“ยังไม่ถึงอีกเหรอเนี่ย?” เตชินท์ถามกับตัวเองขณะมองดูเวลาและพบว่าอีกไม่กี่นาทีจะห้าทุ่มแล้ว เขาเริ่มรู้สึกเสียใจนิด ๆ ที่ปฏิเสธการขอมาด้วยของฮง
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเขาไม่คุ้นทาง แต่ปัญหาสำคัญคือเขาไม่เคยเดินทางไปหมู่บ้านต้นหอมมาก่อน เขาจึงไม่รู้ตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอนของจุดหมายปลายทาง อีกทั้งเมื่อตกดึกการมองทิศทางเป็เื่ยากขึ้น แถมระหว่างทางเขาต้องคอยหลีกเลี่ยงสัตว์อสูรเป็บางครั้งบางคราว นั่นอาจเป็สาเหตุที่ทำให้เขาง่ายต่อการเปลี่ยนทิศทางในการเดินอย่างไม่รู้ตัวได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเดินทางมาครั้งนี้จะมีแต่เื่แย่เสียทีเดียว เนื่องจากเขาได้นำมีดพร้าที่ได้รับมาจากฮงติดตัวมา แม้จะไม่ใช่ดาบและิญญาอสูร แต่ด้วยรูปลักษณ์ของมันที่คล้ายดาบประมาณหนึ่ง จึงทำให้เขาค่อนข้างสะดวกที่จะใช้วิชาดาบของเขาในการต่อสู้
ถึงมีดพร้าจะไม่ใช่อาวุธเพื่อใช้เข่นฆ่าสัตว์อสูรโดยตรง แต่ด้วยแต้มพัฒนาที่เตชินท์มีอยู่ ทำให้ตลอดทางที่เขาเดินทางผ่าน เขาได้ฆ่าสัตว์อสูรระดับสามัญชนิดที่แตกต่างออกไปจากที่เคยได้จากการล่าของเ้าจ่าฝูงก็อบลินของเขา
แม้่แรกเขาจะติดภารกิจไม่สามารถกินเนื้อสัตว์อสูรได้ แต่ทันทีที่หมดเวลาภารกิจ เขาก็จัดการสวาปามเนื้อสัตว์อสูรที่เขาล่ามาได้ทั้งหมดทันทีโดยไม่สนกะหล่ำปลีที่เขาได้รับมาเป็รางวัลภารกิจ
และในขณะนี้ เวลาได้ล่วงเลยจากเนื้อสัตว์อสูรก้อนสุดท้ายที่เขากินไปราวกับสี่ชั่วโมงแล้ว นั่นทำให้เตชินท์เริ่มกลับมาหิวอีกครั้ง
เมื่อหันไปรอบ ๆ และดูท่าจะไม่มีหวังที่จะเจอหมู่บ้านใด ๆ อยู่ใกล้ ๆ เตชินท์จึงเริ่มก่อไฟเพื่อจะย่างเนื้อที่เขาล่าติดมือมาบ้างกิน เพราะยิ่งดึกก็ยิ่งหิว ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาว และการก่อไฟก็เป็ผลดีต่อการขับไล่พวกสัตว์อสูรที่คิดจะย่างกรายเข้ามาใกล้อีกด้วย
แซ่ก!
ในขณะที่เตชินท์กำลังเตรียมเข้านอนหลังกินอิ่ม ได้เกิดเสียงพุ่มไม้ที่อยู่รอบ ๆ เขาดังขึ้น ไม่รู้ว่าเขาเพียงหูฟาดคิดไปเองหรือเพราะไฟเริ่มมอดลงแล้ว จึงทำให้สัตว์อสูรกล้าเข้ามาใกล้ขึ้นกันแน่ เพื่อความมั่นใจเตชินท์จึงโหมไฟขึ้น
แต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว ไม่ทันทีพลังของเปลวไฟจะแสดงผลออกมาเพื่อขับสัตว์ร้ายผู้บุกรุก ผู้ร้ายที่ทำเสียงพุ่มไม้ได้ปรากฏกายด้วยการกระโจนเข้ามาพร้อมด้วยคำรามดัง “อู๊ด!”
แม้จะทำรู้ต้นสายปลายเหตุว่าตัวอะไรกระโจนออกมา แต่ด้วยสัญชาตญาณของบุคคลที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็เทพดาบ เตชินท์ชักมีดพร้าฟันสวนเ้าผู้บุกรุกทันที
< หมูป่าหนังกรอบสามัญถูกสังหาร ได้รับิญญาอสูรหมูป่าหนังกรอบระดับสามัญ เมื่อกินเนื้อของหมูป่าหนังกรอบ คุณมีโอกาสได้รับแต้มพัฒนาขั้นสามัญ >
ไม่มีคำพูดใดบรรยายความรู้สึกของเตชินท์ได้ดีไปกว่าคำว่า ‘ตกตะลึง’ อีกแล้ว
‘ได้รับิญญาอสูร’ คำที่เขาอยากได้ยินมากที่สุดนับั้แ่จุติมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ วันที่เขาได้เริ่มลงมือล่าสัตว์อสูรอย่างจริงจัง แต่ตลอดทั้งวันเขาได้ยินแต่คำว่า ‘ไม่ได้รับิญญาอสูร’
แม้จะไม่รู้ว่าิญญาอสูรหมูป่าหนังกรอบเป็ิญญาอสูรประเภทใดและทำอะไรได้ และแม้ิญญาอสูรหมูป่าหนังกรอบจะเป็เพียงขั้นสามัญ แต่นี่ถือเป็เื่ที่ดีที่อย่างน้อยเขาก็ได้รู้ว่าการจุติย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ ชีวิตเขาไม่ได้ถูกจำกัดการล่าิญญาอสูร เพราะเขาค่อนข้างเป็กังวลเื่นี้มาตลอด เขาหวั่นเกรงว่าเขาจะหาและได้รับิญญาอสูรแค่จากภารกิจบ้า ๆ บอ ๆ ที่ติดตัวเขามานับแต่ตั้งจุติเสียอีก แต่ทันทีที่เขาได้รู้ว่าระบบการได้รับิญญาอสูรยังปกติดี แค่นี้เขาก็เหมือนยกูเาออกจากอกก็ไม่ปาน
“แกเป็ใคร?”
ไม่ทันที่เตชินท์จะทันได้หายตกตะลึง มีใครบางะโเสียงดังลั่นจนทำให้เขาถูกปลุกจากภวังค์
เตชินท์หันมองตามเสียงที่กระชากจนดังมาจากฝั่งที่เ้าหมูป่าหนังกรอบกระโจนออกมาต่ออีกว่า “กล้าดียังไงมาแย่งเหยื่อของพวกฉัน!”
ชายแปลกหน้ากำลังชี้ดาบมาทางเขาด้วยความโกรธเกรี้ยวขณะตะคอกถามต่อว่า “แกได้ิญญาอสูรหรือเปล่า? บอกความจริงมานะ!”
บอกว่าได้ก็โง่สิ เตชินท์ส่ายหัวปฏิเสธอย่างทันควัน เขาไม่สนว่าอีกฝ่ายจะข่มขู่อย่างไรเพื่อให้เขายอมรับว่าได้ิญญาอสูรหมูป่าหนังกรอบ เพราะถึงอย่างไรเสีย ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาได้รับิญญาอสูรหรือไม่ได้รับกันแน่ หากเตชินท์เลี่ยงที่จะใช้ิญญาอสูรหมูป่าหนังกรอบต่อหน้าชายคนนี้ เขาก็จะไม่มีทางรู้ว่าเตชินท์ได้ิญญาอสูรหมูป่าหนังกรอบตลอดไป
“เป็ไงบ้างว่ะดาม็อง?”
ทันใดนั้นก็มีชายอีกคนโผล่ตามหลังชายคนแรกออกมา
“ไอ้หมอนี่ฆ่าเ้าหมูนั่นไปแล้ว” ชายคนแรกที่ถูกเรียกว่าดาม็องตอบชายอีกคนที่เพิ่งมาอย่างหงุดหงิด
“ว่าไงนะ?” ชายคนที่สองใก่อนจะพูดออกมาอย่างฉุนเฉียวใส่เตชินท์เช่นกันว่า “นี่แกแย่งเ้าหมูป่าหนังกรอบของพวกเรางั้นเหรอ?”
