“ว่ายังไงนะครับแม่”
เอริกหนุ่มวัยใสวัยยี่สิบสี่ กลับมาถึงบ้านหลังจากเลิกงานเสร็จเป็ต้องใกับคำบอกกล่าวของแม่ตัวเองที่บอกว่า เขาจะต้องแต่งงานกับตระกูลผู้ดี เอริกใมาก คิดว่าจู่ ๆ ทำไมตัวเองจะต้องมาแต่งงาน แถมยังต้องมาแต่งกะทันหันแบบนี้ด้วย หน้าตาคนที่จะแต่งด้วยยังไม่รู้จักไม่เคยเห็นกัน ความรักก็ไม่ใช่ ไม่มีทางที่ผมจะแต่งด้วยหรอก
“ไม่อ่ะ แม่ ผมไม่แต่ง” ผมปฏิเสธหัวชนฝาตั้งท่าจะเดินเข้าห้องของตัวเองไป
“แกฟังแม่ก่อนสิ เขาเป็คนรวยและดีมากเลยนะ ถ้าแกแต่งกับพี่เขา บ้านเราก็จะมีหน้ามีตาไปด้วย ส่วนงานแต่งนี้ก็เป็ความประสงค์ของปู่แกที่เขียนพินัยกรรมเอาไว้
อะไรนะ ความประสงค์ของปู่ผมอย่างงั้นเหรอ แล้วมันเกี่ยวกับผมตรงไหน ปู่เป็คนเขียนพินัยกรรม ปู่ก็ไปแต่งเองสิ มาให้ผมเป็คนไปแต่งทำไม
“บ้านเราก็รวยแม่ ชาติตระกูลเราก็ดีไม่ต่างกันหรอก แม่ไม่ต้องไปสนใจ อีกอย่างปู่ตายไปแล้วแม่ไม่ต้องไปเอาอะไรกับปู่หรอก เราไม่แต่ง ปู่คงไม่ลุกขึ้นมาจากหลุมหรอกแม่” ผมยังคงเถียงแม่วนไปไม่ยอมรับเื่ที่แม่กำลังพูดกรอกหู
“เอริก พูดแบบนั้นได้ยังไงลูก นั่นปู่แกนะ”
“แล้วแม่้าให้ผมพูดแบบไหนกันล่ะครับ”
“ลูกฟังแม่ก่อนสิ มานี่ นั่ง นั่ง แกใจเย็น ๆ ฟังแม่ก่อนได้ไหม อย่าเพิ่งใส่อารมณ์กับแม่”
ผมถอนหายใจออกมาเอื่อย ๆ เอือมระอากับแม่ตัวเอง แต่ก็ยอมใจอ่อนเดินตามไปนั่งลงยังโซฟาตัวโปรดกลางบ้านพร้อมกับคุณหญิงประไพรแม่ของเขาช่วยรินน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะใส่แก้วส่งมาให้
“อะ ดื่มน้ำ”
ผมมองไปยังแก้วน้ำชาที่ส่งมาให้ก่อนจะรับเอามันมาถือไว้ในมือยกมันขึ้นจิบกลิ่นชาหอมอบอวล รสชาติออกหวานปนขนนิด ๆ ให้รู้รสเป็ชาดีและเหมือนจะเปลี่ยนชาใหม่จากชารสเดิมที่ออกไปทางขมปี๋จนแทบกินไม่ได้
“ผมต้องฟังอะไรแม่อีกครับ” เอริกเสียงอ่อนลง
“คืออย่างงี้ ในพินัยกรรมของปู่เขียนเอาไว้ว่าถ้าแกยอมแต่งงานกับบ้านตระกูลวิลัยคุณหมอที่ปู่แกจัดหาให้ตามพินัยกรรม ปู่แกจะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดของปู่แกให้พวกเราตามพินัยกรรมที่ทำไว้”
“แต่บ้านเราก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไรนะครับ ฐานะทางบ้านก็ดี ออกจะรวยด้วยซ้ำ ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอะ แม่จะเอาไปทำอะไรอีก”
“แต่มรดกปู่แกมันไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ แกจะไม่เอาจริง ๆ เหรอ” ประไพรยังพูดซ้ำ
“เท่าไหร่”
“พันพันล้าน”
O.O
