต่อหน้าธารกำนัลโดยที่ข้าไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ เลย ปัญหาความอับอายคงไม่ใช่เื่ของข้าแต่เพียงผู้เดียว แต่มันจะกลายเป็ความอับอายของตัวนางเองด้วย เพราะนางคือผู้เลือกสรรบุรุษผู้นี้มาเป็สามีเคียงคู่
ซูชิงเหออ้าปากค้างเตรียมจะเอ่ยคำคัดค้าน ทว่าถ้อยคำเ่าั้กลับติดอยู่แค่ลำคอ เพราะเนื้อแท้แล้วสิ่งที่เขาพูดนั้นมีความจริงอันเฉียบคมยิ่งกว่าคำตักเตือนใดๆ ของนางเสียอีก
แล้วท่านตั้งใจจะทำตัวอย่างไร นางถามด้วยความระแวงระวังเต็มพิกัด
ยังไม่รู้แน่ชัด กู้หนานโจวตอบตามตรงอย่างไม่คิดปิดบัง แต่ข้ารู้เพียงสิ่งเดียวว่า หมากตัวแรกที่ข้าตัดสินใจเดินไปเมื่อคืนคือการรับปากเล่นบทสามีที่ดีต่อหน้าผู้อื่น ส่วนหมากตัวที่สอง... ข้าจะปล่อยให้มันเดินออกไปก็ต่อเมื่อได้เห็นกระดานทั้งหมดอย่างชัดเจนแล้วเท่านั้น
นางจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อนยากจะหยั่งถึง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ราวกับยอมแพ้ที่จะทำความเข้าใจบุรุษลึกลับผู้นี้ ไปกันเถิด อย่าปล่อยให้ท่านปู่ต้องรอนาน
ศาลาบรรพชนอันเก่าแก่ตั้งอยู่บริเวณเขตด้านหลังของคฤหาสน์ตระกูลซู รายล้อมด้วยสวนหย่อมและต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้ม เป็เรือนไม้สักทองอายุร่วมร้อยปี เสาเรือนแกะสลักลวดลายมงคลวิจิตรตระการตา แผ่นป้ายจารึกรายชื่อบรรพบุรุษเรียงรายเป็ระเบียบอยู่บนแท่นบูชาไม้จันทน์หอม กลิ่นธูปกำยานคละคลุ้งลอยวนไปทั่วบริเวณเพิ่มบรรยากาศความเคร่งขรึมและกดดัน
ยามที่ทั้งสองก้าวเท้าเข้ามาถึง สมาชิกตระกูลซูสายต่างๆ ต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ท่านปู่ซูเทียนินั่งเด่นเป็สง่าอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายัในตำแหน่งประมุข ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาทว่าดวงตาทอประกายคมกริบดุจพญาอินทรี สองข้างกายมีซูฮั่นเจี้ยนและซูฮั่นเหลียง ยืนประกบด้วยท่าทีผยองพองขน ทั้งคู่สวมอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองราคาแพงระยับเกินกว่าความเหมาะสมสำหรับพิธีการคำนับบรรพบุรุษธรรมดา ราวกับจงใจแต่งกายเพื่อกดดันและข่มขวัญคู่บ่าวสาว
และที่ยืนโดดเด่นอยู่เื้ัคนทั้งสองคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดผ้าไหมสีครามเข้ม ใบหน้าประดับรอยยิ้มมั่นใจเกินวัย—ซูเจิ้งอี้ หรืออ๋องน้อยแห่งวงการค้าผู้เลื่องชื่อตามที่ซูชิงเหอได้กล่าวไว้
คำนับท่านปู่ ซูชิงเหอย่อกายลงคุกเข่าพร้อมกับกู้หนานโจว ทั้งสองก้มศีรษะลงจรดพื้นตามธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัด
ลุกขึ้นเถิด น้ำเสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังของซูเทียนิดังขึ้น ดึงสายตาทั้งหมดให้มาหยุดอยู่ที่ร่างของชายหนุ่ม สายตาฝ้าฟางแต่เฉียบคมดุจใบมีดจับจ้องกู้หนานโจวเนิ่นนานกว่าปกติ เ้าคือกู้หนานโจว เขยที่หลานสาวข้าคัดเลือกเข้ามาเข้าตระกูลอย่างนั้นหรือ
ข้าคือกู้หนานโจวขอรับ ชายหนุ่มตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่องรอยความสั่นไหวหรือความหวาดกลัวในอำนาจของประมุขตระกูลแม้แต่น้อย
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นแ่เบาจากฝั่งของซูฮั่นเจี้ยน หลานสาวข้านี่ช่างมีรสนิยมแปลกประหลาดล้ำเลิศ ในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่นี้ไม่มีบุตรชายตระกูลใดให้นางเลือกเฟ้นแล้วหรือ ถึงต้องลดตัวไปรับเอาเขยตกอับผู้เอาแต่ขายตัวและสร้างหนี้สินล้นพ้นตัวมาเช่นนี้
คำพูดนั้นจงใจแทงใจดำอย่างเหิมเก림 เพื่อขุดคุ้ยความอับอายของกู้หนานโจวตัวเดิมมาประจานต่อหน้าบรรดาญาติสนิทมิตรสหายในศาลาบรรพชน บรรดาเครือญาติที่มาร่วมพิธีต่างพากันส่งเสียงหัวเราะคิกคักด้วยแววตาสสมเพชและดูแคลน
ซูชิงเหอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เส้นเืข้างขมับปูดโปนด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่านางไม่กล้าเอ่ยคำใดออกไปเพื่อทำลายพิธี
กู้หนานโจวกลับมิได้แสดงอาการสะทกสะท้าน เขายกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย อาสายสองกล่าวได้ถูกต้องแล้ว อดีตที่ผ่านมาของข้าไม่มีสิ่งใดน่าภาคภูมิใจและสะอาดหมดจด ทว่า... เขาดึงสายตาขึ้นสบตากับซูเทียนิโดยตรง ไม่แยแสต่อสายตาของผู้าุโคนอื่น สิ่งที่ท่านปู่สมควรพิจารณาในยามนี้ หาใช่อดีตอันเน่าเฟะไม่ หากแต่เป็ปัจจุบันและอนาคตของตระกูลซูต่างหากเล่าขอรับ
ความเงียบงันราวกับถูกแช่แข็งเข้าปกคลุมทั่วบริเวณศาลาบรรพชนชั่วขณะ
ซูเทียนิหรี่ั์ตาลงพินิจพิเคราะห์ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักและประเมินค่าตัวตนที่แท้จริงของชายหนุ่มผู้นี้ใหม่อีกครา เ้ากล้าดียังไงถึงเอ่ยคำเช่นนี้ต่อหน้าประมุขตระกูล...
หากท่านปู่ปรารถนาเพียงแค่เขยที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตารับคำดูถูกเหยียดหยามไปวันๆ โดยไร้ซึ่งเสียงสะท้อน ข้าเกรงว่าตระกูลซูคงไม่จำเป็ต้องมีบุรุษเช่นนั้นไว้ประดับตระกูลหรอกขอรับ กู้หนานโจวเอ่ยต่อ น้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ ทว่าแฝงพลังกดดันอันหนักอึ้งจนทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดจังหวะ เขยที่เอาแต่ก้มหน้าซุกหัวหลบภัย ไม่มีวันปกป้องภรรยาของตนให้รอดพ้นจากภัยพิบัติในยามที่ตระกูลสั่นคลอนได้หรอก
ซูฮั่นเหลียง อาสายสามผู้เงียบงันมาตลอด ทนฟังต่อไปไม่ไหวจนต้องโพล่งขึ้นด้วยความโมโห วิกฤตอันใดของตระกูลที่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเ้าจะอาจหาญเข้าไปล่วงรู้ได้!
