มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 65 ผู้เป็นนายเหนือสายฟ้าทั้งปวง

            อาเส้าเหวินคิดในใจพร้อมขยับกายหลบวนไปทางขวาทันที พร้อมกระชากกระบี่ออกมาจากแหวนมิติ ทันทีที่กระบี่อยู่ในมือได้แผ่พลังกล้าแกร่งออกรอบรัศมีสิบเมตรพร้อมกับประกายสายฟ้าสีขาววิ่งแปลบปลาบบนตัวกระบี่ตลอดเวลา  อาเส้าเหวินฟาดฟันกระบี่ไปยังด้านหลังทันที  

     

            "อาวุธระดับขุนพล ธาตุสายฟ้า !!!" 

     

            "เปรี้ยง !!"

     

            ขณะที่กังหลงพุ่งเข้าโจมตีทางด้านหลังจนเกือบจะสัมผัสกลางหลังอาเส้าเหวินอีกเพียงหนึ่งก้าว กังหลงสัมผัสได้ถึงพลังอันกล้าแข็งที่เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัวของอาเส้าเหวิน และมีพลังกดดันรุนแรงพร้อมกระแสสายฟ้าเหวี่ยงมาด้านหลังของอาเส้าเหวิน กังหลงรีบวกกลับอ้อมไปด้านข้างภายในพริบตา

     

            พลังโจมตีอันรุนแรงกระทบพื้นดินด้านหลังอาเส้าเหวินจนเป็นหลุมลึกขนาดกว้างถึงสองเมตร ฝุ่นฟุ้งกระจาย สีหน้ากังหลงสงบราบเรียบ  จากสภาพพลังเมื่อกี้ที่แสดงออกมายามอาเส้าเหวินถืออาวุธระดับขุนพล กังหลงสัมผัสได้ว่าพลังโจมตีของอาเส้าเหวินพลันเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธระดับปราณขุนพลระดับหกขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุดในทันที

     

            อาวุธระดับขุนพลช่างน่ากลัวกว่าอาวุธธรรมดาหลายเท่านัก  มิน่าผู้คนถึงดิ้นรนไขว่คว้าช่วงชิงเพื่อจะให้ได้มา แต่กังหลงหารู้ไม่ว่าการที่จะเปล่งอานุภาพของอาวุธได้เต็มกำลังนั้นต้องเป็นผู้ใช้เองมีธาตุที่ตรงกันกับอาวุธนั้นด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นก็เพียงเพิ่มอานุภาพการโจมตีขึ้นได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น !!

     

            อาเส้าเหวินนั้นมีสายฟ้าเป็นธาตุประจำกายจึงสามารถเปล่งอานุภาพของอาวุธระดับขุนพลให้ตนเองมีความสามารถเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสองเท่า  ผลของการโจมตีและแรงกดดันที่แผ่ออกมาเช่นนี้ สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมรอบข้างเป็นยิ่งนัก ส่วนอาเส้าเหวินนั้นยิ่งตกตะลึงยิ่งกว่าผู้ชมยิ่งกว่า เพราะมิคาดคิดว่าเด็กหนุ่มระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสุดจะมีความสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของตนไปได้


            เมื่อการโจมตีคราแรกล้มเหลวก็รีบโคจรพลังปราณจนเปี่ยมล้น โจมตีเพิ่มเติมอีกเป็นคำรบสอง 

     

            กระบี่อสุราพิฆาต !!!

     

            "วูบ"

     

            "บึ้ม !!!"

     

            "เฟี้ยว !!!"

     

            "ดูซิเจ้าจะหลบหลีกไปได้อีกกี่ครา "

     

            อาเส้าเหวินกล่าวขึ้นอย่างลำพองใจ เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าขณะนี้ทำได้เพียงกระโดดหลบหลีกวนไปมาเป็นวงกลม   เนื่องจากเวทีประลองมีขนาดรัศมีเพียงแค่สิบเมตร หากสามารถคำนวนการโจมตีบนพื้นที่อันจำกัดเช่นนี้มินาน ฝ่ายตรงข้ามต้องโดนโจมตีจนกระเด็นออกนอกเวทีและถือว่าพ่ายแพ้ไปในที่สุด คิดดังนั้นก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่องในใจโหมโจมตีอีก 

     

            "ห้าดาราดาษ !!!"      