หือออ พันพันล้าน ผมตาโต เรามีมรดกขนาดนั้นั้แ่เมื่อไหร่กัน ผมไม่เห็นรู้เื่เลย คิดว่าเมื่อก่อนปู่มีสินทรัพย์เดิมไม่เท่าไหร่ เห็นวัน ๆ ปู่กินกับนอนไม่เห็นทำอะไร แล้วปู่เอาเวลาไหนไปทำงาน หรือตระกูลเราเป็เศรษฐีเก่าอย่างงั้นเหรอ
“ปู่หลอกแม่หรือเปล่า” ผมถามออกไป เพราะบางทีเราอาจโดนปู่หลอกแผนซ้อนแผนก็ได้ ใครจะไปรู้ แถมก็ถามใครไม่ได้ด้วย
“ไม่มีทาง”
“แม่มีหลักฐานเหรอ”
ประไพรแม่ของเอริกพยักหน้าพร้อมกับหยิบซองสีน้ำตาลข้างตัวขึ้นมายื่นให้ลูกชาย เอริกรับมันมาเปิดขึ้นอ่าน ด้านในมีลายลักษณ์อักษรเขียนกำกับเอาไว้ชัดเจนพร้อมตราประทับลายเซ็นปู่ประทับเอาไว้ เอริกจำลายมือและตราประทับของปูตัวเองได้ดี
ของจริงด้วยแฮะ
“เป็ไงล่ะ อึ้งไปเลยล่ะสิ แม่ก็ไม่ต่างจากแกตอนนี้หรอก เพราะงั้นแกต้องแต่งกับพี่เขา” คุณหญิงประไพรก็ไม่ต่างกันเธอเห็นก่อนหน้าแทบลมจับ
“แม่รู้จักเขาเหรอ”
“ครอบครัวเรารู้จักกันั้แ่เด็ก ตอนลูกยังเด็ก ลูกก็เคยไปเที่ยวบ้านพี่เขาเหมือนกัน แต่ลูกคงจำมันไม่ได้ตอนนั้นลูกยังเด็กมาก ถ้าแม่จำไม่ผิดลูกน่าจะอายุแค่สามขวบเองมั้ง”
เอ่อ ถ้าแบบนั้นผมคงจำไม่ได้เพราะมันเด็กเกินไป เอริกเม้มริมฝีปากเข้าหากันพลางใช้ความคิดอย่างหนัก แต่มันคือแต่งงานทั้งชีวิตเลยนะ ต้องอยู่กับเขาไปชั่วชีวิตแบบนี้ จะได้แน่เหรอ
“แม่มีรูปเอ่อ...พี่เขาไหมครับ คนที่ผมจะแต่งด้วย” คุณหญิงประไพรส่ายหน้า ยื่นมือมากุมมือของลูกชายเอาไว้
“ทำเพื่อแม่สักครั้งได้หรือเปล่า แค่แต่งเอง แต่แล้วแกค่อยหาวิธีเลิกกับพี่เขาก็ได้นี่”
“แล้วแม่รู้ได้ไงว่าพี่เขาจะยอมแต่งกับผม พี่เขาเห็นด้วยเหรอครับ”
“แม่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าครอบครัวคุณหญิงวิลัยเองก็ติดต่อแม่มาเื่นี้ด้วยเหมือนกัน เขาบอกให้พาลูกไปเจอลูกชายของเขา”
“เดี๋ยวนะครับ นี่ผมต้องแต่งงานกับผู้ชายอย่างงั้นเหรอ” ประไพรพยักหน้า
หาาา นี่มันเื่ใหญ่มากเลยนะ อเมซิ่งมาก
“แล้วผมเป็แบบ เอ่อ ยังไงดีอ่า”
ผมควรถามแม่ตัวเองออกไปดีหรือเปล่า ว่าผมเป็รุกหรือเป็รับ เพราะตัวเองก็ยังไม่รู้ ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ และใช่ครับ ผมเคยแต่เสียบคนอื่นและไม่เคยโดนคนอื่นเสียบ ผมคิดหนักแล้วสิงานนี้
“ลูกเป็เ้าสาวจ้ะ” คุณหญิงประไพรรู้ว่าลูกชายคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยขึ้นคลายความสงสัย
0.0
หาาาา โอ้ว นี่กูต้องอึ้งอะไรก่อนดีวะ คนที่ผมจะต้องแต่งด้วยเสือกเป็รุก โอ้ยยย!! ถ้าผมต้องมาเสียตูดให้ไอ้หมอไม่รู้จักหน้าตานั่นในวันแต่งงาน ไม่อยากคิดสภาพของตัวเองเลยจริง ๆ
“แม่!!!”
