“องค์ดัชเชส เรามาถึงปากแม่น้ำอีสตรอสแล้วนะครับ กำลังใกล้จะเข้าทะเลดำแล้ว”
ถ้อยคำนั้นไร้เสียงตอบรับจากผู้หญิงที่สูงศักดิ์สุดแห่งแดนแวมพิเคียผู้ไม่เคยได้ออกจากเมืองหลวงมาตลอดสิบสี่ปี ที่กำลังเกาะขอบเรือดูวิวทิวทัศน์ที่ไม่เคยได้ชมอย่างจดจ่อ
แม่น้ำไหลเอื่อยๆหน้าตาคล้ายบึงเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ทั้งนกและปลา บรรยากาศชื้นๆ ไร้ผู้คนท่ามกลางท้องฟ้าสีส้มของดวงตะวันที่เพิ่งแย้มขึ้นทำให้บรรยากาศข้างหน้าไม่ต่างจากภาพที่หลุดจากสารคดีสัตว์โลก
แม่น้ำสายนี้เป็สายเืหลักแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเพชรทวีปไหลยาวั้แ่เทือกเขาเอลฟ์ ผ่านตอนใต้ของโดมิเนียนแห่งเหล่าดวอฟย์ อาณาจักรอาร์คดยุกมหาอาคไนยศูนย์กลางโดมิเนียนแห่งดวอฟย์ ก็ตั้งเมืองหลวง กรุงไวน์ อยู่บนแม่น้ำนี้ หรือแม้แต่กรุงบุตกรุงปัต เมืองฝาแฝดสองฝั่งแม่น้ำ เมืองหลวงอาณาจักรฮังเกรีย อาณาจักรใหญ่ที่บัลลังก์ตกเป็ของอาร์คดยุคอาคไนยมาสามรุ่นแล้ว
แต่ปลายแม่น้ำนี้เป็สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ไม่นิ่งเพียงหลักร้อยปีแม่น้ำก็เปลี่ยนองศาไปมากโข ดินแถบนี้เละเป็โคลนเลนราวบึงทั้งบริเวณไม่เหมาะที่จะสร้างที่อยู่อาศัย แม้แต่ต้นไม้ใหญ่ก็มีอยู่แต่เบาบางตลอดห้าสิบกิโลเมตรที่ผ่านมา
ความเวิ้งว้างทำให้เหล่าแวมไพร์บนเรือนี้สบายใจที่จะโผล่หน้าตากันมาอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องมีความกลัวว่าจักรวรรดิเรมันผู้ปกครองดินแดนสองฝั่งปากแม่น้ำนี้ จะจับได้ว่าพวกเขาแอบล่องเรือมาออกทะเลเพื่อส่งตัวว่าที่เ้าสาวแห่งแดนปีศาจ
“คุณหนูขอรับ อย่าอยู่ขอบนักสิครับเดี๋ยวตก” ชายวัยยี่สิบปลายๆ ในเสื้อโค้ตดำขลิบขอบแดง ผู้ทำหน้าที่องครักษ์ให้สาวน้อยข้างหน้ามาทั้งชีวิตของนางเข้ามายกตัวนางกลับเข้าในห้องตัวเรือ
“ไม่เอาสิ อันเดร ชั้นอายนะมาทำเหมือนชั้นเป็เด็กๆ ไปได้” รุกแซนดราสะบัดตัวออกทันทีที่เขาวางขาเธอถึงพื้น
เขาเอื้อมมือลงไปลูบหัวเธอแล้วหัวเราะ
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีส้มแดงเป็สีเหลืองเหล่าองครักษ์หน่วยพิเศษกลุ่มเล็กๆ ในเสื้อดำที่ขึ้นเรือมาด้วยพากันเข้าร่มส่วนพวกชาวเรือก็เริ่มโพกปิดหน้าและใส่แว่นดำเพื่อป้องกันตนเองจากแสงอาทิตย์
เรือเคลื่อนออกไปถึงทะเลดำรุกแซนดราออกไปดูบรรยากาศท้องทะเลกลางแสงแดดยามเช้า เวิ้งน้ำขนาดใหญ่สุดขอบสายตาแผ่นพื้นดินถูกทิ้งไว้เื้ั เธอสูดกลิ่นน้ำเกลือเข้าเต็มปอด
สามวันผ่านไปในเรือโดยไม่มีอะไรนอกจากท้องน้ำไร้ที่สิ้นสุด
“นี่ แม่น้ำยังผ่านอะไรมากมายทำไมทะเลมันน่าเบื่อขนาดนี้” รุกแซนดรานอนกลิ้งไปมา
“น่า คุณหนู ทะเลก็เป็อย่างงี้แหละ”อันเดรตอบกลับ “หาอะไรเล่นฆ่าเวลาอีกดีไหมครับ”
“ไม่เอาอะ ไพ่ก็เล่นมาตลอดทางแล้วพวกลุงๆ นี่น่าเบื่อจริงๆ” สาวน้อยยศเ้าหญิงบนเรือลำเล็กๆกลิ้งพลิกตัวกลับอีกฝั่ง เธอหยิบหนังสือหนึ่งในไม่กี่เล่มที่เธอพกติดตัวขึ้นมาเปิดอ่านแต่ก็ไม่สามารถบรรเทาความเบื่อหน่ายของเธอได้ด้วยความที่เธออ่านจนจบมาหลายรอบแล้วใน่การเดินทางที่ผ่านมา
เธอหันขึ้นมาจากหนังสือเล่มนั้น สักพักเธอก็สังเกตเห็นเสื้อโค้ตของอันเดรที่แขวนอยู่บนเก้าอี้ขาดทะลุตรงกระเป๋าเสื้อ
“ไปทำอะไรมาน่ะอันเดรทำไมกระเป๋าเสื้อขาดล่ะ” เธอถามลูกน้องคนสนิทของเธอ
อันเดรหันกลับไปมองหาเสื้อตนเอง “หือขาดเหรอครับคุณหนู ตรงไหนน่ะครับ” เขามองหาจุดที่ขาด แต่ก่อนจะได้เจอรุกแซนดราก็ดึงชุดนั้นมากับตัว
“ฉันเย็บให้โชคดีมีพกชุดเข็มกับด้ายมานะ” เธอล้วงหาของของเธอ ก่อนจะคว้ากล่องกลมๆลายคุกกี้ขึ้นมา
“ไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ คุณหนู” เขาบอก
“ฉันทำแก้เบื่อน่า” ดัชเชสตอบก่อนเริ่มนั่งสนด้าย
เสียงนกทะเลระงมเจี๊ยวจ๊าวดังเบาๆแว่วผ่านหูเธอไปโดยไม่ได้สะกิดใจเธอในตอนแรก แต่เสียงเหล่านางนวลเ่าั้ก็เพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆอย่างช้าๆ เสียงซู่ซ่าของคลื่นกระทบชายฝั่งค่อยๆเข้ามาปน
เสียงผู้คนที่ดังและระฆังท่าเรือดังก๊องแก๊งเผยให้รู้ว่าเรือของพวกแวมไพร์มาถึงท่าเรือใหญ่แห่งหนึ่งแล้ว
‘ท่าเรือใหญ่...ผ่านทะเลดำ’หญิงสาวนอนคิด ก่อนจะพลันพรวดขึ้นมาจากเตียง วิ่งไปทางออกดาดฟ้าเรือ
อันเดรจับแขนเธอไว้“จะไปไหนน่ะครับ คุณหนู”
“ก็ฉันอยากเห็นกรุงไบแซนทีโนเปิลนิั้แ่เด็กฉันได้ยินเื่ที่นี่มา เมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ใครเคยพบเห็น เมืองพันปีเมืองท่าศูนย์กลางของจักรวรรดิเรมัน” เธอเริ่มสาธยายสิ่งที่เธอได้ยินมา