ข้าไม่จำเป็ต้องก้มหน้าตรวจดูตัวเลขในสมุดบัญชีสักบรรทัดเดียว ก็พิจารณาออกว่ามีสิ่งผิดปกติซ่อนอยู่เื้ัความสงบเรียบร้อยนี้ กู้หนานโจวเอ่ยขึ้นแ่เบา ทว่าสายตาคมกริบกลับพุ่งตรงไปยังซูฮั่นเจี้ยนอย่างจงใจ เมื่อครู่ยามที่ท่านปู่เอ่ยถึงเื่บัญชีรายรับของสายตรง ใบหน้าของอาสายสองกลับซีดเผือดลงกว่าปกติ ทั้งที่มือยังคงประคองถ้วยชาไว้นิ่งสนิทไม่สั่นไหว... นั่นย่อมหมายความว่า สิ่งที่ท่านหวาดหวั่นพรพรหมหาใช่คำถามของท่านปู่ไม่ หากแต่เป็คำตอบที่ตัวท่านเองต่างหากเล่า ที่ยังไม่พร้อมจะนำมันออกเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล
ใบหน้าของซูฮั่นเจี้ยนเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำสลับขาวซีดในพริบตา มือที่ถือถ้วยชาราคาแพงเกร็งแน่นจนน้ำชาด้านในกระเพื่อมล้นกระเด็นเปื้อนขอบถ้วย
เ้า... เ้ากล้ากล่าวหาเลื่อนลอยอะไรกันแน่! เขาพยายามตะคอกกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือจนไม่สามารถปกปิดความพิรุธไว้ได้
ข้ามิได้กล่าวหาผู้ใดทั้งสิ้น กู้หนานโจวยิ้มแย้มอย่างสงบเสงี่ยม ข้าเพียงแค่ชี้ให้เห็นสิ่งที่ทุกท่านในที่นี้ได้เห็นด้วยตาตนเอง ส่วนข้อเท็จจริงที่แท้จริงคือสิ่งใด คงต้องรอให้อาสายสองเป็ผู้เฉลยความจริงด้วยตนเองในภายหลัง
ซูเทียนิที่นั่งฟังเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่บนเก้าอี้ประมุข หรี่ตามองซูฮั่นเจี้ยนด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างหนักหน่วง ก่อนจะหันกลับมามองกู้หนานโจวด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความดูแคลนกลายเป็ความสนใจใครรู้ปนความยำเกรงอันลึกซึ้ง
เ้าเด็กหนุ่มคนนี้... ท่านปู่ลูบเคราสีขาวโพลนของตนช้าๆ โดยไม่ได้กล่าววาจาใดต่อ ทว่าน้ำเสียงนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าท่านกำลังให้ราคาและประเมินค่าหลานเขยคนนี้ใหม่ทั้งหมด
ซูเจิ้งอี้ที่ยืนอยู่เื้ับิดา กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วปรากฏรอยขาวซีด แววตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ความหวาดระแวงและตื่นตระหนก เขาอ้าปากเตรียมจะกล่าววาจาโต้แย้งบางอย่าง ทว่าเมื่อเห็นสายตาของท่านปู่ที่กวาดมามอง สุดท้ายจึงทำได้เพียงกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ สะบัดหน้าโค้งคำนับแล้วถอยร่นไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ที่ท้ายแถว
พอได้แล้ว ซูเทียนิใช้ไม้เท้าหัวัเคาะลงกับพื้นหินแกรนดิตเบาๆ เป็สัญญาณยุติการปะทะคารม เื่บัญชีรายรับของสายตรง ให้ซูฮั่นเจี้ยนรวบรวมจัดทำรายงานแล้วนำมาส่งมอบให้ข้าเป็การส่วนตัวภายในสามวัน ส่วนพิธีคำนับบรรพบุรุษในวันนี้ ถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ทุกคนแยกย้ายไปได้
เมื่อพิธีการอันน่าอึดอัดสิ้นสุดลงและเหล่าเครือญาติเริ่มทยอยเดินออกจากศาลาบรรพชน ซูชิงเหอก็รีบคว้าแขนกู้หนานโจวแล้วลากตัวเลี้ยวเข้าไปหลบในมุมอับสายตาข้างเรือนไม้ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด
ท่านไปล่วงรู้เื่ความผิดปกติบนใบหน้าของอาสายสองมาจากที่ใด นางกระซิบถามเสียงลอดไรฟันด้วยความไม่อยากเชื่อ ขนาดตัวข้าเองที่นั่งอยู่ใกล้ชิดกว่าท่านเสียอีก ยังไม่ทันสังเกตเห็นร่องรอยพิรุธนั้นเลยแม้แต่น้อย