“เปล่านะครับ” เตชินท์ต้องปฏิเสธอีกครั้ง แต่หนนี้เขาพยายามชี้แจ้งเพิ่มเติมเพื่อให้เื่มีคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นว่า “ฉันไม่ได้คิดจะแย่งนะ ก็จู่ ๆ เ้าหมูนี่มันวิ่งมาจะชนฉัน ฉันเลยต้องป้องกันตัว ใครจะคิดล่ะครับว่ามันจะตายเลยทันที”
เพิ่มการขยายความให้น่าเชื่อถือขึ้น เตชินชูมีดพร้าของเขาให้อีกฝ่ายดูเพื่อยืนยันคำพูดของเขาว่า “ดูสิครับ อาวุธของฉันจะไปทำอะไรสัตว์อสูรได้ถ้ามันไม่ใกล้ตายอยู่แล้ว”
เป็ความจริงอย่างที่เตชินท์พูด เพียงแต่สิ่งที่สามารถใช้ฆ่าเ้าหมูป่าหนังกรอบคือแต้มพัฒนาของเตชินท์ที่ตอนนี้เริ่มมีเยอะขึ้นแล้วเพราะนับั้แ่่ค่ำมานี้เขาได้กินเนื้อสัตว์อสูรไปหลายชนิด ทำให้เขามีแต้มพัฒนาขั้นสามัญมากขึ้น 68 แต้มแล้ว ส่วนแต้มพัฒนาขั้นวิวัฒนาการเตชิน์มีอยู่ 27 แต้มเท่าเดิม แต้มขั้นวิวัฒนาการส่วนใหญ่ได้มาจากผู้ที่จ่ายค่าธรรมเนียมเป็สัตว์อสูรแทนเงินสด ส่วนเ้าจ่าฝูงก็อบลินล่ามาได้บ้างแต่ก็มักจะซ้ำกัน แต่ด้วยแต้มที่เขามี มันก็มากพอที่จะเขาจะสามารถใช้เพียงมีพร้าก็สามารถฆ่าเ้าหมูป่าหนังกรอบได้ภายในการฟันครั้งเดียว
ชายแปลกหน้าทั้งสองยังคงสงสัย พวกเขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ที่อยู่ในมือเตชินท์คือมีดพร้าจริง ๆ เพียงแต่พวกเขาไม่แน่ใจว่า เคยปรากฏว่ามีิญญาอสูรรูปร่างมีดพร้าบ้างหรือเปล่า เพราะถึงอย่างไรเสียเขาก็เคยเห็นหลายคนนำอาวุธธรรมดาจากโลกมาใช้อยู่บ่อย ๆ เนื่องจากิญญาอสูรขั้นพื้นฐานมันค่อนข้างอ่อนแอ ส่วนิญญาอสูรจากสัตว์อสูรก็หายากเกินไป แล้วยิ่งิญญาอสูรรูปแบบอาวุธก็ยิ่งหายากขึ้นไปอีก การที่ใครสักคนจะนำอุปกรณ์จากที่บ้านบนโลกมาใช้ที่นี่ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรนัก
เมื่อไม่สามารถไล่เค้นเอาความจริงอะไรเื่การจงใจแย่งฆ่าเ้าหมูป่าหนังกรอบได้ ชายคนที่สองจึงเปลี่ยนเื่ที่ถามเตชินท์ว่า “แล้วแกมาทำอะไรตรงนี้?”
“ฉันหลงทาง” เตชินท์ตอบความจริงออกไป เพราะเขาไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใดแล้วจริง ๆ แม้แต่ทางกลับหมู่บ้านขวานเหล็กของตัวเองอยู่ทิศทางไหน นี่คือการหลงทางแล้วจริง ๆ
“หลงทาง?” แสงสว่างพอคงได้เห็นสีหน้าที่สงสัยปนไม่เชื่อของชายคนแรก แต่ชายคนที่สองสอบถามเพิ่มเติมว่า “แล้วนายมาจากที่ไหนแล้วกำลังจะไปที่ไหนล่ะ?”