     

            ประกายกระบี่คล้ายดวงดาราห้าดวงแผ่ครอบคุลมร่างกังหลงทุกทิศทางจนคล้ายดวงประกายพรึกขนาดใหญ่จนมองมิเห็นร่างของเด็กหนุ่ม กังหลงเสาะพบช่องว่างอันน้อยนิดตำแหน่งด้านขวาขยับกายวูบหลุดออกจากการครอบคลุมของดาราทั้งห้าโดยมิทันมีใครพบเห็นก่อนดาวทั้งห้าจะระเบิดขึ้นเพียงเสี้ยวหนึ่งลมหายใจ 

     

           "น้องกังหลงระวัง..!! ช่างเถอะรีบยอมแพ้เร็วเข้า !!" 

     

           หยางเชียงซีตะโกนบอกอย่างร้อนรน เพราะตนสัมผัสได้ถึงพลังอันกล้าแข็งของห้าดาราดาษคิดว่าสหายที่เพิ่งคบหาผู้นี้คงมิอาจต้านทานได้เป็นแน่ มิทันสิ้นเสียงร้องบอก พลันบังเกิดเสียงระเบิดดังกัมปนาทขึ้น

     

           "บึ้ม !!!"

     

           เสียงสนั่นหวั่นไหวดังภูเขาถล่มทะลายผืนดินตรงตำแหน่งที่ระเบิดเกิดหลุมลึกเกือบสองเมตร ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว 

           

           "ฮ่า ฮ่า ฮ่า  เจ้าหนูถึงเจ้าจะว่องไวแค่ไหน แต่ก็มิอาจหลีกหนี ห้าดาราดาษของข้าไปได้ แม้เป็นผู้มีระดับปราณขุนพลระดับเจ็ดก็มิแน่ว่าจะต้านทานได้เพียงปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุดเช่นเจ้ามิต้องพูดถึง เพื่อเดิมพันครานี้ข้าคงต้องหักใจทำร้ายเจ้าแล้ว"

     

           พูดพลางอาเส้าเหวินเดินไปยังหลุมลึกเพื่อดูผลงานเพื่อค้นหาซากร่างของเด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้าย  ฝุ่นหนาแน่นยังฟุ้งตลบจนมองลานประลองไม่ชัด 

     

           "ท่านพ่อท่านว่าเขาจะปลอดภัยไหม ?"

     

           หญิงสาวปิดผ้าคลุมหน้าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เริ่มมีกังวลแทนเพ่งตามองไปยังกลุ่มฝุ่นละอองที่กำลังค่อยกระจายหายไป ดวงตากระตุกขึ้นวูบหนึ่ง

     

           อาเส้าเหวินมองไปในหลุมมิพบเห็นสิ่งใดคิ้วขมวดเข้าหากัน เงยหน้าเพ่งมองไปทางฝุ่นละอองที่ค่อย ๆ จางหายไป 

     

           ทันทีที่ฝุ่นจางหายไปสิ้นในที่นั้นกลับยืนหยัดไว้ด้วยบุรุษหนุ่มที่กำลังยืนแย้มยิ้มอย่างสุขุมเช่นเคยหลากสายตามองไปสำรวจทั่วร่างบุรุษหนุ่มคล้ายนักศึกษาบอบบางชุดขาวผู้นี้ บัดนี้ชุดขาวนั้นยังสะอาดเช่นเดิมมิมีร่องรอยใดมิมีแม้ริ้วรอยขีดข่วนใด ๆ ปรากฎบนร่างของชายหนุ่มเหมือนชายหนุ่มจะมิเคยเข้าร่วมการต่อสู้ที่ผ่านมา 

     

           "อะ..อะ..ไร...กัน ?"

     

           เสียงตะกุกตะกักดังขึ้นจากปากอาเส้าเหวิน  ตาของมันโปนโตยิ่งกว่าไข่ห่าน  มันเอามือขยี้ตาตัวเองไปมาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าตนมิได้ฝันไป  มันโจมตีด้วยพลังทั้งหมดที่มี ภายใต้กระบวนท่าห้าดาราดาษของมันที่ทุ่มเทโจมตีอย่างสุดกำลังต่อให้เป็นยอดฝีมือปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุดก็ยากจะถอนตัวโดยมิได้รับบาดเจ็บอันใด  แต่นี่...เจ้าหนุ่มน้อยตรงหน้ามันที่มีระดับยุทธเพียงปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดเท่านั้นมันกลับไร้รอยขีดข่วนใด ๆ แม้แต่น้อย  ครานี้มันถึงกับแน่ใจแล้วว่าเจ้าหนุ่มนี่ต้องมีเวทมนต์จริง ๆ 

     

           หลากหลายผู้คนที่เฝ้าดูต่างตกตะลึงเฉกเช่นอาเส้าเหวินและครุ่นคิดคล้ายอาเส้าเหวินคือเจ้าหนุ่มบอบบางคล้ายนักศึกษาผู้นั้นต้องใช้เวทมนต์  

     

           "เขาหลบออกจากท่าโจมตีนั่นได้อย่างไร ?"

     

           "เวทมนต์ ต้องมีเวทมนต์ !!"

     

           "มันแค่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดมันทำได้อย่างไร หรือมันจะมีเวทมนต์ ?"

          

           ".........."

     

           หลากหลายความสงสัยล้วนเกิดขึ้นต่อทุกคน   มีเพียงหญิงสาวปกปิดใบหน้ารูปร่างชวนหลงไหลที่ไม่คิดเช่นนั้นนางคล้ายเห็นเงาเลือนลางใดคล้ายโบยบินวูบออกมาจากช่องว่างเพียงน้อยนิดก่อนท่าโจมตีดาราดาษของอาเส้าเหวินจะระเบิดออก  นางเพียงรำพึงในใจ  อย่างสับสน

     

           "เงานั้นเป็นเขารึ  เขาโบยบินได้ด้วยรึ เขาเพียงอยู่แค่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดการโบยบินมันต้องระดับที่เป็นเพียงคำเล่าขานของเมืองเนตรอสูร  ระดับปราณราชันย์ ที่มิเคยมีใครเคยเห็นมาก่อน หรือข้าตาฝาดไปหรือเขาจะมีเวทมนต์ดังที่หลายคนกล่าวมา !!!"

     

           กังหลงเดินเข้ามาหาอาเส้าเหวินด้วยรอยยิ้มเย็นชาเช่นเดิม  สายตาสงบนิ่งไร้ระลอกใด ๆมองไปยังใบหน้าอาเส้าเหวินที่กำลังตกตะลึงและสับสนอย่างถึงที่สุด พร้อมกล่าว เบา ๆ 

     

           "ข้ามิมีเวทมนต์เพียงอาศัยโชคช่วยเท่านั้น ต่อไปถึงคราข้าโจมตีบ้างละ "

     

           กล่าวจบกังหลงยกมือขึ้นเกร็งพลัง พลันบังเกิดเปลวไฟสีน้ำเงินเข้มลุกโชนที่ฝ่ามือทั้งสองข้างเปลวไฟมีประกายสายฟ้าสีน้ำเงินวิ่งวนรอบ ๆพร้อมเสียงคล้ายวัตถุโดนกัดกร่อนตลอดเวลา

     

           " แปร๊บ  แปร๊บ  แปร๊บ"

     

            เมื่ออาเส้าเหวินเห็นสายฟ้าสีน้ำเงินบนเปลวไฟก็ตระหนกจนหน้าซีดเผือด สายฟ้าสีน้ำเงินเช่นนี้  สิ่งที่เป็นเพียงตำนานที่เคยบอกกล่าวไว้ ผู้เป็นนายเหนือสายฟ้าทั้งปวง "สายฟ้าวายุ"มิน่าเจ้าหนุ่มนี่ถึงมิมีอันตรายใด ๆ  ..จากกระบี่ระดับขุนพลธาตุสายฟ้า...ท่วงท่าห้าดาราดาษอันเป็นไม้ตาย  ถึงไม่อาจทำอันใดกับมันได้  ที่แท้มันกลับครอบครองสายฟ้าวายุ  สื่งที่แสดงออกมามิใช่เวทมนต์  อาเส้าเหวินหันไปเห็นกังหลงกำลังง้างมือขึ้นจะโจมตีมายังตน  อาเส้าเหวินถึงกับเหงื่อตกก้าวถอยหลัง  รีบทิ้งกระบี่ลงกับพื้น ...พร้อมรีบกล่าว 

     

           "เเกร๊ง ๆ"  

     

           "ข้าขอยอมแพ้ "


           พูดจบก็ก้าวถอยหลังออกจนพ้นเขตเวทีประลอง   ทุกผู้คนต่างตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุไฉน จู่ ๆ อาเส้าเเหวินผู้ที่กำลังมีเปรียบเหตุใดถึงกับทิ้งกระบี่ยอมแพ้ หลายคนต่างครุ่นคิดมึนงง สับสนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

     

           มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะทราบสาเหตุ  เถ้าแก่จางลี่เป็นหนึ่งในนั้น เพียงเห็นสายฟ้าสีน้ำเงินที่วิ่งวนบนเปลวไฟก็ตื่นตกใจเช่นกัน และทราบสาเหตุที่อาเส้าเหวินทิ้งกระบี่ยอมแพ้ 

     

                ........................................................................................................................................................................................................................

     

           " สายฟ้าวายุ ..!! เจ้าหนุ่มนี่ถึงกับครอบครองสิ่งล้ำค่าเช่นนี้  เห็นทีวิถีชีวิตของเจ้าหนุ่มผู้นี้นับจากนี้ไปคงไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้อีกแล้ว.!!."

     


    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน