เมื่อคนธรรมดาเห็นผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้ฝึกวิญญาณในแววตาของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความเกรงกลัวและความริษยา เพราะการเป็นคนสองประเภทนี้จะถือว่าเป็นยอดคนซึ่งเหนือกว่าคนธรรมดาไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังอ่อนด้อยสักแค่ไหนก็มีชีวิตที่ดีกว่าคนธรรมดาทั่วไปมากบนโลกใบนี้ทุกคนต่างก็เคารพความแข็งแกร่ง
ในวันนี้ร้านค้าทั้งหมดในเมืองชิงอวิ๋นนั้นเปิดเร็วขึ้นกว่าปกติในตอนเช้าตรู่ ทั้งห้าตระกูลใหญ่ในเมืองชิงอวิ๋น ได้แก่ตระกูลฉิน, ตระกูลหลู่, ตระกูลหยาง, ตระกูลหวัง และตระกูลหลัว ต่างก็ส่งคนไปที่จัตุรัสเพื่อรักษากฎระเบียบและความสงบเรียบร้อย
วันนี้นับว่าเป็นวันที่ครึกครื้นและร้อนแรงที่สุดของเมืองชิงอวิ๋นอย่างไม่ต้องสงสัยผู้คนมากมายต่างมารวมตัวกันที่เมืองชิงอวิ๋นซึ่งมันจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบสามปีเท่านั้น
“เส่าโหย่ว รีบมากินข้าวเช้า วันนี้แม่ทำอาหารที่เจ้าชอบด้วย”หลู่เส่าโหย่วเดินออกมาจากห้องและเห็นลั่วหลานซือกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าให้กับเขา
“ขอบคุณท่านแม่” ความสุขได้แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของหลู่เส่าโหย่วสิ่งนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่เขาได้รับหลังจากข้ามมิติมายังโลกใบนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
“การประลองในวันนี้เจ้าต้องระวังตัวด้วย แม่เชื่อว่าเจ้าสามารถทำได้ ในอนาคตเจ้าจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งเหมือนกับพ่อของเจ้า”ลั่วหลานซือกล่าว
หลู่เส่าโหย่วไม่ได้ตอบอะไรกลับไปดูเหมือนในใจของท่านแม่นั้นจะยังคงรักท่านพ่ออยู่เสมอในฐานะที่ตัวเขาเป็นคนรุ่นหลังจึงเป็นเรื่องยากที่จะกล่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
“คุณชาย วันนี้ท่านต้องสู้เขาล่ะ หากท่านไม่เข้าสู่ห้าอันดับแรกข้าคงจบเห่แน่” หลู่เสี่ยวไป๋กล่าว
“การที่ข้าไม่ได้เข้าสู่ห้าอันดับแรกมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าอย่างนั้นหรือ?” หลู่เส่าโหย่วถามด้วยความสงสัย
“ข้าบอกกับพวกคนรับใช้ในลานไปไม่น้อยว่าความแข็งแกร่งของท่านนั้นไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน พวกเราสองร้อยกว่าคนได้รวบรวมเหรียญทองมาสามร้อยเหรียญทองเพื่อลงเดิมพันว่าท่านจะได้เข้าสู่ห้าอันดับแรกหากท่านไม่เข้าสู่ห้าอันดับแรก ท่านว่าข้าจะจบเห่หรือไม่” หลู่เสี่ยวไป๋กล่าว
“เจ้าสองร้อยห้าสิบ*” หลู่เส่าโหย่วถลึงตาใส่หลู่เสี่ยวไป๋คนรับใช้สองร้อยคนรวบรวมเงินสามร้อยเหรียญทองเพื่อลงเดิมพันว่าเขาจะชนะ เงินจำนวนนี้คงจะเป็นเงินทั้งหมดของข้ารับใช้สองร้อยคนเป็นแน่หากนำเงินสามร้อยเหรียญทองนี่ไปลงเดิมพันว่ากูตู๋ปิงหลันจะชนะ คงจะได้เงินสามพันเหรียญทองแล้วเอามาลงเดิมพันกับตัวเขาเช่นนี้ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย (250แปลว่าโง่เขลา)
“คุณชาย อะไรคือสองร้อยห้าสิบ”หลู่เสี่ยวไป๋เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
หลู่เส่าโหย่วกล่าว “สองร้อยห้าสิบหมายความว่าเจ้าฉลาดมองการณ์ไกลและมีจิตวิญญาณที่สูงส่ง”
หลู่เสี่ยวไป๋ยกยิ้มอย่างเขินอาย เขาลูบไปที่หลังศีรษะของตัวเอง“ข้าไม่สามารถเทียบกับคุณชายได้หรอก คุณชายนั้นถือเป็นสองร้อยห้าสิบตัวจริง”
“เจ้า...” หลู่เส่าโหย่วพ่นอาหารเช้าออกมาทันทีใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีเพราะความโกรธและความอับอาย
“เส่าโหย่ว เจ้าเตรียมตัวเสร็จหรือยังพวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว” ร่างสองร่างเดินเข้ามายังตรงที่พวกเขาอยู่ กลิ่นหอมสองกลิ่นที่กลิ่นหนึ่งเข้มข้นและอีกกลิ่นหนึ่งหอมอ่อนๆก็ได้ลอยออกมา หลู่เส่าโหย่วจึงรู้ว่าผู้ที่มาเยือนก็คือหลู่หวู๋ซวงกับหลู่เม่ยนั่นเอง
วันนี้ทั้งสองแต่งตัวมาอย่างดีหลู่เม่ยนั้นดูเย้ายวนมากขึ้นกว่าปกติ ส่วนโค้งส่วนเว้าอันร้อนแรงของนางได้ปรากฏออกมาทั้งหมดส่วนหลู่หวู๋ซวงนั้นมีรูปลักษณ์ที่งดงามกับกลิ่นอายที่ดูสูงส่งให้ความรู้สึกที่ผู้อื่นยากจะเข้าถึง ทำได้เพียงมองดูจากระยะไกลเท่านั้น ไม่สามารถเข้ามาทำให้แปดเปื้อนได้
“อืม ใกล้จะเสร็จแล้ว”หลู่เส่าโหย่วกล่าวเบาๆ และเรอออกมา
“พี่เส่าโหย่ว ท่านต้องสู้เขาล่ะ” หลู่เม่ยเดินมาอยู่ข้างกายหลู่เส่าโหย่วอย่างอ่อนโยนและมีเสน่ห์กลิ่นหอมเข้มข้นจากนางเกือบจะทำให้จมูกของหลู่เส่าโหย่วอักเสบ
“เส่าโหย่ว ไปเถอะแม่จะรอฟังข่าวดีของเจ้า” ลั่วหลานซือกล่าว
หลังจากพูดคุยกับท่านแม่อีกสองสามคำหลู่เส่าโหย่วก็ออกจากบ้านทันที คนอื่นๆ ในตระกูลหลู่ก็ดูเหมือนจะรออยู่ที่ประตูใหญ่ของตระกูล
เมื่อหลู่เส่าโหย่ว, หลู่หวู๋ซวง, หลู่เม่ย และหลู่เสี่ยวไป๋มาถึงประตูใหญ่ พวกเขาก็เห็นคนหลายสิบคนกำลังรออยู่เมื่อมองไปจะเห็นจ้าวฮุ่ยกับหลู่เส่าหู่อยู่ในกลุ่มคนนั้น นอกจากนั้นก็มีลุงใหญ่หลู่ตงลุงสี่หลู่ซี และยังมีป้าสองหลู่หนาน โจวลี่ซิง โจวไห่หมิง รวมถึงผู้อาวุโสหลายๆ คนก็อยู่ด้วยส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นสมาชิกในตระกูลหลู่ทั้งหมด
“เหอะ” เมื่อเห็นหลู่เส่าโหย่วหลู่เส่าหู่ก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา ส่วนโจวไห่หมิงที่เห็นหลู่เม่ยยืนอยู่ข้างกายของหลู่เส่าโหย่วก็มีสีหน้ามืดมนจากแววตาของโจวไห่หมิง ดูเหมือนว่าเขาจะชมชอบหลู่เม่ยอยู่เล็กน้อย
“เส่าโหย่ว ผ่อนคลายเข้าไว้ไม่ต้องประหม่าเกินไป” หลู่ตงกล่าวกับหลู่เส่าโหย่ว เมื่อมองไปยังหลู่เส่าโหย่วและหลู่เส่าหู่ภายในใจของหลู่ตงก็แอบดีใจอยู่ไม่น้อย ในครั้งนี้ การที่ตระกูลหลู่จะได้เข้าสู่ห้าอันดับแรกคงไม่มีปัญหามากนัก
หลู่เส่าโหย่วพยักหน้าเบาๆเดิมทีตัวเขาก็ไม่ได้ประหม่าอะไร อย่างไรเขาก็เป็นถึงคนที่อยู่มาแล้วสองมิติเขายังคงมีความมั่นใจอยู่ และถึงแม้เขาจะไม่สามารถติดหนึ่งในห้าได้ เขาก็แค่ต้องคิดหาวิธีอื่นก็พอแล้ว
“ใส่สิ่งนี้เอาไว้” หลู่ตงหยิบตราหยกที่มีสายรัดสีขาวติดอยู่ออกมาสองอันจากนั้นก็ยื่นให้กับหลู่เส่าโหย่ว บนนั้นมีชื่อและอายุของหลู่เส่าโหย่วถูกเขียนเอาไว้
“พวกเราไปกันเถอะ” หลู่ซีได้กล่าวขึ้นจากนั้นกลุ่มคนตระกูลหลู่ก็ค่อยๆ เดินออกไป ระหว่างทางบนท้องถนนนั้นผู้คนมากมายต่างก็มองไปที่กลุ่มคนของตระกูลหลู่ด้วยความเกรงกลัวและความอยากรู้อยากเห็น
ตามสองข้างทาง มีหญิงสาวที่ผอมเพรียวและสง่างามอยู่ไม่น้อยสายตาของพวกนางต่างจับจ้องไปยังหลู่เส่าโหย่วและหลู่เส่าหู่แล้วพูดคุยซุบซิบกัน บ้างก็เงยหน้าขึ้นมามองกันเป็นครั้งคราวในแววตาของพวกนางปรากฏความเขินอายและความชื่นชม
เมื่อเห็นหญิงสาวเหล่านั้น หลู่เม่ยก็ได้ยืดคอและเชิดหน้าขึ้นทันทีนางขยับเข้าไปใกล้ร่างของหลู่เส่าโหย่ว ทำให้หญิงสาวทั้งสองข้างของถนนต่างก็แสดงความผิดหวังออกมาหน้าตาของพวกนางนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเทียบกับหลู่เม่ยได้
ตามสองข้างทางก็มีชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยที่มองหลู่เส่าโหย่วกับหลู่เส่าหู่ด้วยแววตาอิจฉาเช่นกัน
“ผู้คนที่มาในครั้งนี้เยอะกว่าเมื่อปีก่อนมาก”หลู่ตงกล่าว
“ใช่แล้วครั้งนี้เมืองชิงอวิ๋นมีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นมาไม่น้อย นั่นจึงทำให้ผู้คนที่อยู่ในเมืองใกล้ๆกันนี้เดินทางมาที่เมืองชิงอวิ๋นกันเป็นจำนวนมาก” หลู่ซีกล่าว
“ไม่รู้ว่าการประลองครั้งนี้จะมีม้ามืดปรากฏตัวขึ้นหรือไม่หากมีล่ะก็คงน่าสนุกไม่น้อย” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวออกมา
“มีอัจฉริยะมากมายขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วเกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้หากจะมีม้ามืดปรากฏตัวขึ้นมาอีกแต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้นี้ออกไปได้” หลู่ตงกล่าว
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลู่เส่าโหย่วเช่นนั้นกูตู๋ปิงหลันก็คงนับเป็นกลุ่มม้ามืดแล้ว เขาเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะต้องมีคนไม่น้อยที่รู้สึกประหลาดใจอย่างแน่นอน
หลู่เส่าโหย่วเดินตามคนของตระกูลหลู่จนมาถึงทางเข้าจัตุรัสแต่เมื่อเข้าไปใกล้กลับพบว่าที่ทางเข้าจัตุรัสนั้นมีผู้คนยืนออขวางทางกันเต็มไปหมดหลู่เส่าโหย่วส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ โลกใบนี้ก็เหมือนกับโลกใบก่อนของเขาไม่ว่าที่ไหนผู้คนต่างก็รอดูเรื่องครึกครื้นกันทั้งนั้น
“พวกเราเข้าไปจากทางด้านหลังนี้เถอะ”หลู่ตงกล่าว ในฐานะที่เป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่และเป็นตระกูลที่เข้าร่วมการแข่งขันจึงสามารถเข้าไปทางประตูหลังที่ถูกเตรียมเอาไว้ได้
“คารวะนายใหญ่” เมื่อมาถึงประตูหลัง ลูกหลานตระกูลหลู่ที่รออยู่ก็ออกมาต้อนรับ
กลุ่มคนได้เดินผ่านประตูด้านหลังไปยังขอบจัตุรัสที่ประตูหลังนี้เงียบกว่าตรงทางเข้าด้านหน้ามาก ทว่าเมื่อมองดูกลุ่มคนมากมายที่อยู่นอกจัตุรัสหัวใจที่เดิมทียังสงบนิ่งของหลู่เส่าโหย่วก็ไม่สามารถสงบได้อีกต่อไป ผู้คนที่มายังจัตุรัสนั้นมีจำนวนมากจริงๆคอนเสิร์ตของดาราในชาติก่อนของเขาก็ยังไม่มีคนจำนวนมากมายขนาดนี้ มองดูแล้วอย่างมากที่นี่ก็คงมีคนเป็นหมื่นคน
“หลู่ตง ทำไมเจ้าถึงพึ่งมาเล่า”ในตอนนั้นเอง ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้ากลุ่มคนของตระกูลหลู่ ผู้ที่มานั้นเป็นชายวัยกลางคนมีรูปร่างหยาบกร้านและสวมเสื้อคลุมยาว ท่าทางของเขาดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียวโดยเฉพาะคิ้วของเขาที่มีสีขาวบริสุทธิ์สะดุดตา และที่ด้านหลังของเขายังมีชายสามคนกับหญิงอีกหนึ่งคนทั้งห้าต่างก็มีออร่าที่ไม่ธรรมดา