หวังกวงเจิ้งถือหนังสือรับสารภาพเดินจากไปอย่างเป็กังวล
เมื่อประตูห้องขังปิดลงฮูหยินผู้เฒ่าก็ตวัดสายตาคมกริบไปที่หลินเสวี่ยจู๋ “เ้ารู้มานานแล้วว่าไม่อาจตัดความสัมพันธ์กับพวกเราจึงจงใจกระตุ้นให้ป้าสะใภ้ใหญ่ของเ้าร้องขอหนังสือใช่หรือไม่? เ้าจงใจทำให้นางถูกโบย”
กัวซื่อได้ยินเช่นนี้ก็จ้องหลินเสวี่ยจู๋เขม็ง
หลินเสวี่ยจู๋ลืมตาขึ้นทันทีนางเอ่ยด้วยใบหน้าไร้เดียงสา “จะเป็ไปได้อย่างไรเล่า? ข้าเพิ่งอายุเท่าไรเองเื่ที่ท่านย่าไม่รู้ ข้าไหนเลยจะรู้ได้”
เฮอะ เมื่อครู่หลินเฉิงคุนจะออกหน้าทว่าถูกนางเฒ่าขวางเอาไว้ ตอนนี้ยังจะทำลายโอกาสในการสร้างความขัดแย้งของนางอีก
ฝันไปเถิด!
คำกล่าวนี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจิตใจไม่สงบทันที
อันที่จริงนางคาดการณ์ได้นานแล้วว่าเมื่อถูกตัดสินโทษย่อมทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่นางไม่ได้ห้ามกัวซื่อสร้างปัญหา
เพราะนาง้าใช้ประโยชน์จากลูกสะใภ้
แต่นางไม่คาดคิดว่าความคิดของตนเองจะถูกนางเด็กแพศยาคนนั้นมองออกอย่างง่ายดาย
นางไม่กล้าพูดมากด้วยกลัวว่าหลินเสวี่ยจู๋จะพูดอะไรที่ทำให้นางไม่อาจแก้ตัวได้อีก
แต่เห็นได้ชัดว่ากัวซื่อเข้าใจสิ่งที่หลินเสวี่ยจู๋้าจะบอกนางจ้องฮูหยินผู้เฒ่าด้วยความขุ่นเคือง ทว่าสุดท้ายก็อดทนไม่ปริปากพูดอันใดออกมา
นางไม่มีทางเลือกนางเฒ่าคนนี้มีเงิน อีกทั้งตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกัน
มีเพียงหลินเฉิงคุนเท่านั้นที่ลอบยินดีหากไม่ใช่เพราะมารดารั้งเขาไว้ คนที่ถูกโบยคงเป็เขา ยังดีที่มารดาเฉลียวฉลาด
และตอนนี้หลินเสวี่ยหลานในฐานะนางเอกนิยายย่อมต้องออกโรงด้วยการทำให้จิตใจของผู้คนสงบนิ่ง
ประเดี๋ยวนางก็เข้าไปปลอบโยนฮูหยินผู้เฒ่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนประเดี๋ยวก็เข้าไปถามไถ่หลินเฉิงคุนกับกัวซื่อ ประเดี๋ยวก็เข้าไปลูบศีรษะเล็กจ้อยของน้องสาวอย่างหลินเสวี่ยอีเรียกได้ว่างานยุ่งเป็อย่างยิ่ง
เวลานี้ห้องขังเงียบสงบยิ่งนัก
“ท่านแม่ข้าหิว”
จู่ๆ เสียงของเด็กน้อยก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบในห้องขัง
เป็หลินอวี่เซวียนบุตรชายของหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวง เด็กน้อยอายุเพียงห้าขวบ
เขาไม่ได้กินข้าวั้แ่ถูกจับตัวเมื่อวานตอนนี้ท้องจึงร้องโครกครากด้วยความหิว ใบหน้าที่กลมและขาวนุ่มเต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจ
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้คนอื่นก็เริ่มทนไม่ได้เล็กน้อย
กัวซื่อพึมพำอย่างไม่พอใจ “นี่คือเนรเทศหรือ?ข้าว่า้าให้พวกเราหิวตายกระมัง ขุนนางพวกนี้จิตใจโเี้เสียจริง”
หลินเฉิงคุนยืนพิงกำแพงห้องขังพลางเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง “ได้ยินว่าเพราะกลัวนักโทษที่ถูกเนรเทศจะหนีจึงไม่ให้กินข้าวตลอดทาง”
กัวซื่อตาโตทันที “จริงหรือ? เช่นนั้นพวกเราจะไม่หิวตายระหว่างทางหรือ?”
