สบันงาแอบหาวหวอดๆ เมื่อมือหนึ่งยกถ้วยกาแฟขึ้นซด
วันนี้เธอมาถึงออฟฟิศั้แ่ยังไม่ทันเจ็ดโมงเช้าเดินหาวมาตลอดทางั้แ่ชั้นล่าง เมื่อเดินเข้ามาในตึก ยิ้มทักทายพนักงานรักษาความปลอดภัยจนกระทั่งขึ้นลิฟต์มาชั้นที่สิบ ซึ่งตั้งเป็ออฟฟิศของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ ชื่อว่า ‘บันลือรักษ์มหานคร’
ตอนเลื่อนประตู เธอเหลือบมองตัวอักษรนูนหนาสีตะกั่วเงินที่ติดชิดฝาผนังอยู่เหนือประตูทางเข้า “บันลือรักษ์เหรอเนี่ย”
สบันงาพึ่งจะย้ายเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศแห่งนี้เพียงสามสัปดาห์มันน่าแปลกที่เธอกลับไม่เคยสังเกตหรือว่าสะดุดหูซักนิดกับชื่อบริษัท เหมือนเธอจะลืมมันง่ายดายว่าเธอทำงานอยู่ที่บริษัทไหน
เธอจะไม่นึกแปลกใจเลย ถ้าบังเอิญชื่อบริษัทที่เธอทำอยู่มันดันไปตรงกับนามสกุลนายคนนั้น...เข้มขาล...ผู้ชายที่มาปรากฏตัวอยู่ในฝันของเธอ
สบันงาวางถ้วยกาแฟลงเมื่อดื่มไปจนพร่องถ้วย กาแฟไม่ได้ช่วยให้เธอหายง่วงเลยสักนิด
บรรยากาศภายในออฟฟิศยังคงเงียบเหงาไม่มีผู้ร่วมงานคนไหนโผล่มาซักคน เพราะมันยังคงเช้าเกินไป
เธอจึงฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงาน กะว่าจะแอบงีบสักประเดี๋ยว
เพียงแค่คิดว่าจะนอนศีรษะมันก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา คล้ายแรงโน้มถ่วงของโลกมันดึงดูดให้หน้าเธอฟุบลงไปยังท่อนแขนที่วางพาดไว้บนโต๊ะไปก่อนหน้าแล้ว
ความง่วงงุนทำให้เธอหลับสนิท
เธอลืมตาขึ้นมาอีกที เมื่อมีเสียงเคาะโต๊ะเบาๆสองสามที
“นี่คุณ...กี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมมานอนเวลาทำงาน” เสียงคนพูดฟังแล้วน่าเกรงขามต่างกับใบหน้าผู้พูดยิ่งนัก
เมื่อสติยามตื่นกลับเข้าร่างสบันงาพลิกดูนาฬิกาข้อมือ ก็ต้องสะดุ้งโหยง สาบานได้...เธอหลับไปแค่งีบเดียวจริงๆต่างกับเวลาตอนนี้ งีบเดียวของเธอทั้งเข็มสั้นเข็มยาวมันพร้อมใจกันชี้ไปที่เลขแปด บอกเวลาแปดโมงสี่สิบนาที
สายตาของผู้ปลุกกำลังดุแกมตำหนิแต่มันก็ไม่น่าอับอายเท่ากับ สายตาของผู้คนในออฟฟิศที่ต่างจ้องมองเธอเป็ตาเดียว แถมบางคนยังแอบนินทาสนุกปาก
‘ไม่มีใครคิดจะปลุกฉันเลยรึไงนะ มีแต่เพื่อนร่วมงานดีๆทั้งนั้น’ เธอนึกพาลไปยังเพื่อนร่วมงานที่แล้งน้ำใจแต่แล้วความคิดของเธอ ก็เหมือนจะทำให้ชายตรงหน้ารับรู้ได้
“มันไม่ใช่เวลาที่คุณจะมามองหาคนผิด ที่ไม่มีใครปลุกคุณ” เขาส่ายหน้าเล็กน้อย
“ล้างหน้าล้างตา แล้วเข้าไปพบผมในห้องทำงานด้วย” เขาพูดจบแล้วหมุนตัวกลับเดินตัวตรงหลังยืดคอตั้ง หน้านิ่งเข้าห้องทำงาน