“ฉันก็ไม่รู้” เตชินท์ส่ายหัว
“นายหมายความว่าไง?” ชายคนแรกยิ่งดูหงุดหงิด “นายต้องรู้ตัวเองสิว่านายมาจากไหน และอยากไปที่ไหน ถ้าไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนแล้วจะออกมาเดินกลางป่าดึกดื่นแบบนี้ทำไม?”
“ฉันไม่รู้จริง ๆ ครับ ฉันโผล่มากลางป่า แล้วฉันก็เดินไปมาอยู่นานสองนานก็มีแต่ป่า” เตชินท์เริ่มแสร้งทำเสียงสะอื้นทำเป็จะร้องไห้โดยอาศัยว่าแสงไฟไม่พอที่จะเห็นว่าเขาไม่ได้มีน้ำตาไหลออกมาจริง ๆ และกล่าวต่อว่า “ฉันคิดถึงบ้าน ฉันอยากกลับบ้าน”
“พวกมือใหม่เข้ามาวันแรกสินะ” เตชินท์ยังคงทำเป็ร้องไห้ต่อ เขาไม่ปฏิเสธหรือยอมรับข้อสันนิษฐานของชายคนที่สอง
“ไปที่หมู่บ้านกับพวกเราไหม?” ชายคนแรกพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ชายคนที่สองจะทันได้พูดต่อ แต่ทันใดนั้นชายคนที่สองก็ลากชายคนแรกไปกระซิบกระซาบเพื่อไม่ให้เตชินท์ได้ยินว่า “ดาม็อง เขาเป็มือใหม่นะ บอกทางให้เขาไปที่หมู่บ้านหญ้าแฝดก็พอแล้วมั้ง”
“นี่เป็โอกาสที่เราจะได้ค่านำพาเลยนะ นายไม่อยากกลับโลกแล้วหรือไง? นี่หลายวันมาแล้วที่พวกเราไม่ได้กลับบ้านนะ” ชายคนแรกดูหงุดหงิดกับสิ่งที่ชายคนที่สองพูด
“แต่ว่า...” ชายคนที่สองรู้สึกแย่แต่เขาก็คิดว่าชายคนที่สองพูดเื่จริง เขาเองก็อยากกลับบ้าน อยากกลับโลกเช่นกัน
เตชินท์แกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน เพราะป่ามันเงียบจนยากที่จะไม่ได้ยิน และเขาก็ไม่รู้จักหมู่บ้านหญ้าแฝดด้วย เขา้าไปหมู่บ้านต้นหอมต่างหาก เขาจึงยังแกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป
“นี่เบิร์ด อย่าไปเห็นใจเขานักเลย เอาตัวเองให้รอดก่อน” ชายคนแรกพยายามโน้มน้าวอีกคน
‘เบิร์ด? ทำไมชื่อมันฟังคุ้นหูจังนะ?’ มีความคิดผุดขึ้นมาในหัวเตชินท์ แต่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญนัก เพราะเขาต้องคิดก่อนว่าเขาจะรอดจากไปสถานการณ์นี้ได้อย่างไร
ชายคนที่ถูกเรียกว่าเบิร์ดกัดฟันก่อนจะเอ่ยขึ้นกับเตชินท์ด้วยตัวเองเพื่อไม่เปิดโอกาสให้เพื่อนของเขาเอาเปรียบเด็กใหม่ว่า “แถวนี้มีหมู่บ้านที่ชื่อหญ้าแฝดเหมาะสำหรับพวกมือใหม่อย่างนาย เดี๋ยวฉันจะบอกทางให้”
“ไอ้เบิร์ด...” ชายคนที่ชื่อดาม็องดูโกรธเคืองจนเกร็งนิ้วมือไปหมด แต่เบิร์ดไม่สนใจ เขากล่าวต่อว่า “แต่ถ้านายกลัวที่จะไปคนเดียว พวกเรากำลังจะกลับไปที่หมู่บ้านต้นหอม”
“ฉันจะไปกับพวกคุณ” เตชินท์รีบตอบรับทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘หมู่บ้านต้นหอม ส่วนดาม็องแทบจะะโไชโยโห่ร้องออกมาทันที
กดใจหรือคอมเมนต์เป็กำลังใจกันด้วยนะครับ