“เราจะเสี่ยงให้ใครเห็นเราไม่ได้ขอรับคุณหนูมันเสี่ยงเกินไป ที่นี่เมืองหลวงเลยนะขอรับ”
“แค่เราแต่งตัวมอซอๆก็ไม่มีใครรู้แล้วปะ” รุกแซนดรามุ่ยปาก “พวกนายให้หาโจรที่ซ่อนอยู่ในเมืองหลวงแท้ๆยังไม่เจอเลย พวกเรมันมันจะมาดักส่องเรือทุกลำได้ยังไง คิดมากไปได้ อันเดร”
รุกแซนดราถอดชุดโกธิคโลลิต้าตัวเองออกคลุมผ้าปิดตัวเองแบบพวกลูกเรือ แล้วเดินออกดาดฟ้าเรือไป
แสงแดดยามสายเฉิดฉายแสดงภาพตรงหน้าเธอชัดเจนทะเลอันโอฬารรวบเข้าผ่ากลางแผ่นดินข้างหน้าเพียงเท่าปากแม่น้ำใหญ่ เรือมากมายหลากหลายกองแล่นไปมาเต็มเส้นพื้นน้ำนั้นั้แ่สำเภาใหญ่โต เรือประมง หรือเรือพาย จุดเริ่มต้นของช่องแคบฟอสฟอรัสอยู่ข้างหน้าเธอแล้ว
แม้ตลอดแนวชายฝั่งทั้งซ้ายขวาจะมีชุมชนอยู่เนืองแน่นแต่ชุมชนเ่าั้ก็คงเป็ได้เพียงหมู่บ้านชนบทเมื่อเทียบกับสถาปัตยกรรมฝั่งขวาทางน้ำนั้น
แผ่นดินฝั่งขวานั้นมีแหลมโค้งออกมาบางๆบังคลื่นลมให้กับคาบสมุทรหลักข้างหลัง ดูไปมาน่าจะคล้ายก้ามปูอยู่หากมองจากมุมสูง แหลมนั้นถูกสร้างกำแพงล้อมไว้รอบทิศสูงประมาณสิบสี่เมตร แค่นี้ก็ดูแข็งแรงกว่าเมืองหลวงเธอแล้ว แต่ก็เทียบอะไรไม่ได้เลยกับตัวเมืองฝั่งคาบสมุทรหลัก
ท่าเรือขนาดใหญ่เล็กหลายสิบท่ารอบเมืองทั้งฝั่งติดช่องแคบ และฝั่งตรงข้ามแหลม มีกำแพงสูงสิบสองเมตรล้อมเมืองไว้รอบชั้นหนึ่งติดกันเป็ขั้นบันไดมีกำแพงขนาดสิบหกเมตรอีกชั้น พร้อมป้อมเหนือกำแพงทุกๆ ร้อยถึงสองร้อยเมตรแต่กำแพงชั้นสาม สูงยี่สิบเมตร อยู่เพียงด้านกั้นแผ่นดิน ต่อถึงด้านฝั่งทะเลหลักเท่านั้น
เรือเล็กๆ ของพวกเขาเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือรองไม่ไกลจากท่าเรือใหญ่ เพื่อเติมเสบียงในการเดินทางต่อ
“พวกแวมไพร์ตรงนั้นน่ะนี่เรืออะไร” ทหารหลวงชุดม่วงแดงทักชาวเรือด้วยภาษาเกรเซีย รุกแซนดราและเหล่าองครักษ์พากันเข้าไปซ่อนในซอกลับระหว่างผนังเรือ
“Salut! Cu plăcere vă informez cănava noastră este un cargou de export pentru mobilă din Ducatul Vampichiei.” กัปตันเรือทักทายและตอบเหล่าเ้าหน้าที่จักรวรรดิด้วยภาษาตนเอง
เ้าหน้าที่มองหน้ากันงงๆไม่มีใครเข้าใจภาษาแวมพีเรีย แต่ก็ยักไหล่บอกปัดกันยังมีเรืออีกหลายสิบลำจากหลายสิบประเทศให้พวกเขาตรวจ
เ้าหน้าที่เปิดดูใต้ท้องเรือผ่านๆเห็นโต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง ที่กองไว้บังหน้าปริมาณมากก็เข้าใจว่าเป็เรือขายเฟอร์นิเจอร์พวกเขาเรียกเก็บภาษีค่าผ่านท่าเรือตามอัตรา ก่อนจะเดินออกไปอย่างไม่ใส่ใจอะไร
รุกแซนดราออกจากห้องลับ จากหน้าต่างเรือเธอแอบมองภายในเมืองผ่านประตูหลังท่าเรือหลักไป
ดวงอาทิตย์ฉายแสงกระทบหลังคาวิหารใหญ่ั์และวังหลวงที่ตั้งตระหง่านบนเนินให้ยอดโผล่พ้นกำแพงออกมาเป็ทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา ผู้คนและบ้านเมืองที่เธอเห็นผ่านประตูไปมีมากมายขวักไขว่นับไม่ถ้วน เพียงเมืองนี้เมืองเดียว ก็ราวจะจุประชากรได้เทียบเท่าประเทศเธอทั้งประเทศเลยทีเดียว
เรือของเธอเดินทางต่อไปถึงเกาะกรีฑาเกาะใต้ปกครองของเมืองท่าวานิช
“ระวังนะคุณหนูเกาะนี้เป็ของวานิช” อันเดรเตือน
“วานิชเป็เซนทริสต์ อาจมีเทวทูตอยู่รู้แล้วน่า ไม่ต้องย้ำ” รุกแซนดรากลอกตา “เกาะห่างไกลอย่างนี้ไม่มีมากันหรอก”
“เ้าหน้าที่วานิชขออนุญาตตรวจเรือ” เสียงจากข้างหน้าเรือเป็สัญญาณให้พวกเขากรูเข้าไปซ่อนอย่างกะทันหัน
“ดูดีๆ ล่ะโดยอย่างยิ่งเรือพวกแวมไพร์แบบนี้” เสียงเ้าหน้าที่สั่งการลูกน้อง “ถ้าเจอผู้หญิงผมแดงอายุระหว่างสิบถึงยี่สิบสักคน เรียกกำลังเสริมทันทีอย่าลืมว่าเรากำลังตามหาแวมไพร์ที่มีพรถึงสามข้อ อย่าเสียเืสักหยดเชียว”
“เปิดหน้าพวกมันให้หมด”เหล่าเ้าหน้าที่เข้ากระชากผ้าพันหน้ากันแดดของเหล่าลูกเรือเพื่อสังเกตหน้าพวกเขา
“พวกเขารู้เร็วขนาดนี้ได้ไงกันว่าฉันไม่อยู่วัง” เธอพึมพำเบาๆ
อันเดรรีบปิดปากเธอทันที “ท่านดยุกวลาดคงทำอะไรเพี้ยนๆให้ความลับหลุดอีกแล้วน่ะสิ” เขากระซิบ
นาทีระทึกจบลงหลังเหล่าเ้าหน้าที่ถอยออกไป พวกเขารออีกสักพักก่อนจะถอนหายใจเดินออกมาจากซอกลับสุดเบียดเสียด
“ตาพี่บ้าทำบ้าอะไรลงไปอีกละเนี่ย” เธอบ่นออกมา
“ขายคู่หมั้นของจักรพรรดิให้ปีศาจยังไงล่ะเป็การทรยศขั้นสูงเลยนะ ไอ้ขบถนั่นน่ะ”
เสียงชายที่ไม่คุ้นหูดังมาจากข้างหลังทำให้รุกแซนดรารู้สึกขึ้นมาได้ ว่าปริมาณคนในเรือเกินมาหนึ่ง
เธอหันหลังกลับไป