บทที่ 13 เมืองนี้ต้องคำสาป
TW: มีการกล่าวถึงการข่มขืน และการฆตต.
ชื่อของหมู่บ้านที่ผมเข้ามาติดอยู่นี้คือ สือฟาง เดิมทีเป็หมู่บ้านที่เรียบง่ายมาก ใน่ปลายราชวงศ์ชิง*[1] นั้นเป็ยุคที่หมู่บ้านแห่งนี้รุ่งเรืองที่สุด
หลังจากที่ราชวงศ์ชิงถูกโค่นล้ม ชีวิตทุกคนก็ไม่ค่อยดีนัก ทหารม้าทั่วทุกสารทิศต่างก็สู้รบกัน วันนี้เขาตีเรา พรุ่งนี้เราตีเขา คนสิบกว่าคนแค่มีปืนสักสิบกระบอกก็กลายเป็ผู้บัญชาการ ทหาร จอมพล ออกมาเผา ฆ่าปล้นสะดมไปทั่ว ยามนั้นแม้แต่กองทัพปฏิวัติ ล้วนแล้วกลายเป็โจรผู้ร้ายทั้งนั้น หมู่บ้านที่เคยสงบสุขแห่งนี้ก็ไม่รอดพ้นจากา
หญิงสาวที่แต่งชุดสีแดงผูกคอตายอย่างน่าสังเวชในโรงแรมซื่อฟาง ที่พวกเราเจอในตอนนั้นเธอเพิ่งแต่งงานออกเรือน ก็ถูกพวกทหารม้าโจรผู้ร้ายข่มขืนรุมโทรม สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจผูกคอฆ่าตัวตาย
และเมื่อถามว่าทำไมหมู่บ้านแห่งนี้ถึงกลายเป็เมืองผี และจะออกไปได้อย่างไร ลุงอวี้กลับพูดจาอ้อมค้อมไม่ยอมบอกให้ชัดเจน
ลุงอวี้คนนี้ได้แต่บอกให้ผมอย่าถามมาก ทีตัวเองก็พูดแต่เื่ไร้สาระ ผมบ่นในใจ เพราะผมต้องอดทนยังมีหลายเื่ผมยังงงอยู่เลย
หลังจากฟ้าสางผมกับต้าเหว่ยจึงเลือกกลับไปที่รถ ลุงอวี้บอกว่างูปีศาจจะยังไม่มาปรากฏตัวชั่วคราว ให้พวกเราไปรวมตัวกันที่กระท่อมตอนกลางคืนแล้วจะบอกวิธีออกไปให้
หลังจากที่เรากลับมาบนรถ ต้าเหว่ยหยิบขวดเบียร์ที่ดื่มหมดแล้วแต่ยังไม่ทันได้ทิ้งออกมา เทน้ำมันจากถังน้ำมันใส่ลงไป จากนั้นก็ฉีกผ้าแล้วจุ่มน้ำมัน ครึ่งหนึ่งยัดไว้ในขวด อีกครึ่งโผล่ออกมาข้างนอก แล้วใช้จุกอุดปากขวดให้แน่น ทำเป็ะเิเพลิงง่าย ๆ ได้สองสามอัน ผมถอดท่อนเหล็กจากแม่แรงออกมา เสียบประแจเข้าไปในเข็มขัด แบบนี้ก็มีอาวุธสองชิ้นแล้ว
ในที่สุดในสภาพแวดล้อมที่น่ากลัวและแปลกใหม่นี้ ใครก็ไม่อาจไว้ใจได้ง่าย ๆ ลุงอวี้เป็ใครกันแน่ ผมกับต้าเหว่ยคุยกันสักพักก็ไม่มีความมั่นใจ ที่นี่ใครก็ไว้ใจไม่ได้ นอกจากพี่น้องของตัวเองเท่านั้น
เวลาผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที ผมไม่สามารถคำนวณเวลาที่ถูกต้องได้แล้ว รู้สึกเหมือนเวลากลางวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิรอบตัวค่อย ๆ ลดลง ทัศนวิสัยก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ ในไม่ช้าที่นี่ก็จะจมอยู่ในความมืดอีกครั้ง
ผมกับต้าเหว่ยไม่กล้าเสียเวลา ออกจากรถมาที่กระท่อมของลุงอวี้เขานั่งรออยู่ที่นั่นแล้ว พอเห็นผมกับต้าเหว่ยเข้ามา ก็โยนเสื้อผ้าสองชุดให้พวกเรา
เสื้อผ้าสองชุดนี้เป็เสื้อคลุมแบบสมัยสาธารณรัฐจีน เก่าขาดวิ่น มีกลิ่นไม่ค่อยดีเล็กน้อย ผมรู้สึกขยะแขยงอยู่บ้างจึงถามว่า