ห้องทำงานที่มีป้ายตำแหน่งติดผนังว่า ‘รองกรรมการผู้จัดการบริษัท’
เอ๊ะ! แล้วชายคนนั้นเดินเข้าห้องเ้านายของเธอทำไม
เขาเป็ใครกัน...ไม่เห็นคุ้นหน้า...มาถึงก็ยืนปั้นหน้าดุตำหนิเธอ
“ไม่รีบตามเข้าไปในห้องล่ะ...น้องมิ้นท์”
พรฤดี เลขาฯสาวใหญ่ผู้ที่ชอบทำตัวหวังดีกับผู้อื่น รีบเสนอหน้าบอกเธอ...แต่ก็นึกขอบคุณเธอที่ทำให้รู้ว่าผู้ชายคนที่เธอกำลังตั้งคำถามว่าเขาเป็ใคร...มันกระจ่างขึ้น
“ทำหน้างงอย่างนี้ แปลว่าน้องมิ้นท์ยังไม่ทราบเื่”
“เื่อะไรกันคะ พี่ฤดี”คิ้วเรียวยาวสองข้างหนีบเข้าชิดกัน
“ก็ผู้ชายที่เรียกน้องมิ้นท์เข้าไปพบในห้องน่ะสิคะเป็รองกรรมการผู้จัดการของบริษัทคนใหม่ ที่มาแทนคุณประสิทธิ์เ้านายสายตรงของน้องมิ้นท์น่ะสิคะ”
“มาแทนคุณประสิทธิ์เหรอคะ” สบันงาทวนคำ
นี่เธอคงเป็เลขาฯที่ไม่เอาถ่าน แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงเ้านายอย่างกะทันหันเธอกลับตกข่าวไปเสียดื้อๆ มันนับเป็ความบกพร่องในหน้าที่ด้วยรึเปล่า
“พี่ก็ไม่รู้นะว่าเื่มันเป็ยังไง” พรฤดีเอามือป้องปากทำเสียงกระซิบกระซาบ
“แต่แหล่งข่าวต้นตอที่น่าเชื่อถือได้ พึ่งส่งข้อมูลลับบอกพี่เมื่อเช้านี้เองรู้แต่ว่าคุณประสิทธิ์ถูกเชิญออก ไม่รู้ว่าเกี่ยวพันกับประชาสัมพันธ์คนใหม่รึเปล่านะคะเนี่ย”
พรฤดีสาธยายอย่างผู้หวังดีต่อ “น้องแก้มป่องคนสวยไงคะ” เธอบอกชื่อเมื่อเห็นหญิง
สาวผู้ฟังทำหน้างงว่าประชาสัมพันธ์คนนั้นเป็ใคร
“แล้วไปเกี่ยวอะไรกับน้องแก้มล่ะพี่ฤดี” สบันงาทำหน้ายื่นเหมือนอยากรู้
“เดี๋ยวว่างตอนเที่ยง เราค่อยมาคุยกัน”
เื่ของชาวบ้านชาวออฟฟิศ ไม่มีข้อมูลไหนที่เป็ความลับสำหรับพรฤดีจอมกระจายข่าว
“แล้วอีกเื่ที่พี่ต้องพูด ก็คือ น้องมิ้นท์อย่าคิดว่าไม่มีใครมาปลุกน้องนะคะ...พี่ฤดีเรียกน้องตั้งหลายที แต่ก็ไม่ยอมตื่นเองนะ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็คนปลุกยาก”
สบันงาทำหน้าแหย ปั้นหน้าไม่ถูก...เธอรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้สำรวจเสื้อผ้าหน้าผมหยิบกระจกบานจิ๋วจากกระเป๋าสะพาย ออกมาส่องซ้ายขวาบนใบหน้า เมื่อเห็นว่ายังดูดีอยู่เธอรีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปพบเ้านายคนใหม่ แต่นึกขึ้นได้จึงเอี้ยวตัวไปถามพรฤดีอีกครั้ง
“เ้านายชื่ออะไรคะ พี่ฤดี”
พรฤดีเอามือป้องปากก่อนจะเอ่ยชื่อชายคนนั้นเบาๆ
“คุณขาลค่ะ...ชื่อจริงชื่อเข้มขาล”
สบันงาทำหน้าไม่ถูก เมื่อได้ยินชื่อชายคนนั้น แม้มันจะเบามากเมื่อฟัง แต่มันกลับดังมากเมื่อชื่อนั้นมันไปตรงกับในฝันของเธออีกแล้ว
มันอะไรกันเนี่ย!