“เื่นี้ ลูกต้องทำใจแล้วล่ะ แม่เองก็ช่วยแกไม่ได้ แต่เพื่อมรดกปู่แกที่จะยกให้ครอบครัวของเรา แกจำเป็ต้องอดทนและแต่งออก”
คุณหญิงประไพรบอกกับลูกชายด้วยวาจาหนักแน่นและจริงจังกับคำพูดของของเธอในครั้งนี้มาก
“ผมขอคิดดูก่อนได้หรือเปล่า” ใช่ขอคิดดูก่อนนี่สิถูกแล้ว เกิดผมต้องแต่งกับคนอ้วน หน้าตาน่าเกลียดขึ้นมาจะทำยังไงผมคงรับสภาพไม่ได้
“สิ่งที่ลูกต้องคิดในตอนนี้ ไปเจอหน้าพี่เขาก่อนดีไหม เดี๋ยวแม่นัดให้พวกลูกสองคนไปทานข้าวด้วยกัน และสิ่งที่ลูกต้องทำคือทำยังไงก็ได้ให้พี่เขายอมแต่งงานกับลูก”
“งั้นก็แสดงว่า พี่เขาเองก็ไม่อยากแต่งอย่างงั้นเหรอครับ เขาเป็ใครเหรอครับ”
“แต่งไม่แต่งแม่ไม่รู้ แต่เขาเป็คุณหมอชื่อดัง ขึ้นชื่อว่าร่ำรวยที่สุด เป็ศัลยแพทย์ที่เก่งที่สุดของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง หากลูกแต่งกับพี่เขา ไม่เพียงแต่เราจะได้สมบัติ ลูกก็จะได้สมบัติของทางฝั่งนั้นที่เป็สินสอดให้แกอีกด้วย”
“ผม้าสินสอดพวกนั้นซะที่ไหน” ผมพูดประชดไปแค่นเสียงหัวเราะตัวเองออกมาทางลำคอเบา ๆ อย่างน่าสมเพช นี่มันตกระกำลำบากของแท้
“เอาน่ะ ถ้าลูกไม่เอาเดี๋ยวแม่เอาเอง”
“แม่!! นี่แม่เห็นแก่เงินมากกว่าลูกชายตัวเองเหรอครับ” แม่ผมจะโลภมากไปไหน มรดกปู่ก็อยากได้ สินสอดลูกก็ยังอยากได้อีก เฮ้อ~
“เอาน่ะ เื่นั้นเอาไว้ก่อน ยังไงลูกก็ต้องทำให้พี่เขายอมแต่งกับลูกให้ได้ ส่วนแต่งไปแล้วแม่ว่าสักสามสี่เดือนพวกแกก็ค่อยตกลงหย่ากัน มันก็ไม่สาย” คุณหญิงประไพรแนะนำให้ลูกชายคิดตาม
นั่นสินะ แต่ง ๆ ไปก่อน ในพินัยกรรมก็ไม่ได้ระบุว่าห้ามหย่ากันนี่ แต่งแล้วก็หย่าได้ ไม่ได้ อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเกียรติและศักดิ์ศรีที่เอาตัวเองลงไปเล่นคงต้องแบ่งกันคนละครึ่ง เอริกจึงเอ่ยกับมารดา
“งั้นมรดกปู่ แม่ต้องยกมันให้ผมครึ่งหนึ่ง หากแม่ตกลง ผมจะยอมทำตามที่แม่ว่า”
“อืม ตกลง” คุณหญิงประไพรแทบไม่ต้องคิด เธอตอบตกลงในทันที เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่ายังไงลูกชายก็ยอมใจอ่อนช่วยเธอ ส่วนมรดกได้ว่ายังไงเอริกเป็ลูกชายคนเดียว ถึงเธอได้มาในวันข้างหน้าก็ต้องเป็ของเอริกแต่เพียงผู้เดียว
“งั้นผมไปได้แล้วใช่ไหม”
คุณหญิงประไพรพยักหน้าให้ลูกชายยอมปล่อยตัวลูกชายของเขาเข้าห้องนอนไป