“ทำไมต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าพวกนี้ด้วย”
“เสื้อผ้าพวกนี้สามารถกั้นชี่หยาง*[2]บนตัวพวกนายได้ ทำให้ผีที่นี่เข้าใจผิดคิดว่าเ้าเป็พวกเดียวกับพวกมัน ฉันคิดว่าพวกนายคงไม่อยากให้ผีนับไม่ถ้วนมาล้อมรอบตัวหรอกนะ” ลุงอวี้พูดอย่างไม่พอใจ
ผมใ ไม่สนใจแล้วว่าเสื้อผ้าจะมีกลิ่นเหม็น รีบใส่เสื้อคลุมตัวยาวนี้เช่นเดียวกับต้าเหว่ยที่รีบใส่อย่างรวดเร็ว
พวกเราสองคนง่วนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ใส่เสื้อผ้าเสร็จ ถึงแม้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ยังดีกว่าถูกผีจ้องมองอยู่
ดูพวกเราแต่งตัวเรียบร้อย ลุงอวี้พาพวกเราสองคนออกจากประตู คืนนี้แสงจันทร์ไม่เลว ข้างนอกมีแสงสว่างรำไร ไม่ถึงกับมองไม่เห็นทาง ตอนที่ผมกับต้าเหว่ยตามลุงอวี้เลี้ยวตรงมุมถนน ลุงอวี้คว้าพวกเราสองคนไว้ทันที ค่อย ๆ พิงกำแพงอย่างระมัดระวัง ส่งสัญญาณให้ผมเดินไปดู
ผมชะโงกหน้าออกไปอย่างระมัดระวัง ไม่ไกลนักมีแผงลอยอยู่ริมถนน มันเป็แผงลอยที่เราพบเห็นบ่อย ๆ ตามทางแยกริมถนน ใช้รถเข็นมือตั้งเป็โต๊ะ แล้ววางโต๊ะเก้าอี้เรียบง่ายไว้สำหรับทำธุรกิจเล็ก ๆ อย่างขายเกี๊ยวหรือก๋วยเตี๋ยว
แผงลอยนี้ก็ใช้รถเข็นไม้ตั้งขึ้นเช่นกัน มีไม้ไผ่ผูกติดกับรถเข็น แขวนโคมไฟสีแดงที่จุดไฟอยู่ไว้ แกว่งไกวเบา ๆ ในความมืด
เ้าของแผงเป็ยายหลังค่อม เดินเหมือนจะสั่นเทิ้ม ๆ ดูเหนื่อยยากกับการทำงาน เหมือนกำลังทำเกี๊ยวจริง ๆ
ที่โต๊ะไม้เล็ก ๆ มีคนนั่งกินดื่มอยู่แล้ว ดูเหมือนจะกินอย่างเอร็ดอร่อย ยังมีคนทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ ยกชามขึ้นมาเงียบ ๆ
“นี่คือ” ต้าเหว่ยก็ชะโงกหน้าเข้ามาดูอย่างสงสัย ตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ลุงอวี้หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า
“อย่าใ คนที่มากินเกี๊ยวที่นี่ล้วนเป็ผี มีแค่ยายคนนั้นเท่านั้นที่เป็คนเป็ นางก็คือคนเป็อีกคนในเมืองผีนี้รู้จักในชื่อหวังเหลาไท่ผู้ขายเกี๊ยว”
“คนเป็ที่ทำธุรกิจกับผี” ต้าเหว่ยถามด้วยดวงตาที่เบิกกว้างอย่างประหลาดใจ ผมขมวดคิ้วเมืองผีนี่ช่างแปลกประหลาด ทำไมรู้สึกว่าคนน่ากลัวกว่าผีอีก ยายชราคนนั้นภายใต้ความสลัวมีแสงเพียงเล็กน้อยกลับมีความรู้สึกที่ชวนให้ขนลุกซู่
“หวังเหลาไท่คนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา” ลุงอวี้พูด “นางเป็คนเลี้ยงผี”
“คนเลี้ยงผี ผีก็เลี้ยงได้ด้วยเหรอ” ผมรู้สึกประหลาดใจ
“หวังเหลาไท่คนนี้เป็ผู้ที่ถือกุญแจออกจากเมืองผีแห่งนี้” ลุงอวี้พูด
ใจผมเต้นแรง ตอนนี้การออกไปจากที่นี่เป็ความปรารถนาที่สูงที่สุดของผม ผมไม่อยากอยู่ในที่ผี ๆ นี่อีกแม้แต่นาทีเดียว แม้ลุงอวี้จะดูเป็คนลึกลับ แต่อย่างน้อยเขาก็คอยช่วยพวกเรา ยังคงน่าเชื่อถืออยู่