สบันงาผลักบานประตูห้องทำงานเข้าไปเดินค้อมศีรษะเข้าไปในห้อง ก็เห็นเขากำลังนั่งจ้องหน้าเธออยู่ก่อนแล้ว
เข้มขาลเป็หนุ่มโสดหน้าตาค่อนข้างดี บุคลิกภูมิฐาน กระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว ผมรองทรงตัดสูงด้านข้างและหลังเกรียนไถ ข้างบนจับเจลใส่จนตั้ง รับกับใบหน้าคมเข้มสมกับชื่อ ตาโตที่ดุดันเหมือนกับกำลังโกรธกลับแฝงไปด้วยความอบอุ่นประหลาด คิ้วเข้มดำสนิทเหมือนกำลังเป็ฝ่ายตั้งคำถามมากกว่าคำพูดเสียอีก
“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อสบันงาค่ะ เรียกสั้นๆว่ามิ้นท์” เธอเริ่มแนะนำตัวก่อน
“เื่นั้นผมทราบแล้ว” น้ำเสียงเขายังคงราบเรียบ
“คุณทราบรึยังว่าผมจะมานั่งโต๊ะทำงานแทนคุณประสิทธิ์”
“พึ่งทราบค่ะ”
“พอดี...” สบันงาทำท่าจะพูดต่อ แต่เข้มขาลก็ขัดขึ้น
“พอดีผมมากะทันหันไปหน่อย คุณอาจจะตั้งตัวไม่ทัน...แต่ต่อไปนี้ผมอาจจะต้องอาศัยการช่วยงานจากคุณ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมิ้นท์มีปัญหาอะไรในการทำงาน หรือมีข้อสงสัยใดๆเกี่ยวกับตัวผมขอให้มาปรึกษาผมโดยตรง...ไม่ต้องไปสอบถามจากคนอื่น” พูดจบสายตาเขาคมกริบเหมือนกำลังตำหนิเธอ
สบันงายิ้มรับประโยคคล้ายคำเตือนของเขา...แต่ยิ้มไม่ออก
ท้ายประโยคของเขาทำเอาสีหน้าเธอเจื่อนไปนิดหนึ่งเมื่อเหลือบตามอง หน้าตาเขายังคงนิ่งเหมือนเดิม ดังนั้นสบันงาจึงได้แต่พยายามทำสีหน้าให้เป็ปกติ
เธอหอบแฟ้มเอกสารการเปิดตัวโครงการ‘เมืองมหานคร’ โครงการใหม่ของบริษัทหนึ่งกองใหญ่ออกไปด้วยตามคำสั่งของผู้เป็เ้านายคนใหม่
เมื่อเธอวางเอกสารทั้งกองไว้บนโต๊ะพรฤดีก็รีบวิ่งปรู๊ด เหมือนมาตามข่าว
“เป็ยังไงบ้างคะน้องมิ้นท์”
“ก็ไม่มีอะไรนี่คะ” เธอยักไหล่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แต่...พี่ได้ยินกิตติศัพท์มา ว่าคุณขาลแกสุดเฮี้ยบเลยนะคะก่อนที่แกจะมานั่งคุมในตำแหน่งนี้ แกเป็คนคุมบริษัท ‘บันลือกิจ’ บริษัทลูกในเครือของบริษัทนี้อีกทีล่ะค่ะ...อยู่ถัดไปอีกสองชั้นของตึกนี้แหละ”
พรฤดีหัวเราะคิกคักก่อนจะพูดต่อ “ที่สำคัญ หล่ออย่างเนี้ยแต่ยังเป็โสดอยู่เลยนะน้องมิ้นท์...ข่าวนี้พึ่งส่งตรงมาถึงหูพี่เลย”
แล้วจะบอกเธอทำไม...ว่าเขายังเป็โสด
“เดี๋ยวเราค่อยคุยกันตอนพักทานข้าวกลางวันดีกว่าค่ะพี่ฤดี”
สบันงารีบตัดบท เมื่อเห็นจ้านายหนุ่ม เปิดประตูโผล่หน้าออกมาจากห้อง
พรฤดีรีบเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง
“เดี๋ยวกลางวันคุณไปทานข้าวกับผมนะ ผมมีธุระจะคุยด้วย”
เข้มขาลมาหยุดยืนข้างโต๊ะทำงานของเธอ แล้วก็พูดคล้ายออกคำสั่ง พอพูดจบเขาก็เบี่ยงตัวหลบชิดเข้าข้างโต๊ะด้านในเพื่อหลีกทางให้หญิงสาวฝ่ายประชาสัมพันธ์ คนที่พรฤดีเอ่ยชื่อทิ้งไว้เป็ปริศนาของการลาออกกะทันหันของคุณประสิทธิ์เ้านายเธอซึ่งกลายเป็อดีตเ้านายไปเสียแล้ว