เพราะท่านหญิงมัวแต่ไปจดจ่ออยู่กับการค้นหาความผิดปกติจากถ้อยคำพูดจา กู้หนานโจวตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเยือกเย็น ขณะที่ข้ามุ่งความสนใจไปที่ปฏิกิริยาทางร่างกาย ถ้อยคำนั้นอาจปรุงแต่งและโป้ปดมดเท็จได้ ทว่าร่างกายของมนุษย์ย่อมไม่เคยโกหก
ซูชิงเหอจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาแต่เต็มไปด้วยปริศนาของเขาด้วยความรู้สึกพิศวงงงงวย ความสงสัยใคร่รู้ที่สะสมมาั้แ่เมื่อคืนบัดนี้ขยายตัวลุกลามจนแน่นอก ชายหนุ่มผู้นี้... แท้จริงแล้วตัวตนที่แท้จริงของเขาคือผู้ใดกันแน่
ท่านตั้งใจจะเปิดโปงความผิดของอาสายสองอย่างจริงจังหรือ นางถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง หากพวกเขาปกปิดซ่อนเร้นบัญชีเ่าั้ไว้แ่าไร้ช่องโหว่ ท่านปู่อาจไม่พบหลักฐานความผิดใดๆ เลยก็ได้
ข้ายังไม่ได้คิดจะเปิดโปงสิ่งใดในตอนนี้ทั้งสิ้น เขาส่ายหัวช้าๆ สายตาทอดมองออกไปยังสวนหย่อมเบื้องนอกที่ถูกปกคลุมด้วยเงาไม้ใหญ่ ข้าเพียงแค่หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงลงไปในจิตใจของท่านปู่เท่านั้น ปล่อยให้มันค่อยๆ เติบโตและงอกงามขึ้นด้วยตัวของมันเอง เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม อาสายสองจะต้องเป็ผู้ขุดคุ้ยความจริงออกมาเปิดเผยด้วยมือของตนเอง โดยที่ข้าไม่ต้องลงแรงแม้แต่ปลายนิ้ว
แล้วเหตุใดท่านจึงไม่ฉวยโอกาสจัดการพวกเขาให้เด็ดขาดเสียในวันนี้เลยเล่า
เพราะกระดานหมากที่ยังไม่เปิดเผยไพ่ทุกใบออกมา คือกระดานที่อันตรายเกินกว่าจะเร่งรีบเดินเกมอย่างไร้สติ กู้หนานโจวหันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้นาง อาสายสองเป็เพียงหมากเบี้ยตัวเล็กบนกระดานเท่านั้น แม่นางซู เื้ัเขายังมีหมากตัวใหญ่กว่าที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีกหลายตัวที่เรายังมองไม่เห็น หากข้ารีบร้อนทำลายกระดานตอนนี้ มีแต่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทันและตื่นกลัว
ซูชิงเหอนิ่งงันไปเนิ่นนาน นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะยอมจำนนต่อความคิดของชายตรงหน้า
หมากตัวที่สองของท่าน... คงจะเดินลงไปบนกระดานเรียบร้อยแล้วสินะ นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
เป็เพียงการวางตำแหน่งหมากเพื่อหยั่งเชิงเท่านั้น กู้หนานโจวเงยหน้าทอดสายตาสู่ท้องนภากว้างผ่านช่องว่างระหว่างชายคาศาลา มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย หมากตัวที่สามต่างหากเล่า ที่จะเป็ตัวตัดสินชะตากรรมว่าศึกครั้งนี้ใครจะเป็ผู้กุมชัยชนะที่แท้จริง
ซูชิงเหอมองตามสายตาของเขาไป ทว่าในหัวใจดวงน้อยกลับบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่—เป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ความโดดเดี่ยวและหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นบางเบา นางตระหนักได้ทันทีว่า นับแต่วินาทีนี้เป็ต้นไป ตัวนางไม่ได้ยืนหยัดต่อสู้เผชิญหน้ากับพายุร้ายอยู่เพียงลำพังบนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว