หลี่ชิงเหมียวกลายเป็เด็กที่ดีวันดีคืน กลางวันนางศึกษาร่ำเรียนวิชาดนตรี และศิลปะสี่แขนง จากบรรดาอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งบิดาเป็ผู้เชิญให้มาสอนนางโดยเฉพาะ ส่วนกลางคืนที่เงียบงัน นางก็แอบฝึกวรยุทธ์ตามลำพัง
ดีที่เรือนของนาง อยู่ห่างไกลจากผู้อื่น ทำให้นางสามารถฝึกวรยุทธ์ โดยไม่มีผู้ใดพบเห็น แม้แต่อี้เหลียน สาวรับใช้คนสนิทของหลี่ชิงเหมียว ก็ไม่เคยรู้เลยว่า คุณหนูของนาง มีความสามารถนี้อยู่
“วันนี้ท่านอาจารย์ชิว จะมาสอนการดีดฉินให้แก่คุณหนูนะเ้าคะ”
อี้เหลียนรายงาน ขณะที่มือกำลังพับผ้าห่ม และจัดเตียงนอนให้คุณหนู หลี่ชิงเหมียวเดินไปล้างหน้า กลั้วปาก และเปลี่ยนอาภรณ์เป็ชุดฮั่นฝูสีฟ้าเข้ม ซึ่งอี้เหลียนเตรียมเอาไว้ให้ ก่อนที่นางจะเดินไปนั่งลงบนตั่งตัวยาว รินน้ำชาให้แก่ตนเองหนึ่งถ้วย
“เขาคิดจะให้ข้าร่ำเรียนไปหมดเสียทุกอย่างเลยหรือไร”
หลี่ชิงเหมียวบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังนัก หากรู้ว่าเื่ราวจะเป็เช่นนี้ มิสู้นางยอมแสร้งเป็คนโง่ เช่นเดียวกับเด็กสาวเ้าของร่างนี้เสียยังดีกว่า
แต่เพราะคิดไตร่ตรองดูให้ดีแล้วว่า ถ้าหากนาง้าสืบเื่ราว ของตระกูลหลัวและตระกูลหลู นางกลับมิอาจทำเช่นนั้นได้ เพราะนางต้องได้รับการยอมรับ และสนับสนุนจากผู้เป็บิดา ถึงจะทำการสิ่งใดได้สะดวก
“นั่นก็เป็เพราะนายท่านหวังดีต่อคุณหนูอย่างไรเล่าเ้าคะ ก็คุณหนูเพิ่งจะ เอ่อ….”
จะบอกว่าคุณหนูสามรู้ความช้ากว่าผู้อื่น อี้เหลียนที่เป็เพียงสาวรับใช้ ก็ไม่กล้ากล่าวความจริงออกมา ั้แ่คุณหนูฟื้นขึ้นมา จากอาการป่วยหลังจมน้ำ ก็ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปเป็คนละคน ราวกับว่าคุณหนูได้เกิดใหม่อย่างไรอย่างนั้น
“เพราะข้ารู้ความช้ากว่าพวกพี่ๆ ใช่หรือไม่”
หลี่ชิงเหมียวรู้ดี ว่าสาวรับใช้คิดสิ่งใด ทว่านางหาได้โกรธเคืองอี้เหลียนไม่ เพราะนางรู้ดี ว่าสาวรับใช้นางนี้ เป็เพียงคนเดียวที่ซื่อสัตย์ และอยู่เคียงข้างหลี่ชิงเหมียว มาั้แ่เ้าของร่างเดิมยังอยู่
“ถึงอย่างไร ข้าก็ชอบที่เขาไม่มาสนใจข้า อย่างเช่นแต่ก่อนอยู่ดี”
ั้แ่ที่นางกลายมาเป็เด็กรู้ความ หัวหน้าสำนักบัณฑิตหลี่ ก็มักจะเรียกหานางอยู่บ่อยครั้ง จากบุตรสาวที่ไม่เคยอยู่ในสายตา จึงดูมีคุณค่า และได้รับการยอมรับขึ้นมาบ้าง
บรรดาสาวรับใช้ที่แต่ก่อนหมางเมินต่อนาง ก็หันมาคำนับทักทายนาง ยามที่ได้พบเจอ นางจึงตระหนักได้ว่า ชีวิตของเด็กคนนี้ ก่อนหน้าที่นางจะมาสวมร่างนี้ ช่างเป็เด็กที่น่าสงสารเสียจริง
“เหมียวเอ๋อร์…เ้าตื่นแล้วหรือยังลูก” เสียงหวานของมารดา ดังขึ้นมาจากทางด้านหน้าประตูห้อง อี้เหลียนจึงรีบเดินไปเปิดประตูให้ฮูหยินรองเข้ามาข้างใน
“ท่านแม่…” หลี่ชิงเหมียวยืนขึ้นคำนับมารดา จ้าวซื่อมองบุตรสาวด้วยแววตาอบอุ่นอ่อนโยน
“วันนี้ยามเซิน เ้าออกไปงานเลี้ยงกับแม่ พร้อมกับหลี่ชิงหรง ที่จวนสกุลโหรวนะ แม่จะพาพี่หญิงรองของเ้าออกไปให้บรรดาฮูหยินจวนอื่นได้ดูตัวเสียหน่อย”
จ้าวซื่อกล่าวออกมา หลังจากที่นั่งลงบนตั่งตัวยาว ภายในห้องนอนของบุตรสาว ท่านเ้าสำนักหลี่กล่าวว่า อีกไม่ถึงปี หลี่ชิงเหมียวก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว เขาจึงอยากให้นางพาบุตรสาว ออกไปพบปะผู้คนให้มากหน่อย จะได้ง่ายต่อการดูตัวในวันหน้า
“สกุลโหรวจัดงานเลี้ยงอันใดขึ้นหรือเ้าคะ”
หลี่ชิงเหมียวไม่ได้นึกสนใจเื่การดูตัวของพี่สาวต่างมารดา ทว่านางสนใจว่า หากนางไปที่นั่นแล้ว จะได้พบกับผู้คนที่นางอยากพบเจอหรือไม่ มือเล็กยกกาน้ำชาขึ้นมา แล้วรินใส่ถ้วยชาส่งให้แก่มารดา
“เห็นว่าเป็งานกินเลี้ยงที่คุณชายสี่สกุลโหรวได้ย้ายมาประจำการที่เมืองถงน่ะ หลายตระกูลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขา ต่างก็ได้รับเทียบเชิญกันทั้งนั้น” จ้าวซื่อรับน้ำชามาจากมือเล็กของบุตรสาว ก่อนที่จะตอบคำถามของนาง
คุณชายสี่สกุลโหรวผู้นั้น ปีนี้อายุยี่สิบ ได้ย้ายมารับตำแหน่งรองนายอำเภออยู่ที่เมืองถง ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณชายสี่และซูซื่อ ฮูหยินของเขา ได้อาศัยอยู่ในเมืองเซิ่ง เมืองที่ห่างจากเมืองถงไปสองร้อยลี้
“เขาย้ายมาจากที่ใดหรือเ้าคะ” หลี่ชิงเหมียวถามอย่างไม่ใส่ใจ รินน้ำชาขึ้นมาดื่มบ้าง
“เห็นว่าย้ายมาจากเมืองเซิ่งน่ะ ก่อนหน้านี้รับหน้าที่เป็ผู้ช่วยนายอำเภอเมืองเซิ่งอยู่”
หลี่ชิงเหมียวแทบสำลักน้ำชา ที่เพิ่งจะดื่มเข้าไปในทันที เพราะนางรู้สึกเหมือนว่า นางจะเคยได้ยินชื่อเสียงของคุณชายสี่สกุลโหรวมาก่อน
ก็ในยามที่นางยังมีชีวิตเป็ฮูหยินน้อยตระกูลหลัวอยู่นั้น หลัวอี้เฉิน สามีของนาง ก็มีสหายแซ่โหรวเช่นกัน ทว่านางกลับไม่ค่อยได้สนใจ หรือใส่ใจสหายของสามีมากนัก นี่คงมิใช่เื่บังเอิญหรอกกระมัง
“แค่กๆๆ มะ…เมืองเซิ่ง ใช่เมืองเซิ่งที่มีสำนักคุ้มภัยต้าฟงอยู่ใช่หรือไม่เ้าคะ”
จ้าวซื่อยกชาขึ้นจิบ หรี่ตามองบุตรสาวด้วยความประหลาดใจ หลี่ชิงเหมียวที่เพิ่งจะหายเป็ปกติได้ไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ ยามนี้กลับรู้ถึงเื่ราวภายนอกมากมาย
“ใช่แล้ว…เหตุใดเ้าถึงได้รู้ ว่าเมืองเซิ่งมีสำนักคุ้มภัยต้าฟงอยู่ แล้วเ้ารู้หรือไม่ ว่ายามนี้สำนักคุ้มภัยต้าฟงได้ปิดตัวลงแล้ว"
“ปิดตัวลง ปิดตัวลงเพราะเหตุใดกันเล่าเ้าคะ” หลี่ชิงเหมียวใ พลางเอ่ยถามมารดาออกมา
"แม่ได้ยินมาว่า ทั้งท่านเ้าสำนักและฮูหยิน ต่างก็รู้สึกเสียใจต่อการจากไปของบุตรสาวเพียงคนเดียว พวกเขาจึงได้พากันปิดสำนักคุ้มภัยชั่วคราว เพื่อจะออกเดินทางไปแสวงบุญตามอาราม และถิ่นทุรกันดารต่างๆ จนบัดนี้ก็นับได้เกือบเดือนแล้วกระมัง”
หลี่ชิงเหมียวไม่รู้ข่าวนี้เลย เพราะข่าวที่นางให้อี้เหลียนช่วยไปสืบมาก่อนหน้านั้น เป็เพียงข่าวของทางฝั่งสกุลหลัวเท่านั้น นางไม่คิดเลยว่าบิดามารดา จะทำใจไม่ได้ ถึงกับต้องปิดสำนักคุ้มภัยที่สร้างมากับมือลง
“ว่าแต่…เหมียวเอ๋อร์ เ้าไปได้ยินชื่อเสียงของสำนักคุ้มภัยต้าฟงมาจากที่ใดกันรึ”
จ้าวซื่อถามบุตรสาวออกมาด้วยความประหลาดใจ เพราะหลี่ชิงเหมียวเพิ่งจะดีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ และมีโอกาสออกไปเที่ยวเล่นนอกจวน เพียงแค่สามสี่หนเท่านั้น
“อ้อ…เป็ยามที่ข้าออกไปซื้อขนมกุ้ยฮวาเกา ที่หอหรงเหอเ้าค่ะ ข้าได้ยินคนเขากล่าว ถึงความเก่งกล้าสามารถ ของศิษย์จากสำนักคุ้มภัยต้าฟงกัน จึงอยากรู้ว่าสำนักคุ้มภัยต้าฟงนั้นเป็เช่นไร" จ้าวซื่อไม่ได้นึกสงสัยอันใดอีก นางพยักหน้าขึ้นลง ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นสาวรับใช้ ยกถาดอาหารเช้าเข้ามา
“ถ้าเช่นนั้นแม่ไม่รบกวนเวลาเ้าแล้ว เ้ากินมื้อเช้าก่อนเถิด เช้านี้มีเรียนฉินกับท่านอาจารย์ชิวใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะท่านแม่” จ้าวซื่อยิ้มออกมา
“ท่านอาจารย์ชิวเป็อาจารย์ฉินที่มีชื่อเสียง ตั้งใจเล่าเรียนกับนางให้มากเล่า ภายหน้าพอดีดเป็เพลงแล้ว ก็มาดีดให้แม่ฟังบ้าง” หลี่ชิงเหมียวรับคำ จ้าวซื่อกล่าวต่ออีกไม่กี่คำ ก็เดินออกจากห้องของบุตรสาวไป
หลังจากมารดาออกจากห้องไป หลี่ชิงเหมียวจึงเดินไปนั่งยังโต๊ะอาหาร กินมื้อเช้าด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย นางกำลังคิดว่า ยามนี้บิดากับมารดาของนางในชาติภพก่อน พากันเดินทางไปที่ใดแล้ว
มื้ออาหารเช้าผ่านไป หลี่ชิงเหมียวจึงไปรอท่านอาจารย์ชิว อยู่ที่เรือนบุปผา ทว่ากลับบังเอิญได้พบกับพี่หญิงรอง หลี่ชิงหรง ั้แ่นางฟื้นขึ้นมา ได้พบหน้ากับสตรีนางนี้เพียงแค่ไม่กี่หนเท่านั้น ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังหลบหน้านางอยู่
ครั้นได้ฟังเื่เล่าจากสาวรับใช้คนสนิท ถึงได้รู้ว่า ที่ผ่านมาพี่หญิงรองผู้นี้ ไม่ชอบหน้าหลี่ชิงเหมียวสักเท่าใดนัก
บางทีหลี่ชิงหรงผู้นี้ อาจจะเป็ผู้ที่ทำให้หลี่ชิงเหมียวที่จากไปแล้ว อยากทวงความยุติธรรมก็เป็ได้
“พี่หญิงรอง” ร่างเล็กย่อกายคำนับทักทายอีกฝ่ายตามธรรมเนียม
“เหมียวเอ๋อร์…?”
อีกฝ่ายมองหลี่ชิงเหมียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะหันหน้ากลับไปใช้สายตาตำหนิสาวรับใช้คนสนิท
ั้แ่นางได้พบหน้าหลี่ชิงเหมียวคนใหม่ นางก็รู้สึกว่าน้องสาวผู้นี้ เปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน กระนั้นความคิดที่ว่า อยากจะกำจัดอีกฝ่าย ก็หาได้เปลี่ยนไปไม่
นางยังคงอยากจัดการหลี่ชิงเหมียวให้ได้ ก่อนที่นางจะออกเรือน ทว่านางกลับยังไม่มีความกล้ามากพอ ที่จะเผชิญหน้ากับหลี่ชิงเหมียวคนใหม่ มาบัดนี้ช่างบังเอิญเสียจริง
“เ้ามาทำอันใดที่นี่เช่นนั้นรึ”
วันนี้ท่านแม่ใหญ่ บอกให้นางมาเรียนดีดฉินกับท่านอาจารย์ชิว ท่านอาจารย์ชิวเป็อาจารย์สอนดีดฉิน ที่มีชื่อเสียงของเมืองถง
เพื่อเตรียมตัวออกไปแสดงในงานเลี้ยงของจวนอื่น เพราะคู่แต่งงานของนางยังไม่ถูกกำหนด นางจึงต้องพยายามแสดงความสามารถที่มี ออกมาให้ฮูหยินจากตระกูลอื่นประทับใจ อยากได้นางไปเป็สะใภ้
บรรดาพี่ชายน้องชายล้วนเป็บัณฑิต นางแม้จะเป็สตรี แต่ก็ร่ำเรียนเขียนอักษรมาจนเชี่ยวชาญไม่แพ้กัน หลังจากพี่หญิงใหญ่ออกเรือน นางก็กลายมาเป็ความภูมิใจของบิดา แม้เขาจะไม่ได้นำนางไปพูดโอ้อวดกับผู้ใด แต่ก็ไม่เคยอาย ยามที่ได้กล่าวถึงความสามารถของนาง
ทว่ายามนี้เด็กที่เคยโง่เขลา บุตรสาวที่บิดามีกับสตรีที่รักใคร่ กลับมาแย่งความสนอกสนใจของทุกคนไปจากนาง หลังจากตกน้ำไปในวันนั้น น้องสาวที่เคยเป็เด็กไม่รู้ความ กลับกลายมาเป็เด็กที่มีสติปัญญาปกติ หลายคนกล่าวกันว่ามันคือปาฏิหาริย์ นางมิอาจยอมรับความจริงเื่นี้ได้
“วันนี้คุณหนูสามมาเรียนดีดฉินกับท่านอาจารย์ชิวเ้าค่ะ คุณหนูรองก็คงมิใช่ว่า มาเรียนดีดฉินกับคุณหนูสามหรอกนะเ้าคะ” มือบางที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำหมัดแน่น
หลี่ชิงหรงคิดเอาไว้อยู่แล้ว ว่าท่านแม่ใหญ่คงไม่หวังดีกับนาง ถึงขั้นเชิญท่านอาจารย์ชิวผู้มีชื่อเสียงเพียงนี้ มาสอนแค่นางเท่านั้น เื่นี้คงจะเป็แม่รอง ที่แนะนำมาเป็แน่
สตรีผู้นั้นแย่งความรักและความโปรดปรานของบิดา ไปจากมารดานางเสียหมดสิ้น บัดนี้บุตรสาวของนางกลับกลายมาเป็คนที่บิดาให้ความสำคัญอีก แล้วจะไม่ให้นาง มีความคิดอยากจะกำจัดน้องสาวผู้นี้ได้อย่างไรกัน
หลี่ชิงเหมียวััได้ถึงความรู้สึกอึดอัด อาจจะเป็เพราะความหวาดกลัวจากเ้าของร่างเดิม ที่มีต่ออีกฝ่าย จึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนี้ ทว่ากับนางนั้นไม่ใช่ นางไม่เคยกลัวผู้ใด
คติประจำใจของนาง คือตาต่อตาฟันต่อฟัน หากสตรีผู้นี้ คือคนที่คิดร้าย และลงมือทำร้ายหลี่ชิงเหมียวจริง นางก็พร้อมที่จะทวงความยุติธรรม ให้แก่เด็กสาว เพื่อตอบแทนอีกฝ่าย ที่สละร่างกายนี้ให้แก่นางได้มาเกิดใหม่
“ท่านอาจารย์ชิวมาแล้วเ้าค่ะ”
เสียงของสาวรับใช้ดังขึ้นมาจากด้านหน้าเรือนบุปผา ก่อนที่สตรีรูปร่างสูงโปร่ง วัยเพียงสามสิบต้นๆ จะเยื้องย่างเข้ามา พร้อมกับสาวรับใช้คนสนิท ที่ในมือถือฉินตัวโปรดของเ้านายเข้ามาด้วย
“คารวะท่านอาจารย์ชิวเ้าค่ะ” ทั้งหลี่ชิงหรง และหลี่ชิงเหมียว ย่อกายประสานมือ คำนับทักทายผู้มาใหม่อย่างพร้อมเพรียงกัน
ชิวซิงอีก้าวเข้ามารับการคำนับจากลูกศิษย์ทั้งสอง ก่อนที่นางจะใช้สายตาลอบสำรวจ คุณหนูที่นางได้ยินมาจากผู้คนภายนอก ร่ำลือกันว่า แต่ก่อนคุณหนูผู้นี้ เป็เพียงเด็กสาวที่มีเพียงแค่รูปโฉมงดงามเท่านั้น แต่สติปัญญาเปรียบได้กับเด็กเพียงแค่สามขวบ
ทว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าของนางในยามนี้ กลับดูแตกต่างไปจากที่ผู้คนได้เล่าลือ เพราะในดวงตาของเด็กสาวตรงหน้า มีแต่ความเฉลียวฉลาด และลึกล้ำ จนไม่อาจทำให้คนดูแคลนได้
“ท่านคือคุณหนูสามใช่หรือไม่”
ชิวซิงอีเอ่ยปากถามเด็กสาวออกมาทันที หากเทียบกับสตรีที่ยืนอยู่ไม่ไกลกัน คุณหนูผู้นี้ ดูมีสง่าราศียิ่งกว่าคนข้างๆ เสียอีก
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ศิษย์คือหลี่ชิงเหมียว คุณหนูสามสกุลหลี่” หลี่ชิงเหมียวตอบออกมาด้วยวาจาฉะฉาน
ชิวซิงอีเผยรอยยิ้มพอใจออกมา นี่น่ะหรือ…เด็กสาวที่เคยมีสติปัญญาอ่อนด้อย ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก หากก่อนหน้านี้ นางไปพบเจอกับหลี่ชิงเหมียวข้างนอก นางก็คงไม่คิดว่า อีกฝ่ายจะเป็คุณหนูสามสกุลหลี่ที่ผู้คนเล่าลือกัน
“พวกท่านคงได้ยินชื่อแซ่ของข้ามาจากท่านเ้าสำนักบัณฑิตหลี่แล้วกระมัง” ชิวซิงอีเดินนำหน้าคุณหนูทั้งสองไปนั่งยังโต๊ะที่ดูเหมือนว่าถูกจัดเตรียมเอาไว้
“เ้าค่ะ…ท่านพ่อบอกว่า ท่านอาจารย์ชิวเป็อาจารย์สอนดีดฉินที่มีชื่อเสียงของเมืองถิง ให้พวกข้าตั้งใจเรียนจากท่านให้มาก”
หลี่ชิงหรูตอบออกมาด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงไปนั่งลงยังโต๊ะอีกตัว หลี่ชิงเหมียวไม่ได้มีความคิด ที่จะประจบเอาใจอาจารย์เหล่านี้ นางเดินไปนั่งลงยังโต๊ะตัวที่ว่างอยู่เงียบๆ
ท่านอาจารย์ชิวไม่พูดจาให้มากความ เพราะการที่นางมาที่นี่ในวันนี้ คือถ่ายทอดวิชาดีดฉิน ให้แก่คุณหนูทั้งสอง นางจึงสอบถามเพียงแค่ว่า ทั้งสองคนมีความรู้ และมีพื้นฐานเกี่ยวกับการดีดฉินมากเพียงใด หลี่ชิงหรูที่มีอายุมากกว่าหลี่ชิงเหมียวตอบออกมาก่อน
“ข้ารู้เพียงแค่เบื้องต้นเท่านั้นเ้าค่ะ ส่วนน้องหญิงสาม…นางคงจะไม่รู้ แม้แต่ท่วงทำนอง คงจะต้องลำบากท่านอาจารย์สักระยะเ้าค่ะ”
นางปรายตามองไปยังหลี่ชิงเหมียว ในแววตามีแต่ความดูถูกดูแคลน ท่านอาจารย์ชิวเห็นแล้ว ก็พอจะเดาออก ว่าคุณหนูรองผู้นี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยชอบน้องสาวต่างมารดามากนัก
แต่นี่ก็เป็เื่ภายในเรือนหลังของสกุลหลี่ นางจึงแสร้งที่จะมองข้ามไป ตนมีหน้าที่สอนวิชาดีดฉินให้พวกนางเท่านั้น ผู้ใดจะรับได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกนาง
“เอาเถิด… ไม่มีผู้ใดแก่เกินเรียน วันนี้อาจารย์จะช่วยสอนพวกเ้า ั้แ่เริ่มต้นเลยก็แล้วกัน ถ้าเช่นนั้น…พวกเรามาทำความรู้จักฉินกันก่อนดีหรือไม่”
ชิวซิงอีนึกเห็นใจคุณหนูสามอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด ยามที่นางได้สบตากับเด็กสาว นางกลับรู้สึกว่า คุณหนูสามผู้นี้ หาใช่เด็กที่ไม่รู้อะไรเลย อย่างเช่นที่คุณหนูรองกล่าวไม่
วันนี้ที่เรือนบุปผา จึงไม่ได้มีเสียงฉินลอยออกมา ให้คนในจวนได้ยิน เป็เพราะท่านอาจารย์ชิว ้าที่จะให้ลูกศิษย์ทั้งสอง ได้ทำความรู้จักกับฉินอย่างแท้จริง
ส่วนหลี่ชิงเหมียว ที่ถูกหลี่ชิงหรงดูแคลน นางกลับไม่ได้เก็บเอาคำพูดของอีกฝ่ายมาใส่ใจ แม้นางจะไม่ถึงกับชำนาญทางด้านดนตรีเหมือนกับการฝึกวรยุทธ์ แต่ทว่าในชาติภพก่อน นางก็เคยร่ำเรียนมาทุกสิ่งแล้ว หาใช่คนที่ไม่รู้อันใดเลย อย่างที่หลี่ชิงหรงกล่าวไม่
“คุณหนูรองก็เหลือเกิน…รู้ทั้งรู้ว่าท่านเพิ่งจะดีขึ้น ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ร่ำเรียนวิชาใดๆ จริงจัง จะให้รู้ไปกว่านางที่เรียนมาก่อนถึงสิบปีได้อย่างไร”
อี้เหลียนที่เดินตามหลังหลี่ชิงเหมียวบ่นออกมา ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินกลับเรือนพักส่วนตัว
“ช่างนางเถิด…นางคงรู้สึกดี ที่ได้ดูแคลนข้า ปล่อยให้นางมีความสุขไปก่อน แล้วเ้าจะได้เห็น ว่าคุณหนูของเ้า หาใช่คนที่จะยอมถูกคนรังแกไม่” หลี่ชิงเหมียวฉีกยิ้มออกมา
แม้ในฝันเด็กสาวเ้าของร่าง จะไม่ได้บอกถึงสาเหตุการตายของตน ทว่านางกลับคาดเดาได้ จากพฤติกรรมและการได้ยินเื่ความสัมพันธ์ ของอีกฝ่ายกับหลี่ชิงหรง
อีกทั้งวันสุดท้ายที่หลี่ชิงเหมียวมีชีวิตอยู่ ก็อยู่กับอีกฝ่ายตามลำพัง แล้วยังจะเป็ผู้ใดไปได้อีก ที่ทำร้ายหลี่ชิงเหมียวจนตาย หากไม่ใช่หลี่ชิงหรง พี่สาวต่างมารดาผู้นั้น…