เข้มขาลทำตัวลีบเล็กเพื่อจะหลีกทางให้กิรดา เขาหันมามองสบันงาอีกครั้ง แล้วจึงย้ำ “คุณอย่าลืมนะ...เที่ยงตรง ผมชอบคนตรงต่อเวลา”
แล้วเขาก็หันไปจ้องหญิงสาวอีกคนที่มาใหม่...ในแวบเดียวของประกายตาชายหนุ่มหากใครได้จ้องไป อาจจะรู้สึกคล้ายเทียนไขที่ละลายเพราะเปลวเทียนไหวไปมา เหมือนกับที่จู่ๆตัวของกิรดาก็รู้สึก
กิรดาเหมือนได้กลิ่นโคโลญจน์หรือน้ำหอมอะไรบางอย่าง ที่กรุ่นกลิ่นละมุน เย็นหอมสะอาดจางๆมาจากกลิ่นกายของชายหนุ่มที่กำลังเดินจากไป
กิรดาเผลอยืนมองตามหลังเขาไปโดยไม่รู้ตัวและก็ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆสบันงาที่กำลังยืนมองสายตาของกิรดา พูดทักด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“มีธุระอะไรกับพี่คะ น้องแก้ม”
“คะ...”
กิรดาตื่นจากภวังค์ก่อนจะยิ้มรับ ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้สบันงา
“แก้มมีเื่จะปรึกษาพี่มิ้นท์ค่ะ”
สบันงายังคงประหลาดใจ ทั้งเื่ของเข้มขาลที่จู่ๆก็นึกครึ้มมาชวนเธอไปทานอาหารกลางวันโดยพูดชวนแกมบังคับ...เวลาพักเที่ยงก็น่าจะเป็เวลาส่วนตัวของเธอไม่ใช่เหรอ...นี่จะเอาเื่งานมาอ้าง...เธอนึกแล้วให้หงุดหงิดเพราะอยากจะไปสนทนาเื่จุกจิกตามประสาผู้หญิงกับพี่พรฤดีมากกว่า
...สงสัยเื่การนินทาชาวออฟฟิศ คงต้องพักไว้ก่อน...
แต่ถึงยังไง แม้พรฤดีจะไม่ได้คุยกับเธอ แต่เธอก็เชื่อว่าพรฤดีก็คงจะหาคนมาสุมหัวจับกลุ่มนินทาคนอื่นได้ไม่ยาก
แม้สบันงาจะไม่ใช่คนที่ชอบนินทาคนอื่นเหมือนพรฤดี แต่ชั่วโมงนี้มันมีคำถามซึ่งเป็ปริศนาคาใจเธออยู่หลายประเด็นและคิดว่าพรฤดีคงให้คำตอบกับเธอได้
แต่เื่นั้นก็ยังไม่ปัจจุบันทันด่วนเท่ากับที่ตอนนี้ กิรดา สาวน้อยร่างเล็ก ไว้ผมยาวตรงประบ่า ตานั้นหยีเล็กแก้มป่องสมกับชื่อ กำลังยิ้มโชว์เหล็กดัดฟัน พลางเขย่าแขนเธออย่างเร่งเร้า “ไปคุยกันตอนนี้เลยค่ะ พี่มิ้นท์”
“แล้วงานของพี่ล่ะคะน้องแก้ม” สบันงาแอบรั้งตัวไว้กับขอบโต๊ะทำท่ากึ่งลำบากใจ เผื่อกิรดาจะรับรู้ได้...แต่เปล่าเลย เธอยังคงกระเง้ากระงอดและทอดสายตาอ้อนวอนจนสบันงาใจอ่อน
“แป๊บเดียวนะคะ น้องแก้ม เดี๋ยวพี่จะโดนเ้านายบ่น”
สบันงาเดินตามกิรดาไปโดยง่าย
พ้นประตูหน้าบริษัทบริเวณมุมอับที่มีชุดโซฟาวางไว้ริมหน้าต่างทางโค้งลงบันได กิรดาจึงรั้งมือคู่สนทนานั่งลงบนโซฟาที่ตอนนี้มีเพียงสองสาวนั่งจ้องหน้ากันไปมา
“มีเื่อะไรจะปรึกษาพี่ก็พูดมาเลยค่ะน้องแก้ม”
จริงๆแล้วั้แ่สบันงาเริ่มงานที่นี่เธอก็ไม่รู้ตัวว่าสนิทสนมกับกิรดาั้แ่เมื่อไหร่ แต่ด้วยจังหวะการเริ่มงานที่ไล่เลี่ยกันเพียงไม่กี่วันตัวกิรดาเองนั้นก็มีสายเืนักประชาสัมพันธ์เต็มขั้น เธอทั้งสองคนจึงเริ่มคุยกันคุ้นเคยและถูกคอ
แต่คงไม่มีใครล่วงรู้ ว่าวันข้างหน้าเธอสองคนจะไม่มองหน้ากัน...