หลินเฉิงคุนกลอกตาใส่นาง ก่อนจะเอ่ยอย่างอารมณ์ไม่ดี “หิวตายแล้วอย่างไร?พวกเราเป็นักโทษ ผู้ใดสนใจว่าเราจะอยู่หรือตาย!”
เมื่อหลินเสวี่ยหลานเห็นบิดามารดากำลังจะทะเลาะกันก็รีบลุกขึ้นคิดที่จะไปขอความเมตตาจากผู้คุม
“หลานเอ๋อร์เ้านั่งลงเสีย!” ฮูหยินผู้เฒ่าปรามนางทันที
“ท่านย่าข้าจะไปขอของกิน...”
หลินเสวี่ยหลานยังไม่ทันพูดจบก็ถูกกัวซื่อขัดจังหวะ “หลานเอ๋อร์ หากเ้าไปขอของกินไม่แน่ว่าคนในสกุลของเราจะได้กินมากน้อยเท่าไร กลับทำให้คนนอกได้ผลประโยชน์แทนเดิมทีพวกเราก็เดือดร้อนเพราะคนนอกอยู่แล้ว หรือยังต้องให้เกิดเื่ขึ้นอีก? แม่ให้เ้านั่งลงเ้าก็นั่งลง อย่าทำตัวเป็คนโง่”
หลินเฉิงจางได้ยินเช่นนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่นกัวซื่อ้าให้เขาออกหน้าไม่ใช่หรือ? เขายอมออกหน้าให้ก็ได้ ถึงอย่างไรคนในสกุลหลินก็ได้ประโยชน์อยู่ดี
เขาลุกขึ้น กำลังจะะโเรียกผู้คุมพลันมีเสียงดัง ‘ตุบ’ ถุงกระดาษที่เปื้อนคราบน้ำมันสองถุงตกลงข้างเท้าของเขาอย่างแม่นยำ
เขามองไปยังห้องขังที่อยู่ตรงกันข้ามด้วยความสงสัยก็เห็นหลินเสวี่ยจู๋ถือถุงกระดาษที่เปื้อนคราบน้ำมันไว้ในมือเช่นกัน ก่อนจะทำมือให้เขาเงียบเสียง
หลินเฉิงจางรีบหันหลังแล้วเปิดถุงกระดาษออกเงียบๆก่อนจะต้องใเพราะพบขนมหลายชิ้นที่ทำขึ้นอย่างประณีตวิจิตรอยู่ในถุง
เมื่อเห็นเช่นนี้เจี่ยงฉีซวงก็รีบเอามือปิดปากหลินอวี่เซวียนเอาไว้ แล้วกำชับอะไรบางอย่างที่ข้างหูของเขาหลังจากเห็นว่าเด็กน้อยพยักหน้าด้วยความเข้าใจแล้วจึงค่อยๆ เอามือออก
หลินเฉิงจางแบ่งขนมให้คนอื่นอย่างเบามือ
จากนั้นสบตากับเหวินซิ่วชิงต่างคนต่างยินดี
บุตรสาวมีความสามารถแล้ว
พวกเขากินขนมอย่างเงียบงัน
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋แบ่งขนมให้ลู่ซื่อด้วย
ลู่ซื่อสงสัย นางอ้าปากถามโดยไร้เสียง “เ้าเอาขนมมาจากไหน?”
หลินเสวี่ยจู๋กระซิบที่ข้างหูอีกฝ่าย “ข้าซื้อตัวผู้คุม แล้วบอกให้เขาเอาขนมมาให้ข้า”
ลู่ซื่อชะงักแล้วหลุดหัวเราะออกมา
นี่เป็ครั้งแรกที่หลินเสวี่ยจู๋เห็นลู่ซื่อหัวเราะนางจึงหัวเราะตาม
ลู่ซื่อบิขนม แล้วป้อนหยวนซิวอย่างเชื่องช้าส่วนตนเองกินเพียงสองชิ้น
หลินเสวี่ยจู๋จัดการขนมสองชิ้นอย่างรวดเร็วจากนั้นนางก็เตรียมที่จะนอนต่อ
ทันทีที่นางล้มตัวลงนอนก็ได้ยินกัวซื่อเอ่ยกระแนะกระแหน “น้องรองสกุลของเรามีทั้งคนแก่และเด็ก ทุกคนล้วนกำลังหิว เ้าคิดที่จะทำตัวเป็เต่าหดหัวไปตลอดอย่างนั้นหรือ?”