“ก็แค่หญิงคนหนึ่ง พวกเราไปแย่งกุญแจมาเถอะ” ต้าเหว่ยเกร็งกล้ามเนื้อบนตัวแล้วพูด
“อย่าประมาทเด็ดขาด แม่หม้ายคนนี้ไม่ธรรมดา ถึงนางจะไม่มีแรงพอแม้จะฆ่าไก่ แต่ความสามารถในการเลี้ยงผีของนางนั้นเก่งมาก และการเรียกผีร้ายมากมายจนพวกเราก็ไม่สามารถต้านทานได้” ลุงอวี้รีบห้ามปราม
เมื่อเห็นิญญารอบตัว ต้าเหว่ยก็เงียบลงอย่างจำใจ ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงสร้างความหวาดกลัวให้กับจิตใจ
“เมืองผีแห่งนี้ถูกสาปด้วยคำสาป 'ผีเคาะผนัง' ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็เดินทางออกไปจากถนนด้านนอกไม่ได้ มีเพียงทางลับใต้ดินเส้นหนึ่งเท่านั้นที่สามารถออกไปได้” ลุงอวี้กล่าว “และกุญแจของทางลับนั้น ยายหวังพกติดตัวตลอดเวลา วางไว้ในกล่องเงินบนแผงของเธอ”
“งั้นลุงอยากให้พวกเราไปขโมยกุญแจนี่เหรอ” ผมถาม พวกเราถูกบอกให้เปลี่ยนเป็เสื้อผ้าที่สามารถปกปิดความเป็มนุษย์ได้โดยเฉพาะ จากนั้นก็ถูกพามาที่นี่ ลุงอวี้หวังอย่างชัดเจนว่าพวกเราจะสามารถไปเอากุญแจมาได้
“ใช่แล้ว ฉันกับยายหวังเป็ศัตรูกัน ทันทีที่ฉันปรากฏตัว นางจะระแวดระวังทันที นางเป็คนเลี้ยงผีมีิญญามากมายรอบตัวนาง ฉันจึงทำอะไรนางไม่ได้ ต้องพึ่งพาพวกนายเท่านั้น…” ลุงอวี้กล่าว
“เสื้อผ้าบนตัวพวกนายจะทำให้ิญญารอบตัวคิดว่าพวกนายเป็พวกเดียวกับพวกมัน ตราบใดที่พวกนายไม่มีพิรุธ ยายหวังก็จะไม่สังเกตเห็นพวกนาย ยังไงท้ายที่สุดนางก็ยังเป็คนที่แก่แล้ว สายตาและปฏิกิริยาไม่ได้ไวเหมือนเดิม พวกนายแค่ต้องหาโอกาสขโมยกุญแจในกล่องเงินของนางให้ได้” ลุงอวี้กล่าว
“แล้วถ้าถูกจับได้ล่ะ” ผมถามออกไป
“ถ้าถูกจับได้ พวกนายจะต้องโปรยขี้เถ้าในถุงนี้ออกมา แล้ววิ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ อย่าหันหลังกลับโดยเด็ดขาด” ลุงอวี้พูดพลางยื่นถุงผ้าสองใบให้พวกผม
ผมรับถุงผ้าที่หนักอึ้งมา พอลองบีบแล้วด้านในเป็ผงที่ถูกอัดแน่น
“ถ้าไม่มีโอกาส ก็ถอยกลับมา พรุ่งนี้ค่อยหาทางอีกที” ลุงอวี้กล่าว “ยังไงนางก็มาตั้งแผงที่นี่ทุกวัน ไม่ต้องรีบร้อน”
[1] ราชวงศ์ชิง : หรือบ้างเรียก ราชวงศ์แมนจู ปกครองแผ่นดินจีนต่อจากราชวงศ์ิ และถือเป็ราชวงศ์สุดท้ายของประเทศจีน ั้แ่ ค.ศ. 1636 ถึง ค.ศ. 1912
[2] ชี่หยาง : ชี่ คือ ลมปราณ ชี่ ในร่างกายจะแบ่งเป็ ชี่อิน และ ชี่หยาง โดยในชี่อินนั้นมีความหนาวเย็น จุดเด่นคือทำให้สงบ ลด หรือทำให้เจือจาง ส่วนชี่หยางนั้นมีความอุ่นร้อน จุดเด่นคือกระตุ้น ผลักดัน ทั้งชี่อินและหยางในร่างกายจะทำงานสมดุล สนับสนุนหรือควบคุมการทำงานซึ่งกันและกัน เพื่อการดำรงชีวิตอย่างสมดุล