“แก้มไม่รู้จะไปปรึกษาใคร...มองเห็นแต่พี่มิ้นท์คนเดียว”
สบันงากำลังคิดว่าปัญหาของเด็กสาววัยรุ่นที่พึ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ หน้าตาจิ้มลิ้มอย่างกิรดา จะมีอะไรมากไปกว่าเื่ของแฟน
แล้วมันก็เป็จริงดังคาด เมื่อเื่ที่เธอมาขอคำปรึกษาเป็เื่ของผู้ชาย...ผู้ชายที่ไม่ได้มาจีบเธอหวังคบหาดั่งแฟน...ผู้ชายที่คิดเพียงจะล่อหลอกหวังเื่อย่างว่า...ผู้ชายที่มีอายุมากกว่าเธอรุ่นราวคราวพ่อ...ผู้ชายที่มีภรรยาเป็ตัวเป็ตน...และผู้ชายคนนั้นก็เคยเป็เ้านายเก่าของสบันงานั่นเอง
...คุณประสิทธิ์ ที่พึ่งถูกเชิญออก...
สบันงาไม่อยากจะเชื่อว่าข่าวจากสายตรงที่พรฤดีหมายมั่นข้อมูลมานั้นมันจะเป็เื่จริง...ฉะนั้นปัญหาคาใจในเื่ที่เธอ้าถามจากพรฤดีก็เป็อันว่าเธอได้รับคำตอบจากปากของผู้ถูกนินทาแล้วหนึ่งข้อ
แต่ก็ยังเหลือคำถามอีกหลายข้อรอไขความกระจ่าง...
“แล้วแก้มจะให้พี่ช่วยยังไงล่ะ” สบันงาพลอยมีสีหน้าวิตกกังวลใจไปด้วยเมื่อได้รู้ความเป็ไปเป็มาในการออกกะทันหันของเ้านายเก่า
แล้วเธอก็ต้องถลึงตาใส่สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มทันทีที่ได้ยินสิ่งที่กิรดากำลังขอร้อง
“แก้มไม่อยากให้คุณประสิทธิ์เข้ามาวอแวกับแก้มอีก”เธอนิ่งและก้มหน้าอย่างขวยเขิน ก่อนจะพูดต่อ “แก้มคิดว่า...แก้มจะต้องมีใครซักคนมาเป็แฟนแก้ม...คุณประสิทธิ์เขาจะได้เลิกมายุ่งกับแก้มซักที”
เธอนิ่งฟังแล้วก็แอบลุ้นว่าสิ่งที่กิรดาคิดนั้นก็เข้าท่าดีถ้าไม่บังเอิญได้ยินชื่อของผู้ชายคนหนึ่ง ที่กิรดาคิดจะเลือกเขามาเป็แฟน
“แก้มคิดว่าคงไม่มีใครเหมาะที่จะเป็ผู้ชายคนนั้นเท่ากับ...”
แล้วกิรดาก็ยิ้มหวาน มันหวานซะจนสบันงาเริ่มหวั่นหวาด
“แก้มชอบคุณเข้มขาลค่ะ...อยากให้พี่มิ้นท์ช่วยเป็แม่สื่อให้หน่อย”
นั่นไง...ชื่อที่เธอไม่อยากได้ยิน
ั้แ่เมื่อวานนี้แล้ว ที่ได้หนังสือกลเม็ดบ้าบอคอแตกมาจากตลาดนัดจตุจักร ชื่อของเข้มขาลก็มาปรากฏทั้งในมโนภาพ ทั้งในฝันทั้งในความเป็จริง เหมือนมันคอยวนเวียนตามหลอกหลอนเธอทั้งวัน
แล้วไหนจะมื้อเที่ยงนี้อีกล่ะ...
เธอนึกรำคาญชื่อของนายเข้มขาลนี้จับใจ
...........................................