เฮอะ เมื่อครู่ยังแสร้งพูดเป็นัยตอนนี้กลับพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งเสียแล้ว
หลินเฉิงจางกำลังจะอ้าปากตอบทว่ากลับถูกหลินเสวี่ยจู๋พูดแทรก “ป้าสะใภ้ใหญ่ ตอนนี้ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา ท่านอาสะใภ้ท่านอาหญิง ญาติผู้น้อง ท่านน้า สามีของข้าและข้าล้วนไม่หิว”
คำพูดของนางราวกับบทละคร ทำให้หลินเฉิงจางและคนอื่นๆหัวเราะออกมา
กัวซื่อถ่มน้ำลายทีหนึ่งก่อนจะกล่าว “เป็ดครึ่งจินปากสี่ตำลึง[1] เ้าทำเป็ปากแข็งไปเถิด ได้ ไม่กินก็ไม่กิน ข้าจะดูว่าผู้ใดอดทนได้มากกว่ากัน”
เช่นนั้นย่อมต้องเป็พวกเราแน่ถึงอย่างไรก็เพิ่งกินขนมไป คนสกุลหลินสายรองแลกเปลี่ยนสายตากัน แล้วครุ่นคิดโดยไม่ได้นัดหมาย
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจกัวซื่อนางพลิกตัวแล้วหลับไป
ผ่านไปครึ่งวันเสียงะโของผู้คุมก็ดังมาจากนอกห้องขัง
กัวซื่อมีแรงขึ้นมาทันที นางคลานไปที่ข้างประตูห้องขังพลางะโ “ให้พวกเรากินก่อนพวกเขาไม่หิว”
ผู้คุมตักน้ำชามหนึ่งจากถังสกปรกที่วางอยู่บนพื้นด้วยท่าทีอารมณ์เสียแล้วยื่นให้กัวซื่อก่อนจะโยนขนมปังสีดำเมี่ยมสามชิ้นให้นาง
“ให้พวกเรากินเท่านี้เองหรือ?” กัวซื่อตกตะลึง แม้ว่านางจะหิว แต่อาหารเช่นนี้ทำเอานางขยะแขยงยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะกินมันเข้าไปเลย
สีหน้าของผู้คุมเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม“ไม่อย่างนั้นให้ข้าไปสั่งอาหารในวังมาให้เ้าหรือ?”
กัวซื่อเห็นท่าทางดุร้ายของผู้คุมก็ไม่กล้าปริปากอีก
จู่ๆฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยปาก “ท่านผู้คุมข้าอายุมากแล้ว กินของเหล่านี้ไม่ได้ ท่านโปรดทำความดีมอบหมั่นโถวแป้งขาวให้ข้าสักสองสามชิ้นก็ได้ ส่วนเื่เงินท่านวางใจเถิดข้าจะให้คนนำมามอบให้ท่านทีหลัง”
เดิมทีนางคิดที่จะใช้ประโยชน์จากความแก่ชราเพื่อขอความเห็นใจ ไม่คาดคิดว่าผู้คุมจะไม่สนใจ
เขาเพียงแค่นเสียงอย่างเ็า “จวนของเ้าก็ถูกยึดไปแล้วยังคิดที่จะกินหมั่นโถวแป้งขาวอีกหรือ? ข้าขอแนะนำนะมีให้กินก็รีบกิน อย่าทำตัวไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี นี่อาจเป็มื้อสุดท้ายก่อนออกเดินทางก็ได้”
พูดจบผู้คุมก็คร้านที่จะสนใจพวกเขาอีกเขาตรงไปที่ห้องขังของหลินเสวี่ยจู๋ ทันทีที่มอบน้ำหนึ่งชามกับขนมปังสีดำเมี่ยมสามชิ้นเสร็จผู้คุมก็ลอบหยิบหมั่นโถวแป้งขาวออกมาจากในอกเสื้อ แล้วมองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัย
หลินเสวี่ยจู๋ฉวยโอกาสที่ผู้คนไม่สนใจนำถังน้ำนั้นเข้าไปในมิติแล้วเปลี่ยนน้ำในถังเป็น้ำพุจิติญญา
จากนั้นนางก็รับหมั่นโถวมาโดยใช้แขนเสื้อบังเอาไว้ก่อนจะพยักหน้าให้ผู้คุม
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่เป็ฝีมือของหม่าซิง
หลินเสวี่ยจู๋ลอบเอาหมั่นโถวใส่เข้าไปในแขนเสื้อ
จากนั้นผู้คุมก็เดินไปที่ห้องขังของพวกหลินเฉิงจางก่อนจะมอนน้ำให้หนึ่งชามกับขนมปังสีดำเมี่ยมสามชิ้น
หลายคนในห้องขังนั้นเพิ่งกินขนมไปตอนนี้จึงรู้สึกคอแห้งเล็กน้อย
หลินเฉิงจางจึงเอ่ยถาม “ท่านผู้คุม พวกเราขอน้ำเพิ่มอีกชามจะได้หรือไม่?”
.............................
[1] เป็ดครึ่งจินปากสี่ตำลึงเป็สำนวน หมายถึง พูดจาเกินจริง