กู้เยี่ยนเฉิงยื่นปิ่นเงินเก่าที่หักออกเป็สองท่อนส่งให้บิดา “ท่านพ่อ ท่านรู้จักเ้าของปิ่นเงินอันนี้หรือไม่ขอรับ”
กู้หนานมองปิ่นเงินที่วางอยู่ในมือ ร่างกายของเขาเริ่มสั่น จากนั้นเขาก็ร้องไห้ออกมา “รู้จักสิ ข้ารู้จักนางเป็อย่างดี แล้วเ้าไปได้ปิ่นเงินอันนี้มาจากที่ใด?”
กู้หนานมองดูปิ่นเงินในมือแล้วนึกไปถึงอดีต วันหนึ่งเขาขึ้นเขาไปหาของป่าและเก็บฟืนเหมือนเช่นปกติ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปกลับได้ยินเสียงร้องไห้ของสตรีผู้หนึ่ง ใจหนึ่งก็กลัวว่าจะเป็หลุมพรางของผู้ไม่หวังดี แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะมีหญิงสาวถูกลักพาตัวมาไว้บนเขาจริงๆ เพราะใน่นั้นมีคดีที่หญิงสาวถูกลักพาตัวเกิดขึ้นมากมาย
กู้หนานทำใจแข็งเดินตามเสียงร้องไห้นั้นไป และในที่สุดเขาก็พบแม่นางคนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ด้วยท่าทางหวาดกลัว ทีแรกเขามองเห็นใบหน้านั้นไม่ชัด แต่พอนางหันกลับมามองเขา หัวใจของเขาเวลานั้นก็เต้นไม่เป็จังหวะ มันเหมือนกับที่ท่านพ่อเคยบอกไว้ไม่มีผิด เมื่อเราตกหลุมรักใครั้แ่แรกเห็น หัวใจของเราก็จะเต้นไม่เป็จังหวะแบบนี้ ซึ่งท่านพ่อก็เกิดอาการเช่นนี้เมื่อครั้งที่ท่านพ่อเจอกับท่านแม่ครั้งแรกเช่นกัน
ตอนนั้นเขายังจำได้ดีว่ามู่เหยามีท่าทางหวาดกลัวเพียงใด เขาต้องปลอบใจอยู่นานกว่าที่นางจะผ่อนคลายและตามเขากลับหมู่บ้าน ผ่านไปหลายวันนางจึงบอกว่านางมาจากหมู่บ้านถังเจี่ย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ยอมบอกว่าเหตุใดนางถึงเข้าไปอยู่ในป่าลึกนั้นได้
มู่เหยาอาศัยอยู่ที่บ้านของเขาอยู่หลายวัน ทำให้ความรู้สึกของเขากับนางพัฒนาขึ้นมาก แม้จะไม่มีใครเอ่ยวาจาใดออกมา แต่เมื่อเขากับนางมองตากันก็รับรู้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้แล้ว
ถึงตอนที่เขากับท่านพ่อต้องไปส่งนางกลับหมู่บ้านถังเจี่ย เขาแอบกระซิบบอกความในใจและขอให้นางรอให้เขาเก็บเงินได้ เขาจะพาท่านพ่อไปสู่ขอนางกับบิดามารดาของนาง ซึ่งนางก็ยินดีที่จะรอ ไม่ว่านานเท่าไหร่นางก็จะรอ นั่นคือคำสัญญาที่นางให้กับเขาไว้ และเขาก็มอบปิ่นเงินไว้ให้นางเพื่อเป็ของแทนใจ
กู้หนานใช้เวลาสองปีถึงเก็บเงินได้ยี่สิบตำลึง ที่เขาต้องใช้เวลาถึงสองปีเพราะเขาต้องติดตามขบวนขนส่งสินค้า กว่าจะได้กลับบ้านก็ใช้เวลาไปถึงสองปีแล้ว วันที่เขากับท่านพ่อนำเงินเพื่อไปสู่ขอมู่เหยา กลับพบว่านางออกเรือนไปกับถังต้าหลางเสียแล้ว
เขาโมโหเพราะคิดว่านางไม่รักษาสัญญา เขาต่อว่านางจนไม่เหลือชิ้นดี แต่นางก็เอาแต่เงียบและมองเขาอย่างขอโทษ กู้หนานเสียใจมากจนหันไปแต่งงานกับบุตรสาวของเพื่อนร่วมขบวนขนส่งสินค้าจนมีกู้เยี่ยนเฉิงออกมา แต่เพราะภรรยาร่างกายอ่อนแอ นางจึงจากเขาและลูกชายไปหลังจากที่เพิ่งคลอดลูกชายได้ไม่กี่วัน
กู้หนานไม่สะดวกที่จะพาลูกชายติดตามไปกับขบวนขนส่งสินค้า เขาจึงลาออกและพาลูกชายกลับมาอาศัยอยู่บ้านเดิมคือหมู่บ้านกู้เจี่ย และอาศัยการทำไร่ทำนาเพื่อหารายได้
ในวันที่ลูกชายของเขาอายุครบหกขวบก็มีชายแปลกหน้านำจดหมายฉบับหนึ่งมาให้เขา จดหมายฉบับนั้นคือลายมือของมู่เหยา นางเขียนบอกเหตุผลที่นางต้องแต่งงานกับถังต้าหลาง นางไม่ได้ทรยศเขา แต่นางไม่อาจเอาร่างกายที่ถูกชายอื่นทำลายความบริสุทธิ์แล้วมาให้เขารับผิดชอบ ในจดหมายยังระบุไว้ว่านางได้มอบปิ่นเงินอันนั้นไว้ให้กับบุตรฝาแฝดของนาง ขอแค่เขามีบุตรชายหรือบุตรสาว ก็สามารถให้บุตรของเขากับบุตรของนางแต่งงานกันได้ และในส่วนท้ายของจดหมาย นางยังเขียนคำสัญญาเมื่อครั้งนั้นไว้อย่างชัดเจน
กู้หนานจำได้ดีว่าวันนั้นเขาวิ่งจากหมู่บ้านกู้เจี่ยไปถึงหมู่บ้านถังเจี่ยโดยไม่หยุดพัก แต่ทุกอย่างมันก็สายเกินไป มู่เหยาจากเขาไปแล้ว ยิ่งได้รู้ว่าชีวิตที่ผ่านมา นางถูกถังต้าหลางทำร้ายตบตีอยู่ทุกวัน เขาก็อยากจะเข้าไปสังหารไอ้ผู้ชายใจร้ายคนนั้นให้ตายตามมู่เหยาไปเสีย แต่เมื่อเขามองเห็นลูกฝาแฝดชายหญิงของนาง เขาก็รู้แล้วว่าเขาต้องทำตามคำขอสุดท้ายของนางให้สำเร็จ นั่นคือให้ลูกชายของเขากับลูกสาวของนางแต่งงานกัน
เพียงแต่หลังการจากไปของมู่เหยา กู้หนานก็ตรอมใจ ทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงทุกวัน เงินเก็บที่เคยมี นอกจากจะเก็บไว้ส่งให้ลูกชายเข้าเรียนในสำนักศึกษาแล้ว ยังต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาเป็ค่ารักษาตัวเอง ด้วยเพราะไม่อยากเพิ่มภาระให้ลูกชาย เขาจึงไม่กล้าพูดถึงเื่หมั้นและปิดเป็ความลับมาจนถึงทุกวันนี้
แม้รู้ว่ามู่เหยาจะต้องเสียใจที่เขาไม่ทำตามคำขอของนาง แต่เขาก็ไม่อยากให้ลูกชายต้องมาแบกรับกับความ้าของตนเอง แต่ไม่นึกว่าวันนี้ลูกสาวของมู่เหยาจะส่งปิ่นเงินอันนี้กลับมาให้เขา ย่อมแสดงให้เห็นว่าแม่หนูถังหลีเห็นด้วยกับคำขอสุดท้ายของมารดาแล้วใช่หรือไม่ แล้วลูกชายของเขาเล่า เขาจะบอกกับลูกชายอย่างไรดี
“ท่านพ่อเป็อะไรไปหรือขอรับ แล้วท่านรู้จักกับเ้าของปิ่นเงินอันนี้หรือไม่” กู้เยี่ยนเฉิงถามเมื่อเห็นบิดาเอาแต่ร้องไห้ และบางครั้งบิดาก็มองมาตนเองเหมือนมีบางอย่างอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า แต่เขาทนเห็นท่าทางลำบากใจของท่านพ่อไม่ได้ “หรือว่าปิ่นเงินอันนี้เกี่ยวข้องกับข้า”
“เยี่ยนเฉิง พ่อ...พ่อ...” กู้หนานยังพูดไม่ออก
“หากปิ่นปักผมอันนี้เกี่ยวข้องกับข้า ขอแค่ท่านไม่บอกให้ข้าไปทำเื่ผิดศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย ข้าก็ยินดีจะทำตามคำสั่งของท่านทุกประการขอรับ”
ั้แ่เล็กจนโต กู้เยี่ยนเฉิงก็เชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามาตลอด เพราะเขารู้ดีว่าบิดาต้องลำบากเป็อย่างมากที่เลี้ยงดูเขามาคนเดียว แม้จะมีสตรีหรือหญิงม่ายหลายคนเข้ามาเสนอตัวว่าจะแต่งกับท่านพ่อเพื่อที่จะได้เข้ามาดูแลเขา แต่ท่านพ่อก็ปฏิเสธกลับไปทุกครั้ง หลายครั้งที่เขาเคยถามว่าเหตุใดท่านพ่อถึงไม่คิดที่จะแต่งงานใหม่ ท่านพ่อก็บอกว่าท่านอยากดูแลเขาด้วยตัวเองและท่านไม่อยากทำผิดกับคนที่อยู่ในใจอีกแล้ว แม้เขาจะไม่มั่นใจนักว่าคนในใจของบิดาจะหมายถึงท่านแม่ของเขาหรือไม่ แต่กู้เยี่ยนเฉิงก็ยังรักและเทิดทูนบิดาของตนเองเป็ที่สุด
“ก่อนที่พ่อจะแต่งกับแม่ของเ้า พ่อมีหญิงในดวงใจอยู่คนหนึ่ง นางชื่อว่ามู่เหยา” กู้หนานตัดสินใจเล่าเื่ราวในอดีตของตนเองให้ลูกชายฟังอย่างไม่ปิดบัง
กู้เยี่ยนเฉิงเพิ่งได้ยินถึงเื่ราวความรักของท่านพ่อเป็ครั้งแรก เวลานี้เขาจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เขาสงสัยนั้นไม่ผิด เพราะสตรีที่อยู่ในใจของท่านพ่อไม่ใช่ท่านแม่ แต่เป็ท่านอามู่เหยา และท่านอามู่เหยายังเป็สตรีเพียงคนเดียวที่อยู่ในใจของท่านพ่อเสมอมา
แม้ได้ฟังอย่างนั้นแต่เขาก็ไม่ได้โกรธที่ท่านพ่อไม่มีความรักให้ท่านแม่ และไม่ว่าท่านพ่อจะแต่งงานกับท่านแม่ด้วยเหตุผลใด ท่านพ่อก็ดูแลท่านแม่เป็อย่างดีและไม่เคยทำผิดกับท่านแม่เลยสักครั้ง ส่วนตัวเขาเอง ท่านพ่อก็มอบความรักความเอาใจใส่ให้อย่างเต็มที่ แล้วยังมีสิ่งใดที่เขาต้องไม่พอใจด้วยเล่า เป็ท่านพ่อต่างหากที่ต้องแบกรับความทุกข์ไว้ในใจคนเดียวโดยไม่ยอมบอกใคร
เมื่อฟังเื่ราวทุกอย่างจบ กู้เยี่ยนเฉิงจึงถาม “คำขอสุดท้ายของท่านอามู่เหยาคืออยากให้ข้าแต่งกับบุตรสาวของนางหรือขอรับ”
“เ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?” กู้หนานจ้องลูกชาย “เ้าไม่จำเป็ต้องคิดถึงความรู้สึกของพ่อ เพราะคนที่จะใช้ชีวิตอยู่กับแม่หนูถังหลีคือเ้าไม่ใช่พ่อ เ้าก็รู้ว่าหากเ้าตัดสินใจแต่งกับแม่หนูถังหลี พ่อจะไม่มีวันยอมให้พวกเ้าหย่าขาดจากกัน และจะไม่มีวันยอมให้เ้ารับภรรยาคนอื่นเข้ามาอีก ครอบครัวกู้ของเราจะมีภรรยาเพียงคนเดียวไปตลอดชีวิต”
กู้เยี่ยนเฉิงนึกไปถึงแม่นางที่ตรงเข้ามาช่วยเหลือและยังเสนอว่าจะพาเขาไปโรงหมอ ทั้งที่เขากับนางไม่ได้รู้จักกันด้วยซ้ำ และเมื่อนึกไปถึงร่างกายผ่ายผอม แต่แววตาของนางกลับกระจ่างสดใสอย่างน่าประหลาด ยิ่งเมื่อนางยิ้ม หัวใจของเขาเวลานั้นมันเหมือนจะกระดอนออกมาข้างนอกให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
กู้เยี่ยนเฉิงถามบิดา “ท่านพ่อขอรับ ตอนที่ท่านพ่อเจอกับท่านอามู่เหยาครั้งแรก ท่านพ่อรู้สึกอย่างไร”
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมบุตรชายถึงถามเช่นนั้น แต่กู้หนานกลับยิ้ม “พ่อรู้เพียงว่าใจของพ่อมันเต้นแรงเหมือนจะควบคุมไม่ได้ พ่อไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับนาง แต่ก็อยากมองนางทุกวัน เวลาในแต่ละวันที่เราอยู่ด้วยกันมันผ่านไปเร็วจนพ่ออยากหยุดเวลาไว้ ยิ่งเมื่อพ่อกับท่านปู่ส่งนางกลับหมู่บ้านถังเจี่ย หลังจากนั้นพ่อก็เอาแต่คิดถึงนาง หลับก็ฝันถึง ตื่นก็มองเห็นรอยยิ้มของนางที่มันสลักอยู่ในใจ”
กู้เยี่ยนเฉิงจับที่หน้าอกของตนเองแล้วหลับตานึกถึงใบหน้าเล็กๆ นั้น ใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง และภาพรอยยิ้มของนางก็ทำให้เขาเผลอยิ้มออกมา “ข้าสงสัยว่าข้าคงตกหลุมรักเข้าแล้วขอรับ”
“ตกหลุมรัก?” กู้หนานพูดเสียงเศร้า “เช่นนั้นเื่แต่งงานกับแม่หนูถังหลีก็ไม่จำเป็ต้องพูดถึงมันอีก ในเมื่อเ้ามีหญิงในดวงใจ เ้าก็แต่งกับคนที่เ้ารักเถิด พ่อไม่อยากให้เ้าต้องมาเสียใจภายหลังเพราะไม่ทำตามความ้าของตัวเอง”
“ท่านพ่อขอรับ หากอาการตกหลุมรักเป็อย่างที่ท่านพูดมา ข้าคิดว่าข้าคงตกหลุมรักแม่นางถังั้แ่แรกเห็นแล้วขอรับ”
กู้หนานได้ยินอย่างนั้นก็ส่งยิ้มกว้าง “บุรุษตระกูลกู้ของเขาชัดเจนที่สุดก็คือความรู้สึกของตัวเอง แต่พ่อก็ยังอยากจะถามเ้าอีกครั้ง เ้ายินดีแต่งงานกับแม่หนูถังหลีหรือไม่”
“ข้ายินดีและข้าจะมีนางเป็ภรรยาเพียงคนเดียวขอรับ” กู้เยี่ยนเฉิงยิ้มแต่ก็ทำสีหน้าลำบากใจ “แต่ว่าท่านพ่อ ความรู้สึกของข้าที่มีต่อนางจะเป็อย่างไรไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือนางเต็มใจที่จะแต่งกับข้าหรือไม่ต่างหากขอรับ”
“เช่นนั้นเราต้องไปพบนางสักครั้ง”
ส่วนถังหลีที่แยกจากกู้เยี่ยนเฉิง นางก็นั่งเกวียนวัวกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี ทั้งยังนั่งยิ้มไปตลอดทาง จ้าวเต๋อกับจ้าวเจี่ยงรุ่ยได้แต่สบตากันอย่างไม่เข้าใจ
“หลีเอ๋อ เ้าไม่สบายที่ใดหรือไม่” จ้าวเจียงรุ่ยถามอย่างเป็ห่วง
“ไม่นี่เ้าคะ ข้าสบายดี” ถังหลียิ้มตอบ
“เช่นนั้นเ้าต้องไปเจอเื่ดีๆ มาแน่ เป็เื่อะไรที่ทำให้เ้ายิ้มไม่หุบแบบนี้”
“ข้าดีใจที่ข้าทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับท่านลุงใหญ่ไช่สำเร็จแล้วเ้าค่ะ” ถังหลีเลี่ยงตอบเื่อื่น เื่ที่นางเจอคนหล่อแล้วเก็บเอาใบหน้าเขามาฝัน นางจะบอกให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร
“สัญญาอะไร? พอจะเล่าให้ข้ากับท่านพ่อฟังได้หรือไม่”
ชาวบ้านหลายคนที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวก็อยากรู้เช่นกัน ทุกคนต่างก็นั่งนิ่ง แต่หูกลับเอียงเพื่อรอฟังคำตอบ เื่ของผู้อื่นย่อมน่าสนใจเป็ธรรมดา ยิ่งเป็เื่ลับยิ่งต้องอยากรู้
ถังหลีอยากหัวเราะกับท่าทางของชาวบ้าน “รอให้ถึงเวลา พวกท่านทุกคนก็จะรู้เองเ้าค่ะ แต่รับรองว่าเป็เื่ดีแน่นอน”
นี่มันเป็คำตอบแบบใดกัน ทำไมกระตุ้นความอยากรู้ได้เพียงนี้ เวลานี้คนบนเกวียนต่างก็อยู่ไม่สุขแล้ว พวกเขาอยากรู้!!!